กลัวความมืด นั่งสมาธิยามดึกไม่ได้สักที
สี่ทุ่มครึ่ง บ้านเงียบสนิทแล้ว ลูกเข้านอน สามีก็นอนไปตั้งแต่หัวค่ำ เสียงทีวีจากบ้านข้าง ๆ ก็เงียบไปด้วย
นี่คือเวลาที่เราตั้งใจไว้ตลอด ว่าจะลุกมานั่งสมาธิ
หยิบเบาะรองนั่งออกมาวางไว้มุมห้อง ปิดไฟหลัก เหลือแค่ไฟหรี่ดวงเล็ก แล้วก็นั่งลง
หลับตาได้ไม่ถึงนาที ใจก็เริ่มลอยไปที่มุมห้องที่มืดที่สุด ตรงหลังตู้เสื้อผ้า ตรงประตูห้องน้ำที่เปิดค้างไว้ครึ่งบาน
มือเริ่มเย็น หูเริ่มไวกับทุกเสียง เสียงพัดลมหมุน เสียงบ้านไม้ยืด เสียงอะไรก็ไม่รู้ที่ชั้นบน
สุดท้ายก็ลุกไปเปิดไฟหลักอีกครั้ง สมาธิที่ตั้งใจไว้ก็เลิกไปเฉย ๆ
คืนถัดมาก็เป็นแบบเดิม อยากได้ความเงียบตอนดึกที่ไม่มีใครกวน แต่พอเงียบจริง ๆ กลับนั่งไม่ได้สักที
ทั้งที่รู้ตัวดีว่าตู้เสื้อผ้าใบนั้นก็แค่ตู้เสื้อผ้า ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
สิ่งที่กลัวจริง ๆ อาจไม่ใช่ความมืด
เรื่องแปลกคือ ห้องเดียวกันนี้ ตอนกลางวันเราเดินผ่านสบาย ๆ ตู้เสื้อผ้าใบเดิม ประตูห้องน้ำบานเดิม ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด
ความมืดไม่ได้เปลี่ยนอะไรในห้อง มันแค่บังไม่ให้เราเห็น
พอมองไม่เห็น ใจของเราก็เริ่มทำงานแทนตา
ปกติเวลาดูทีวี อ่านมือถือ คุยกับคนในบ้าน ใจเรามีอะไรให้เกาะอยู่ตลอด ไม่ค่อยได้อยู่กับตัวเองเปล่า ๆ
แต่พอปิดไฟ หลับตา ไม่มีอะไรให้เกาะ ใจก็เริ่มหาอะไรมาเกาะแทน
บางทีมันไปเกาะกับเรื่องผีที่เคยดูตอนเด็ก เรื่องที่ญาติผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังตอนนอนค้างบ้านต่างจังหวัด
บางทีมันไปเกาะกับความรู้สึกว่าตัวเองอยู่คนเดียวในความมืด ทั้งที่จริง ๆ คนทั้งบ้านก็นอนอยู่ห้องข้าง ๆ นี่เอง
ความกลัวที่เกิดขึ้นตอนนั่งสมาธิ ก็เลยไม่ใช่ความกลัวเรื่องความมืดเสียทีเดียว
มันเป็นความกลัวที่จะอยู่กับใจตัวเองเงียบ ๆ โดยไม่มีอะไรมากั้นไว้
และนั่นเป็นเรื่องที่คนนั่งสมาธิแทบทุกคนเจอ ไม่ใช่แค่เรา
บางคนกลัวความมืด บางคนกลัวความเงียบเปล่า บางคนกลัวเสียงหัวใจตัวเองที่ดังขึ้นผิดปกติในคืนที่ไม่มีอะไรกลบ
หน้าตาของความกลัวต่างกันไปในแต่ละคน แต่รากเดียวกันคือใจที่ไม่เคยได้อยู่กับตัวเองเปล่า ๆ นานขนาดนี้มาก่อน
เมื่อพระพุทธเจ้าก็เคยเผชิญความมืดคนเดียว
ก่อนตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเคยเล่าเรื่องของพระองค์เองให้พราหมณ์คนหนึ่งชื่อชานุสโสณิฟัง
พราหมณ์คนนั้นถามว่า พระสมณโคดมกล้าไปอยู่ป่าลึกคนเดียวในเวลากลางคืนได้จริงหรือ เพราะป่าแบบนั้นแม้แต่คนใจกล้าที่สุดก็ยังขนลุก
พระพุทธเจ้าตอบว่า ก่อนตรัสรู้ พระองค์เองก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน เคยรู้สึกว่าที่อยู่บางแห่งน่ากลัวเกินกว่าจะไปนั่งอยู่คนเดียวได้
แต่ท่านเลือกจะไปอยู่ที่แบบนั้นเอง ในคืนที่คนโบราณเชื่อว่าผีจะออกมาก แล้วนั่งรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับใจของท่าน
ระหว่างนั่งอยู่ตรงนั้น ความกลัวก็มาจริง ๆ ขนลุก ใจสั่น เสียงกิ่งไม้หักก็ทำให้ตัวเกร็ง
ท่านไม่ลุกหนี ไม่เปลี่ยนท่า
ท่านเล่าไว้เองว่า
ถ้าความกลัวเกิดขึ้นแก่เราขณะกำลังเดินจงกรมอยู่ เราจะไม่หยุดเดินไปนั่งหรือไปนอน จนกว่าจะขจัดความกลัวนั้นให้หมดไปเสียก่อน ถ้าความกลัวเกิดขึ้นขณะยืน นั่ง หรือนอนอยู่ ก็จะไม่เปลี่ยนอิริยาบถนั้น จนกว่าความกลัวจะคลายไปเอง
ท่านไม่ได้สู้กับความกลัวด้วยความกล้า ไม่ได้ท่องคาถาไล่อะไร
ท่านแค่อยู่ตรงนั้นต่อไป จนความกลัวเองที่อยู่ไม่ได้ทั้งคืน ค่อย ๆ จางลงจนหมดไป
นี่คือส่วนที่น่าแปลกใจที่สุดของเรื่องนี้ ความกลัวไม่ใช่สิ่งที่ต้องเอาชนะด้วยความกล้า แต่เป็นสิ่งที่ค่อย ๆ หมดแรงไปเอง ถ้าเราไม่ลุกหนีมันไปก่อน
พระองค์ไม่ได้มีเวทมนตร์อะไรพิเศษกว่าเรา ท่านมีแค่ความตั้งใจจะอยู่กับความกลัวนั้นให้ครบรอบหนึ่ง โดยไม่ลุกหนีก่อนที่มันจะจบเอง
เรื่องนี้เล่ากันมาสองพันกว่าปีแล้ว แต่พอมานั่งอยู่ในห้องนอนของเราเอง มืด ๆ เงียบ ๆ ตอนสี่ทุ่มครึ่ง มันก็ยังใช้ได้อยู่ดี
ตู้เสื้อผ้ากับร่างดำในความมืด
ลองนึกถึงตู้เสื้อผ้าในห้องนอนตอนกลางวัน มันก็คือตู้เสื้อผ้าธรรมดา สีน้ำตาล มีรอยขีดข่วนตรงมุมล่างที่ลูกแมวเคยข่วนไว้
พอปิดไฟตอนกลางคืน ตู้ใบเดียวกันกลายเป็นร่างดำทึบสูงตระหง่าน บางคืนดูเหมือนมีใครยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่ตู้ ตู้ยังเป็นตู้เหมือนเดิมทุกอย่าง
สิ่งที่เปลี่ยนคือแสง พอไม่มีแสงพอให้ตาเห็นรายละเอียด ใจของเราก็เติมรายละเอียดเอง และมันมักเติมแบบที่น่ากลัวที่สุดเสมอ ไม่เคยเติมแบบน่ารัก
ความกลัวตอนนั่งสมาธิในที่มืดก็เป็นแบบเดียวกัน ใจที่ไม่คุ้นกับความเงียบ เจอความว่างที่ไม่มีอะไรให้ยึด ก็เริ่มเติมภาพน่ากลัวเข้าไปเอง ทั้งที่ในห้องนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากตอนกลางวันเลยสักนิด
ถ้าเราลุกไปเปิดไฟ เราจะเห็นว่ามันคือตู้เสื้อผ้าใบเดิม แล้วความกลัวก็หายวับไปในเสี้ยววินาที
นั่นแปลว่าสิ่งที่น่ากลัว ไม่เคยอยู่ในห้องจริง ๆ เลย มันอยู่ในภาพที่ใจเราวาดขึ้นมาเติมความมืดเท่านั้นเอง
จะค่อย ๆ อยู่กับความมืดได้ยังไง
ไม่ต้องเริ่มจากความมืดสนิทเลยในคืนแรก
ลองเปิดไฟหรี่ดวงเล็กไว้ก่อน แสงสลัว ๆ พอเห็นเงาแต่ไม่เห็นรายละเอียด นั่งแบบนี้สักสัปดาห์หนึ่ง
พอใจเริ่มคุ้นกับความเงียบมากขึ้น ค่อยหรี่ไฟลงอีกนิด ทีละขั้น ไม่ต้องรีบไปให้ถึงมืดสนิทในคืนเดียว
ก่อนนั่ง ให้เดินสำรวจห้องรอบหนึ่งตอนไฟยังเปิดอยู่
มองตู้ มองประตู มองทุกมุมที่ใจมักไปเติมภาพ
พอรู้ว่าตรงนั้นมีอะไรจริง ๆ ใจจะมีของจริงให้อ้างอิง แทนที่จะเติมภาพใหม่จากความว่างเปล่า
บางคนจุดตะเกียงเล็ก ๆ หรือเทียนไว้ไกลตัวสักดวง แสงเทียนไม่ได้ทำให้เห็นชัดเท่าไฟหลัก แต่พอมีเงาไหวนิด ๆ ใจจะรู้ว่ามันคือแสง ไม่ใช่ความว่างเปล่าที่น่ากลัว
ระหว่างนั่ง ถ้าความกลัวเกิดขึ้น ให้ลองทำแบบที่พระพุทธเจ้าทำ คืออยู่ต่อในท่าเดิมสักครู่
ไม่ต้องรีบลืมตา ไม่ต้องรีบลุกไปเปิดไฟทันที
นับลมหายใจของตัวเองสักสิบครั้ง ช้า ๆ ไม่ต้องนับให้ตรงเป๊ะ แค่รู้ว่าลมเข้า ลมออก
ถ้าครบสิบครั้งแล้วใจยังกลัวมาก จะลุกไปเปิดไฟก็ได้ ไม่ใช่เรื่องแพ้อะไร
การนั่งสมาธิไม่ใช่การทดสอบความกล้า แค่อยู่กับความกลัวได้นานขึ้นอีกนิดในแต่ละครั้งก็พอแล้ว
อีกวิธีที่ช่วยได้คือเปลี่ยนเวลา ไม่จำเป็นต้องเป็นดึกมืดที่สุดเสมอไป
ตอนตีห้าก่อนฟ้าสาง บ้านก็เงียบเหมือนกัน แต่ท้องฟ้าเริ่มมีแสงรางๆ ให้ใจรู้สึกปลอดภัยกว่า
ลองสังเกตด้วยว่าความกลัวมักมาแรงที่สุดในนาทีแรกที่ปิดไฟ
ถ้าผ่านสามสี่นาทีแรกไปได้ ใจมักเริ่มนิ่งลงเอง โดยที่เราไม่ต้องไปบังคับมัน
หลายคนที่นั่งสมาธิในที่มืดมานาน เล่าตรงกันว่าช่วงแรกใจวิ่งหาเรื่องกลัวได้ทุกคืน
แต่พอผ่านไปหลายสัปดาห์ ความมืดก็กลายเป็นแค่ความมืด ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นอีกแล้ว
ตอนกลางวันก็มีสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้ ลองเขียนลงกระดาษว่าเวลากลัว ใจมักวาดภาพอะไรขึ้นมาบ้าง
พอเห็นเป็นตัวหนังสือ หลายคนพบว่าภาพที่กลัวจริง ๆ ก็ซ้ำ ๆ อยู่ไม่กี่แบบ ไม่ได้มีอะไรใหม่ทุกคืนอย่างที่รู้สึก
ถ้าคืนไหนกลัวจนนั่งต่อไม่ไหวจริง ๆ ก็ไม่เป็นไร ลุกไปเปิดไฟ ดื่มน้ำสักแก้ว แล้วค่อยกลับมาลองใหม่พรุ่งนี้
ไม่มีใครนับว่าเราแพ้ไปกี่คืน มีแต่ว่าเรากลับมาลองอีกกี่ครั้งเท่านั้นเอง
บางบ้านมีคนในครอบครัวนอนอยู่ห้องข้าง ๆ อยู่แล้ว การรู้ว่าประตูห้องเราไม่ได้ล็อก และเดินไปหาใครก็ได้ถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็ช่วยให้ใจผ่อนลงได้เยอะเหมือนกัน
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ
- หรี่ไฟทีละขั้น ไม่ต้องมืดสนิทตั้งแต่คืนแรก
- เดินสำรวจห้องก่อนปิดไฟ ให้ใจมีของจริงให้อ้างอิง ไม่ต้องเดาเอาเอง
- ถ้ากลัวระหว่างนั่ง ให้อยู่ในท่าเดิมแล้วนับลมหายใจสิบครั้งก่อนตัดสินใจลุก
คืนนี้ถ้ายังทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร
ไฟดวงเล็กที่ยังเปิดอยู่ ไม่ได้แปลว่าเรานั่งสมาธิผิดวิธี
พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ได้กล้าตั้งแต่คืนแรกที่ไปนั่งในป่า ท่านเล่าไว้เองว่าใจสั่นเหมือนกัน
ความกลัวความมืดของเราคืนนี้ ก็แค่กำลังทำหน้าที่แบบเดียวกับที่มันเคยทำกับทุกคนที่เคยนั่งอยู่ในความเงียบมาก่อนหน้าเรา
พรุ่งนี้ค่อยลองหรี่ไฟลงอีกนิดก็ได้
