หน้าแรก/บทความ/คำสอนครูบาอาจารย์
อาจารย์พรหม: ประตูหัวใจที่เราเป็นคนปิดเอง
คำสอนครูบาอาจารย์

อาจารย์พรหม: ประตูหัวใจที่เราเป็นคนปิดเอง

21 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

งานศพแม่ผ่านไปสามวันแล้ว บ้านกลับมาเงียบเหมือนเดิม

เราเก็บกระถางธูปหน้าโลงออก พับเก้าอี้ที่ยืมวัดมาคืน แต่มีอย่างหนึ่งที่ยังเก็บไม่ได้

คือภาพพี่ชายที่ยืนอยู่อีกฝั่งของศาลาในวันนั้น

เขามาคนเดียว ไม่พาลูกมาด้วย พูดกับเราสองสามประโยคสั้น ๆ แล้วก็กลับ ไม่ได้อยู่ช่วยพับเก้าอี้ ไม่ได้อยู่กินข้าวมื้อสุดท้ายกับญาติที่เหลือ

สามปีก่อนเราสองคนทะเลาะกันเรื่องที่ดินแปลงหนึ่งที่พ่อทิ้งไว้ คำพูดตอนนั้นแรงกว่าที่ตั้งใจ ทั้งฝั่งเราทั้งฝั่งเขา

หลังจากวันนั้นเราไม่เคยคุยกันตรง ๆ อีกเลย เจอกันแค่ในงานบุญ งานศพ แล้วก็แยกย้ายกันไปโดยไม่มองหน้า

ตอนแม่ยังไม่ป่วยหนัก ท่านเคยพูดกับเราเบา ๆ ว่าอยากเห็นพี่น้องคุยกันสักครั้งก่อนท่านจะไป ตอนนั้นเราตอบท่านไปว่าเดี๋ยวค่อยว่ากัน

ตอนนี้ท่านไปแล้ว เรายังไม่ได้ทำ

ประตูที่เราล็อกเอง แล้วก็ลืมว่ากุญแจอยู่ไหน

ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นวันเดียว

วันแรกที่ทะเลาะกัน เราคงยังหวังว่าอีกไม่นานก็คงคุยกันได้ ใครสักคนคงยอมโทรมาก่อน

แต่พอเดือนผ่านไปเป็นปี ความหวังนั้นก็ค่อย ๆ แข็งเป็นนิสัย นิสัยที่ไม่ต้องคิดอะไรอีกแล้วเวลาเจอหน้าเขา แค่มองผ่าน พยักหน้าเล็กน้อย แล้วหันไปคุยกับคนอื่น

หัวใจของเราก็เหมือนบ้านหลังหนึ่ง ที่มีประตูบานหนึ่งเราปิดมันไว้เอง ปิดเพราะกลัวว่าถ้าเปิดแล้วจะเจ็บอีกรอบ

ปัญหาคือ พอปิดไปนาน ๆ เราเริ่มลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นคนล็อก

เราเริ่มพูดกับตัวเองว่า "เขานั่นแหละที่ไม่ยอมเปิด" ทั้งที่มืออีกข้างที่กดสลักไว้ตลอดเวลา คือมือของเราเอง

ไม่ได้บอกว่าเราผิด คนที่เคยเจ็บมามีสิทธิ์ปิดประตูป้องกันตัวเอง นั่นเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่ประตูที่ปิดไว้นานเกินไป บางทีก็ปิดจนเราลืมไปว่าข้างหลังมันคือใครที่เรายังรักอยู่

บางคืนเราก็แอบคิดว่า ถ้าเขาโทรมาขอโทษก่อน เราคงเปิดให้ทันที แต่พอคิดแบบนี้บ่อยเข้า มันก็กลายเป็นข้ออ้างให้ประตูปิดต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเรารอให้อีกฝ่ายเป็นคนขยับก่อนเสมอ

พระที่เคยนับดาวก่อนจะมานั่งนับลมหายใจ

มีพระรูปหนึ่งที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม "อาจารย์พรหม" ท่านเกิดที่ลอนดอน เรียนฟิสิกส์ทฤษฎีมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษ เป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเลขและสมการมาก่อน

แต่พอเรียนจบ ท่านกลับตัดสินใจเดินทางไปประเทศไทย ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่ชา ที่วัดหนองป่าพง จนได้บวชเป็นพระ แล้วใช้ชีวิตพระป่าอยู่หลายปี

ก่อนจะไปตั้งวัดของตัวเองที่ออสเตรเลีย ชื่อวัดโพธิญาณ ท่านสอนธรรมะที่นั่นมาจนถึงทุกวันนี้

สิ่งที่ทำให้คนทั่วโลกจำท่านได้ ไม่ใช่ศัพท์วิชาการ ทั้งที่ท่านเรียนวิทยาศาสตร์มาโดยตรง แต่เป็นเรื่องเล่าธรรมดา ๆ ที่ท่านหยิบมาเล่าด้วยอารมณ์ขัน แล้วแฝงหลักธรรมไว้ข้างใน

คนที่เคยไปฟังท่านเทศน์มักเล่าตรงกันว่า ห้องเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะก่อน แล้วค่อย ๆ เงียบลงตอนที่ทุกคนเริ่มเห็นว่าเรื่องตลกที่เพิ่งฟังจบนั้น พูดถึงตัวเราเองอยู่พอดี

หนังสือเล่มหนึ่งของท่านมีชื่อว่า "เปิดประตูหัวใจของคุณ" ท่านเขียนไว้ให้คนที่หัวใจกำลังปิดตายแบบเรา

ลูกศรดอกที่สอง

ท่านมักหยิบคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ฟังบ่อย ๆ เป็นเรื่องของคนที่โดนยิงด้วยลูกศร

พระพุทธเจ้าเปรียบว่า คนธรรมดาเวลาเจอเรื่องเจ็บปวด ก็เหมือนโดนลูกศรดอกแรกยิงเข้าที่ตัว เจ็บแน่นอน ห้ามไม่ได้

แต่แล้วเรามักจะทำสิ่งหนึ่งต่อ คือหยิบลูกศรอีกดอกมายิงซ้ำตัวเองอีกที ด้วยความโกรธ ความโทษตัวเอง ความคิดฟุ้งซ่านซ้ำไปซ้ำมาว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้

ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ถูกทุกขเวทนากระทบแล้ว ย่อมเศร้าโศก ลำบากใจ คร่ำครวญ ทุบอก ถึงความหลงใหล เขาย่อมเสวยเวทนาทั้งสองอย่าง คือทั้งเวทนาทางกาย และเวทนาทางใจ เปรียบเหมือนถูกลูกศรแทงทั้งดอกที่หนึ่งและดอกที่สอง

นี่คือใจความจากสัลลัตถสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เรื่องเวทนาสองชั้น

ลูกศรดอกแรก คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง คำพูดแรงที่พี่ชายเคยพูด ที่ดินที่แบ่งกันไม่ลงตัว เรื่องนี้เกิดไปแล้ว ห้ามไม่ได้

ลูกศรดอกที่สอง คือทุกครั้งที่เรานึกถึงเรื่องนั้นแล้วเจ็บซ้ำ ทุกครั้งที่เราเล่าเรื่องนี้ในหัวตัวเองแล้วโกรธเพิ่มขึ้นอีกนิด ทุกครั้งที่เราตัดสินว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกทั้งหมด เขาเป็นฝ่ายผิดทั้งหมด

ดอกแรกเป็นของเหตุการณ์ ดอกที่สองเป็นของเราเอง และดอกที่สองนี่เองที่เรายิงซ้ำทุกครั้งที่เห็นหน้าเขาในงานบุญ ทั้งที่เขายืนอยู่ตรงนั้นแค่เฉย ๆ ไม่ได้พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ

ประตูบานเดียวกับมือที่กดมันไว้

อาจารย์พรหมมีวลีสั้น ๆ ที่ท่านใช้สอนลูกศิษย์บ่อยมาก เป็นสองคำง่าย ๆ ว่า "ไม่เป็นไร"

ไม่ใช่ "ไม่เป็นไร" แบบที่เราพูดเพื่อตัดบท หรือพูดเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่าเรากำลังเจ็บอยู่

แต่เป็น "ไม่เป็นไร" ที่หมายถึงการยอมรับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว เกิดไปแล้วจริง ๆ จะโกรธอีกกี่ปีมันก็ไม่เปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น

ลองนึกถึงประตูไม้เก่า ๆ บานหนึ่งที่บ้าน บานพับเป็นสนิม เปิดทีก็เอี๊ยดดัง

ถ้าเราเอามือกดสลักไว้ตลอดเวลา ประตูก็จะปิดสนิทอยู่แบบนั้น ไม่มีลมเข้า ไม่มีแสงเข้า ห้องข้างในก็อับทึบขึ้นเรื่อย ๆ จนบางทีเราเองก็ลืมไปแล้วว่าห้องนั้นเคยมีแดดส่องถึง

แต่ถ้าเราปล่อยมือ ประตูก็ไม่ได้พรวดเปิดออกกว้างในทันที มันแค่ค่อย ๆ แง้มออกเองตามน้ำหนักของมัน บางทีก็แค่แง้มนิดเดียว พอให้ลมพัดผ่านเข้ามาได้บ้าง

การให้อภัยก็คล้ายกันมาก ไม่ใช่การง้อคนอีกฝ่าย ไม่ใช่การบอกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้อง ไม่ใช่การลืมว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่เป็นแค่การเอามือออกจากสลักประตู แล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้นเอง ประตูจะแง้มช้าแค่ไหนก็ได้ ไม่มีใครจับเวลา

เปิดประตูทีละนิ้ว

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคิดว่าพรุ่งนี้จะโทรหาพี่ชายเลย บอกได้เลยว่ายากมาก ใจที่ปิดมานานสามปีไม่ได้เปิดได้ในคืนเดียว

สิ่งที่พอทำได้จริงในตอนนี้ เล็กกว่านั้นมาก และเริ่มที่ตัวเราคนเดียวก่อน โดยยังไม่ต้องเกี่ยวกับเขาเลยด้วยซ้ำ

ตอนกลางคืนก่อนนอน ลองนั่งเงียบ ๆ สักห้านาที แล้วให้ภาพพี่ชายวันงานศพผุดขึ้นมาในหัวตามที่มันจะมา ไม่ต้องไล่มันออก แค่สังเกตว่าตอนที่ภาพนั้นขึ้นมา หน้าอกเราแน่นตรงไหน มือเรากำอยู่หรือเปล่า

พอรู้สึกแน่น ให้พูดกับตัวเองเบา ๆ ว่าไม่เป็นไร ไม่ใช่พูดให้เรื่องมันหายไป แต่พูดให้ใจรู้ว่าตอนนี้ปลอดภัยแล้ว ไม่มีใครกำลังยิงลูกศรดอกแรกซ้ำอีก แล้วหายใจเข้าออกช้า ๆ สักสิบครั้ง ให้ลมหายใจพาความแน่นในอกคลายลงทีละนิด

เขียนเหตุการณ์วันนั้นลงกระดาษด้วยคำพูดที่เขาพูดจริง ๆ เท่าที่จำได้ ไม่เติมน้ำเสียง ไม่เติมสิ่งที่เราคิดว่าเขาคงคิด บางทีพอเขียนออกมาแล้วอ่านซ้ำ จะเห็นว่าคำพูดจริงมันสั้นกว่าที่เราแบกไว้ในใจมาก ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราเติมเข้าไปเอง

ถ้าวันไหนเจอเขาโดยบังเอิญ อาจจะยังไม่ต้องพูดเรื่องที่ดิน แค่ทักทายธรรมดา ถามว่ากินข้าวหรือยัง แล้วดูว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรหลังพูดประโยคนั้นออกไป บางคนพบว่าแค่คำทักทายสั้น ๆ ก็ทำให้นอนหลับคืนนั้นง่ายขึ้นกว่าที่คิด

ลองหาคนที่ไว้ใจสักคน เล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังแบบไม่ต้องหาข้อสรุป ไม่ต้องให้เขาตัดสินว่าใครถูกใครผิด แค่พูดออกมาให้มันไม่ค้างอยู่ในอกเราคนเดียว เพราะเรื่องที่ไม่เคยถูกพูดออกมาเลย มักจะเลือกเวลาดึก ๆ เป็นเวลาที่มันโผล่กลับมา

และถ้าพอมีโอกาส ลองทำบุญให้พ่อกับแม่ด้วยกันสักครั้ง ไม่ต้องนัดพูดคุยอะไรพิเศษ แค่ยืนอยู่ในพิธีเดียวกัน กรวดน้ำพร้อมกัน เพราะบางทีการเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ต้องการคำขอโทษที่สมบูรณ์แบบ แค่ต้องการที่ว่างเล็ก ๆ ให้สองคนยืนอยู่ตรงนั้นด้วยกันอีกครั้ง

พอเอาคำสอนของอาจารย์พรหมมารวมกับเรื่องลูกศรสองดอก จะเหลืออยู่สามอย่างที่พอจับต้องได้จริงในคืนแบบนี้

  • สังเกตว่าหน้าอกแน่นตอนไหน นั่นคือจุดที่ลูกศรดอกที่สองกำลังจะยิงซ้ำ
  • พูดกับตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่ใช่เพื่อลืมเรื่องนั้น แต่เพื่อไม่ยิงตัวเองซ้ำอีก
  • เอามือออกจากสลักประตูทีละนิด ไม่ต้องรอให้พร้อมเปิดสุดในครั้งเดียว

คืนนี้อาจจะยังไม่ได้โทรหาเขา

ก็ไม่เป็นไร

ประตูที่ปิดมาสามปี จะให้เปิดในคืนเดียวคงเป็นไปไม่ได้จริง ๆ

แต่ถ้าคืนนี้เรานั่งเงียบ ๆ แล้วรู้ทันว่าหน้าอกเราแน่นตอนไหน มือเราเริ่มคลายจากสลักประตูไปแล้วนิดหนึ่ง

พรุ่งนี้พี่ชายอาจจะยังไม่รู้อะไรเลยว่าเราทำแบบนี้อยู่

แต่ห้องข้างในตัวเรา จะเริ่มมีลมพัดผ่านเข้ามาบ้างแล้ว