น้ำนิ่ง: บทเรียนจากหลวงปู่ชา
บ่ายสามโมง หน้าจอมือถือสว่างขึ้นอีกครั้ง เป็นข้อความในกลุ่มไลน์ที่ทำงาน คนหนึ่งพิมพ์มาแรง ๆ ว่างานที่ส่งไปเมื่อเช้ายังไม่ได้เรื่อง
เรานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ มืออยู่บนคีย์บอร์ด แต่ใจไม่ได้อยู่ที่งานตรงหน้าอีกแล้ว
มันเหมือนมีใครเอามือไปกวนน้ำในกะละมังที่วางนิ่งอยู่ น้ำที่เมื่อกี้ยังใสพอมองเห็นก้นกะละมัง กลายเป็นสีขุ่น หมุนวนไปมา มองไม่เห็นอะไรชัดเจนอีกเลย
เราพิมพ์ตอบไปสั้น ๆ แล้วก็นั่งคิดต่อ คิดว่าจะเถียงกลับดีไหม คิดว่าเขาพูดแบบนี้ทำไม คิดย้อนไปถึงครั้งก่อน ๆ ที่เขาก็เคยพูดแรง ๆ แบบนี้
อีกสิบนาทีถัดมา งานตรงหน้ายังไม่ขยับ แต่ในหัวเราวิ่งไปไกลมาก
เพื่อนร่วมงานอีกคนเดินผ่านโต๊ะเรา ทักทายตามปกติ เราก็ยิ้มตอบ พูดคุยด้วยได้เป็นปกติดี แต่ลึกลงไปในใจ ยังมีน้ำที่หมุนวนอยู่ตลอดเวลา เหมือนใจแยกออกเป็นสองชั้น ชั้นบนคุยกับคนได้ตามปกติ ชั้นล่างยังงมอยู่กับข้อความเดิมไม่เลิก
น้ำในหัวเราไม่เคยหยุดหมุนเอง
สิ่งที่น่าสังเกตคือ ข้อความนั้นใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาทีในการอ่าน
แต่ผลของมันอยู่กับเราไปอีกทั้งบ่าย
เราคิดว่าตัวเองกำลัง "จัดการปัญหา" อยู่ ทั้งที่จริง ๆ เรากำลังกวนน้ำในหัวตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า คิดประโยคโต้ตอบใหม่ทุกสองสามนาที คิดสีหน้าของเขาตอนพิมพ์ คิดว่าคนอื่นในกลุ่มจะมองเรายังไง
ไม่มีใครบังคับให้เราคิดต่อ เราเป็นคนกวนน้ำเอง
เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่ตอนมีคนพิมพ์มาแรง ๆ บางทีมันเกิดตอนรถติด ตอนรอผลตรวจโรงพยาบาล ตอนลูกยังไม่กลับบ้านทั้งที่ดึกแล้ว ใจของเราเป็นแบบเดียวกันหมด พอมีอะไรมากระทบ มันจะขุ่นแล้วก็อยากจะคิด อยากจะแก้ อยากจะหาคำตอบทันที
ทั้งที่จริงแล้ว ยิ่งคิดตอนขุ่น คำตอบยิ่งไม่ชัด เหมือนพยายามมองก้นกะละมังตอนน้ำยังหมุนอยู่ ยิ่งมองยิ่งไม่เห็นอะไร
บางคนแก้ด้วยการคิดให้เร็วกว่าเดิม ยิ่งขุ่นยิ่งเร่งคิด เหมือนยิ่งเอามือกวนน้ำแรงขึ้นเพื่อจะหาความใส ซึ่งไม่มีทางเจอ
บางคนแก้ด้วยการเอาน้ำขุ่นถังนี้ไปเทใส่คนอื่นต่อ พูดแรงกลับไปบ้าง ระบายให้อีกคนฟังด้วยน้ำเสียงที่ยังขุ่นอยู่ ผลคือน้ำขุ่นไม่ได้หายไปไหน แค่ย้ายไปอยู่ในกะละมังอีกใบหนึ่งเท่านั้นเอง
บึงน้ำในป่าที่หลวงปู่ชาพูดถึง
หลวงปู่ชา สุภัทโท พระอาจารย์สายวัดป่าที่คนไทยรู้จักกันดี เคยเล่าถึงการภาวนาของท่านไว้ด้วยภาพหนึ่งที่จำง่ายมาก
ท่านเล่าว่า มีคนเคยถามท่านว่า ท่านฝึกจิตจนถึงไหนแล้ว
ท่านตอบว่า ใจของท่านตอนนี้สงบจนถ้าสัตว์ป่าตัวหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ ๆ ท่านก็ยังนั่งอยู่ได้อย่างสงบ เพราะท่านทำใจของท่านให้เหมือนบึงน้ำนิ่งในป่า
เราทำใจของเราให้เหมือนบึงน้ำนิ่งในป่า สัตว์แปลกและงดงามนานาชนิดจะแวะเวียนมาดื่มกินที่บึงนั้น เราจะได้เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของทุกสิ่ง เห็นสิ่งแปลกและงดงามมากมายผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่เราเองยังคงเป็นบึงน้ำนิ่งอยู่อย่างนั้น นี่แหละคือความสุขของพระพุทธเจ้า
ลองอ่านช้า ๆ อีกรอบ
ท่านไม่ได้บอกว่าไม่มีอะไรมาที่บึงน้ำ สัตว์ป่ายังมา บางตัวสวย บางตัวแปลก บางตัวน่ากลัวด้วยซ้ำ
ท่านบอกแค่ว่า บึงน้ำไม่ได้วิ่งตามสัตว์เหล่านั้นไปไหน บึงน้ำแค่อยู่ตรงนั้น นิ่งพอที่จะเห็นทุกตัวชัด ๆ ตามที่มันเป็นจริง
ข้อความในไลน์ก็เหมือนสัตว์ตัวหนึ่งที่เดินเข้ามาที่บึง มันมาแล้วก็จะไป
คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าจะห้ามมันไม่ให้เข้ามา เพราะห้ามไม่ได้อยู่แล้ว คำถามอยู่ที่ว่า เราจะเป็นบึงน้ำที่นิ่งพอจะเห็นมันชัด ๆ หรือจะกระโดดตามมันไปจนลืมว่าตัวเองเป็นบึงน้ำ
หลวงปู่ชายังสอนอีกว่า การภาวนาไม่ใช่การหนีไปอยู่ที่ที่ไม่มีอะไรมากระทบเลย เพราะที่แบบนั้นไม่มีจริง ท่านอยู่ในป่าที่มีเสือ มีงู มีเสียงสัตว์ร้องทั้งคืน สิ่งที่ท่านฝึกไม่ใช่การทำให้ป่าเงียบ แต่เป็นการทำให้ใจนิ่งพอจะอยู่กับป่าที่ไม่เคยเงียบได้
กลุ่มไลน์ที่ทำงานของเราก็เป็นป่าแบบหนึ่งเหมือนกัน มีเสียงแจ้งเตือนดังทั้งวัน มีคนพูดแรงบ้าง เบาบ้าง เราคงย้ายออกจากป่านี้ไปอยู่ที่เงียบสนิทไม่ได้ ตราบใดที่ยังต้องทำงานอยู่ สิ่งที่พอทำได้คือฝึกให้ใจนิ่งพอจะอยู่ในป่าที่มีเสียงแบบนี้ต่อไป โดยไม่ต้องขุ่นค้างอยู่นานเหมือนเดิม
โอ่งน้ำที่ยายเคยสอนให้ตั้งทิ้งไว้
คนรุ่นก่อนที่ยังใช้น้ำโอ่งอยู่ น่าจะเคยเห็นภาพนี้
น้ำที่ตักมาจากบ่อใหม่ ๆ มักขุ่น มีตะกอนปนอยู่ ถ้ารีบตักไปใช้ทันทีก็จะได้น้ำขุ่น ๆ ล้างจานก็ไม่สะอาดเท่าไหร่
แต่ถ้าตั้งโอ่งนั้นทิ้งไว้เฉย ๆ สักพัก ไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องกวน ไม่ต้องกรอง แค่ปล่อยให้มันนิ่ง ตะกอนจะค่อย ๆ จมลงไปอยู่ก้นโอ่งเอง น้ำด้านบนจะใสขึ้นเรื่อย ๆ จนมองทะลุถึงก้นโอ่งได้
ใจของเราตอนที่มีเรื่องมากระทบก็เหมือนน้ำที่เพิ่งตักมาใหม่ ๆ มีตะกอนของความโกรธ ความน้อยใจ ความกลัวปนอยู่เต็มไปหมด
สิ่งที่เรามักทำคือรีบตักน้ำขุ่นนั้นไปใช้ทันที รีบพิมพ์ตอบ รีบตัดสินใจ รีบพูดออกไป
ทั้งที่ถ้าเราตั้งมันทิ้งไว้สักครู่ ไม่ต้องนาน แค่พอให้ตะกอนเริ่มจม เราจะเห็นชัดขึ้นเองว่าจริง ๆ แล้วเรากำลังกลัวอะไร โกรธอะไร อยากได้อะไรกันแน่
ไม่ใช่ว่าตะกอนหายไปไหน มันยังอยู่ก้นโอ่ง แต่มันไม่ได้ลอยขึ้นมาบังตาเราอีกแล้ว
ข้อนี้เองที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า สงบแปลว่าไม่มีอะไรอยู่ในใจเลย ทั้งที่ความจริงคือ ตะกอนยังอยู่ครบ เพียงแต่มันจมลงไปอยู่ในที่ของมัน ไม่ได้ลอยฟุ้งจนบดบังทุกอย่าง
บางบ้านที่ยังใช้โอ่งอยู่จริง จะรู้อีกอย่างหนึ่งด้วยว่า ถ้าเผลอไปกวนโอ่งซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่ตะกอนใกล้จะจม น้ำก็จะขุ่นอยู่แบบนั้นตลอดไป ไม่มีวันใส ใจของเราก็เหมือนกัน ถ้าคิดเรื่องเดิมซ้ำทุกห้านาที เท่ากับเรากวนโอ่งของตัวเองอยู่ตลอดเวลา แล้วก็แปลกใจว่าทำไมมันไม่ยอมนิ่งสักที
เอาบึงน้ำนี้กลับไปที่โต๊ะทำงาน
ฟังเรื่องบึงน้ำแล้วรู้สึกสงบดี แต่พอกลับไปนั่งหน้าจอที่มีคนพิมพ์มาแรง ๆ อีกรอบ ใจก็ขุ่นเหมือนเดิม
เรื่องนี้ไม่แปลก เพราะการทำใจให้เป็นบึงน้ำนิ่งไม่ใช่การนึกอยากแล้วได้เลย มันเป็นสิ่งที่ต้องฝึกซ้ำ ๆ ในจังหวะเล็ก ๆ ของแต่ละวัน
จังหวะแรกที่พอทำได้จริงคือ ตอนที่รู้ตัวว่าใจเริ่มขุ่น มักจะมีสัญญาณทางกายมาก่อนความคิดเสมอ อาจเป็นไหล่ที่เกร็งขึ้น ลมหายใจที่สั้นลง หรือมือที่พิมพ์เร็วขึ้นผิดปกติ พอรู้สึกถึงสัญญาณนั้น ให้ลองหยุดมือจากคีย์บอร์ดสักครู่ วางมือลงบนตัก แล้วหายใจเข้าออกช้า ๆ สักห้าครั้ง ไม่ต้องคิดว่าต้องหายใจให้ถูกวิธี แค่รู้สึกถึงลมที่เข้าและออกจริง ๆ ก็พอ
จังหวะที่สองคือ การให้เวลาน้ำตกตะกอนก่อนตอบ ถ้าเป็นข้อความที่ทำให้ใจสั่น ลองตั้งกติกากับตัวเองว่าจะยังไม่พิมพ์ตอบทันที รอสักสิบนาทีหรือครึ่งชั่วโมงถ้าเป็นไปได้ ระหว่างนั้นให้ทำอย่างอื่นไปก่อน ล้างหน้า เดินไปกินน้ำ หรือแค่มองออกไปนอกหน้าต่าง สิบนาทีนั้นน้ำในใจจะไม่ใสทั้งหมด แต่จะใสพอให้เห็นว่าสิ่งที่อยากพิมพ์ตอนแรกกับสิ่งที่ควรตอบจริง ๆ มันคนละอย่างกันแค่ไหน
จังหวะที่สามคือ การสังเกตว่าตอนนี้เรากำลังนั่งอยู่กับตะกอนของตัวเองหรือของคนอื่น เวลาเขาพูดแรง ๆ ใส่เรา ส่วนที่เป็นคำพูดของเขาคือสัตว์ที่เดินเข้ามาที่บึง ส่วนที่เราคิดต่อ ตีความต่อ ผูกเรื่องเก่ามาเสริม นั่นคือน้ำที่เรากวนขึ้นมาเอง ลองแยกสองอย่างนี้ออกจากกันดู บางทีสิ่งที่เขาพูดสั้นกว่าที่เราคิดไว้มาก ลองเขียนคำพูดของเขาลงกระดาษเท่าที่เขาพูดจริง ๆ จะเห็นว่าส่วนที่เหลือทั้งหมดเราต่อเติมเอง
จังหวะที่สี่คือ การหาเวลาว่างสั้น ๆ ในแต่ละวัน ให้ใจได้อยู่นิ่งโดยไม่มีอะไรมากวนเลย อาจเป็นตอนตื่นนอนใหม่ ๆ ก่อนหยิบมือถือขึ้นมาดู หรือตอนก่อนนอน นั่งเฉย ๆ สักห้านาที ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องคิดเรื่องอะไรเป็นพิเศษ แค่รู้ว่ากำลังหายใจอยู่ ห้านาทีแบบนี้ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรทั้งวัน แต่มันเหมือนการฝึกให้กล้ามเนื้อของความนิ่งได้ทำงานบ้าง วันไหนมีเรื่องมากระทบ กล้ามเนื้อนั้นจะตอบสนองได้เร็วขึ้นเอง
ไม่จำเป็นต้องทำครบทุกจังหวะในวันเดียว บางวันอาจทำได้แค่จังหวะแรก หยุดมือจากคีย์บอร์ดสักห้าลมหายใจ แค่นั้นก็ถือว่าน้ำในใจได้พักจากการถูกกวนไปแล้วชั่วขณะหนึ่ง
ลองจำสิ่งเหล่านี้ไว้บ้างก็พอ
- สัญญาณของใจที่เริ่มขุ่นมักโผล่ที่กายก่อนความคิด ลมหายใจสั้นลง ไหล่เกร็งขึ้น
- ให้เวลาน้ำตกตะกอนก่อนตอบ โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ใจสั่น
- แยกให้ออกว่าอะไรคือคำพูดของเขา อะไรคือน้ำที่เรากวนขึ้นมาเอง
คืนนี้บึงอาจจะยังไม่นิ่งสนิท
ถ้าวันนี้ยังจัดการใจไม่ทัน ยังพิมพ์ตอบไปแรง ๆ ทั้งที่รู้ตัวว่าน้ำยังขุ่นอยู่ ก็ไม่ได้แปลว่าเราทำผิดอะไร
หลวงปู่ชาเองก็คงไม่ได้เกิดมาแล้วใจนิ่งเป็นบึงน้ำในป่าตั้งแต่วันแรก ท่านฝึกมาทั้งชีวิตกว่าจะพูดประโยคนั้นได้
บึงน้ำในป่าไม่เคยหยุดมีสัตว์เดินผ่าน มันแค่ค่อย ๆ นิ่งพอ จนสิ่งที่ผ่านมาไม่ทำให้มันขุ่นค้างอยู่นานเท่าเดิม
พรุ่งนี้อาจจะมีข้อความแรง ๆ มาอีก ก็ให้มันเป็นสัตว์อีกตัวหนึ่งที่แวะมาที่บึง เราแค่คอยดูว่าครั้งนี้ น้ำในใจเราจะขุ่นอยู่นานแค่ไหนก่อนจะนิ่งลง
