หน้าแรก/บทความ/คำสอนครูบาอาจารย์
คืนที่เปรียบเทียบตัวเองไม่หยุด กับคำสอนพระอาจารย์ชยสาโร
คำสอนครูบาอาจารย์

คืนที่เปรียบเทียบตัวเองไม่หยุด กับคำสอนพระอาจารย์ชยสาโร

22 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

สี่ทุ่มครึ่งของคืนวันธรรมดา งานพรุ่งนี้เตรียมไว้หมดแล้ว เสื้อผ้ารีดพาดไว้ที่เก้าอี้ กระเป๋าจัดของเสร็จเรียบร้อย

แต่มือยังไม่วางโทรศัพท์ลง

นิ้วเลื่อนหน้าจอไปเรื่อย ๆ เพื่อนที่เรียนจบมาด้วยกันโพสต์รูปตอนได้เลื่อนตำแหน่ง อีกคนถ่ายคู่กับรถคันใหม่ อีกคนกำลังนั่งเครื่องบินไปเที่ยวประเทศที่เราไม่เคยไป

เราวางมือถือลง แล้วมองเพดานห้องเฉย ๆ

ในหัวมีคำถามผุดขึ้นมาคำเดียว เราทำอะไรผิดตรงไหน ทำไมชีวิตเราถึงยังดูธรรมดาแบบนี้อยู่

ความรู้สึกที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่เขามีอะไร

ถ้าลองนั่งอยู่กับความรู้สึกนั้นสักครู่ จะเห็นว่าสิ่งที่ทำให้อึดอัดไม่ใช่ตัวรูปที่เห็นในโทรศัพท์

รถคันใหม่ของเพื่อนไม่ได้ทำร้ายเรา ตำแหน่งที่เขาได้ก็ไม่ได้พรากอะไรไปจากเรา

สิ่งที่ทำร้ายคือเสียงในหัวที่พูดต่อทันทีหลังเห็นรูปนั้น เสียงที่บอกว่าเราช้ากว่าคนอื่น เราตัดสินใจผิดตั้งแต่ตอนเลือกงาน เราน่าจะทำอะไรมากกว่านี้ตั้งนานแล้ว

คนรุ่นเราโตมากับหน้าจอที่เปิดให้เห็นชีวิตของคนอื่นตลอดเวลา เห็นได้ทุกวินาที ทุกที่ ทุกคน แต่สิ่งที่เห็นมักเป็นแค่ช่วงที่ดีที่สุดของเขา ไม่ใช่วันที่เขานอนไม่หลับเพราะกังวลเหมือนกัน

เราเลยเอาช่วงที่แย่ที่สุดของตัวเอง ไปเทียบกับช่วงที่ดีที่สุดของคนอื่น เทียบแบบนี้กี่รอบก็แพ้ทุกรอบ

ไม่ใช่เพราะชีวิตเราแย่จริง แต่เพราะโจทย์ที่เราตั้งไว้ไม่ยุติธรรมกับตัวเองตั้งแต่แรก

ที่แปลกกว่านั้นคือ ต่อให้ได้สิ่งที่อยากได้มาจริง ๆ ความรู้สึกพอก็มักไม่มาด้วย ได้เลื่อนตำแหน่งแล้วก็เริ่มมองตำแหน่งถัดไป ได้รถคันที่อยากได้แล้วก็เริ่มมองรถอีกรุ่น เหมือนวิ่งอยู่บนสายพานที่ขยับเร็วเท่ากับที่เราวิ่งพอดี ไม่มีวันถึงเส้นชัยสักที

แก้วที่แตกไปแล้วตั้งแต่วันแรก

พระอาจารย์ชยสาโรเป็นพระชาวอังกฤษที่ออกบวชในป่าตั้งแต่ยังหนุ่ม ใช้ชีวิตนักบวชอยู่กับครูบาอาจารย์สายวัดป่ามาหลายสิบปี แต่กลับเป็นพระรูปหนึ่งที่คนรุ่นใหม่ฟังแล้วเข้าใจง่ายที่สุด

อาจเพราะท่านเองก็เคยผ่านวันที่ต้องเลือก ระหว่างเส้นทางที่ครอบครัวและสังคมคาดหวัง กับเส้นทางที่ใจอยากไปจริง ๆ ท่านเลือกทางที่ดูเหมือนสวนทางกับทุกคน แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่กับการเลือกนั้นมาจนถึงวันนี้

ท่านมักพูดกับคนหนุ่มสาวที่มาฟังธรรมว่า ไม่ต้องรอให้ชีวิตสมบูรณ์แบบก่อนถึงจะเริ่มดูแลใจตัวเองได้ ไม่ต้องรอให้ได้ตำแหน่งนั้น รถคันนั้น หรือชีวิตแบบที่เห็นในโทรศัพท์คนอื่นก่อน ถึงจะอนุญาตให้ตัวเองสงบได้

สิ่งหนึ่งที่ท่านพูดถึงบ่อยเวลาคุยกับคนทำงานรุ่นใหม่ คือเรื่องความเร่งรีบที่สังคมสมัยนี้ปลูกฝังไว้ ราวกับว่าความสำเร็จต้องมาให้เร็วที่สุด อายุน้อยที่สุด ถ้าช้ากว่าคนอื่นแม้แต่ปีเดียวก็เหมือนตกขบวน ท่านชวนให้ตั้งคำถามกลับว่า ใครเป็นคนตั้งเส้นตายเส้นนี้ให้เรา และเราจำเป็นต้องวิ่งตามเส้นตายของคนอื่นจริงหรือ

ท่านไม่ได้บอกให้เลิกทำงาน เลิกตั้งเป้าหมาย หรือเลิกใช้โทรศัพท์ ท่านพูดในทำนองว่าธรรมะไม่ใช่เรื่องของการหนีไปอยู่ที่อื่น แต่เป็นเรื่องของการอยู่ตรงที่เราอยู่นี่แหละ ให้ได้อย่างมีสติมากขึ้นทีละนิด

ท่านเป็นศิษย์ในสายของหลวงพ่อชา สุภัทโท ผู้ที่เคยเล่าเรื่องแก้วน้ำใบหนึ่งให้ลูกศิษย์ฟัง

"แก้วใบนี้สวยมาก ฉันดื่มน้ำจากมันได้ วางไว้ในแดดก็แวววาว เคาะแล้วเสียงใส แต่สำหรับฉัน แก้วใบนี้แตกไปแล้วตั้งแต่วันที่ฉันได้มันมา"

หลวงพ่อชาไม่ได้บอกว่าอย่ารักแก้วใบนั้น ไม่ได้บอกว่าอย่าใช้มันให้ดี ท่านแค่บอกว่า ถ้ารู้ตั้งแต่แรกว่าสักวันมันต้องแตก วันที่มันแตกจริง ๆ เราจะไม่ทุกข์จนเกินไป

ชีวิตของเราแต่ละคนก็เหมือนแก้วใบนั้น มีวันที่แวววาว มีวันที่ธรรมดา และสักวันหนึ่งก็ต้องจบลง

รถของเพื่อน ตำแหน่งของเพื่อน ก็เป็นแก้วอีกใบหนึ่งที่แตกได้เหมือนกัน เพียงแต่วันนี้ยังไม่ถึงตาเขา

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทประโยคหนึ่งว่า

สันตุฏฐี ปรมัง ธนัง — ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง

สันโดษในที่นี้ไม่ได้แปลว่าไม่ทะเยอทะยาน ไม่ได้แปลว่าอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไร

แต่หมายถึงใจที่พอจะวางแก้วของตัวเองลงมองได้ตรง ๆ โดยไม่ต้องเอาไปเทียบกับแก้วของคนข้าง ๆ ทุกครั้งที่หยิบขึ้นมา

ต้นไม้ที่รดน้ำจนรากเน่า

ลองนึกถึงต้นไม้ในกระถางที่ใครสักคนตั้งใจดูแลมันมาก

รดน้ำทุกเช้า รดน้ำทุกเย็น เห็นดินแห้งนิดเดียวก็รีบรดเพิ่ม เห็นใบเหี่ยวหน่อยก็รดเพิ่มอีก

ผ่านไปสองสัปดาห์ ต้นไม้ต้นนั้นกลับใบเหลือง รากเริ่มเน่า ทั้งที่คนดูแลตั้งใจดีที่สุด

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่น้ำไม่พอ ปัญหาคือน้ำมากเกินไปจนรากหายใจไม่ออก

การเปิดโทรศัพท์ดูชีวิตคนอื่นทุกห้านาที ก็เหมือนการรดน้ำต้นไม้ต้นนั้นไม่มีหยุด เราคิดว่ากำลังหาข้อมูล กำลังตามข่าวเพื่อน แต่จริง ๆ กำลังเทน้ำลงบนใจตัวเองมากเกินกว่าที่มันจะรับไหว

ใจของเราก็ต้องการช่วงเวลาที่ดินแห้งบ้าง ช่วงที่ไม่มีอะไรไหลเข้ามาให้เปรียบเทียบ เพื่อให้รากได้หายใจ ได้ตั้งตัว ได้เติบโตตามจังหวะของมันเอง ไม่ใช่ตามจังหวะของหน้าฟีด

ต้นไม้แต่ละต้นต้องการน้ำไม่เท่ากันด้วย ต้นที่อยู่กลางแดดจัดอาจต้องการน้ำมากกว่าต้นที่อยู่ในร่ม เช่นเดียวกับชีวิตแต่ละคนที่ต้องการสิ่งต่าง ๆ ไม่เท่ากัน คนหนึ่งอาจแต่งงานตอนอายุยี่สิบห้า อีกคนอาจยังไม่พร้อมจนอายุสี่สิบ คนหนึ่งอาจสร้างตัวได้เร็วเพราะจังหวะชีวิตเอื้อ อีกคนอาจต้องใช้เวลานานกว่าเพราะต้นทุนเริ่มต้นต่างกัน เอาต้นไม้ต้นหนึ่งไปวัดกับอีกต้นโดยใช้ไม้บรรทัดอันเดียวกัน จึงไม่มีวันได้คำตอบที่เป็นธรรมกับใครเลย

จะเริ่มตรงไหนดี

สิ่งที่พอทำได้จริงไม่ใช่การเลิกเล่นโทรศัพท์ไปเลย เพราะแบบนั้นทำได้ยากและอาจไม่จำเป็นด้วยซ้ำ สิ่งที่พอทำได้คือการสร้างช่วงเวลาที่ดินได้แห้งบ้างในแต่ละวัน

ก่อนนอนประมาณครึ่งชั่วโมง ลองวางโทรศัพท์ไว้อีกฝั่งของห้อง ไม่ต้องปิดเครื่อง แค่ให้มันอยู่ไกลจากมือ ช่วงเวลานั้นถ้าใจอยากหยิบขึ้นมาดู ให้สังเกตความอยากนั้นเฉย ๆ โดยไม่ต้องรีบทำตาม แค่รู้ว่าตอนนี้ใจกำลังอยากเลื่อนหน้าจอ

ตอนเช้าก่อนเริ่มงาน ลองใช้เวลาสักห้านาทีเขียนสามอย่างที่มีอยู่แล้วในชีวิตตอนนี้ลงกระดาษ ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่ อาจจะเป็นแค่คนที่ยังรักเรา งานที่ยังทำอยู่ หรือร่างกายที่ยังเดินได้ปกติ การเขียนแบบนี้ไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป แต่ทำให้ใจมีอะไรถ่วงอยู่บ้าง ก่อนจะเจอหน้าฟีดที่ดึงความสนใจไปทางอื่น

สัปดาห์ละครั้ง ลองถามตัวเองตอนที่ใจสงบ ไม่ใช่ตอนที่กำลังเปรียบเทียบ ว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่อยากได้ตอนนี้คือของที่จำเป็นกับชีวิตเรา หรือเป็นแค่ของที่เพิ่งเห็นคนอื่นมี คำตอบจะไม่เหมือนกันทุกครั้ง และนั่นก็เป็นเรื่องปกติ

ถ้ามีคนที่ไว้ใจได้สักคน ลองเล่าความรู้สึกไม่พอนี้ให้เขาฟังตรง ๆ สักครั้ง แทนที่จะเก็บไว้คนเดียวแล้วไปหาคำตอบจากหน้าจอคนอื่นต่อ หลายครั้งแค่ได้พูดออกมาว่า "เราเหนื่อยกับการเทียบตัวเอง" ใจก็เบาลงไปมากแล้ว

คนไทยมีวันพระเป็นจุดสังเกตอยู่แล้วในทุกเดือน ลองใช้วันพระเป็นวันที่ตั้งใจงดเปิดโซเชียลมีเดียทั้งวันสักครั้งดู ไม่ต้องประกาศให้ใครรู้ ไม่ต้องทำให้สมบูรณ์แบบ แค่ลองดูว่าวันที่ไม่มีใครให้เปรียบเทียบเลยทั้งวัน ใจของเราจะเป็นอย่างไร บางคนพบว่าวันแบบนั้นกลับเป็นวันที่นอนหลับสนิทที่สุดในรอบเดือน

ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง

  • แก้วของเราแตกได้เหมือนแก้วของทุกคน ไม่มีใครมีแก้วที่ไม่มีวันแตก
  • ความรู้สึกไม่พอมักไม่ได้มาจากสิ่งที่เขามี แต่มาจากการรดน้ำใจตัวเองมากเกินไปด้วยการเปรียบเทียบ
  • ลองให้ใจมีช่วงดินแห้งบ้างในแต่ละวัน ไม่ต้องรับข้อมูลของคนอื่นตลอดเวลา

คืนพรุ่งนี้อาจจะยังเผลอเลื่อนหน้าจออีก

ถ้าพรุ่งนี้ยังเผลอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเทียบชีวิตตัวเองกับคนอื่นอีก ก็ไม่ได้แปลว่าที่ทำมาวันนี้สูญเปล่า

ใจที่เคยรดน้ำตัวเองจนรากแฉะมาหลายปี ไม่ได้ตั้งตัวได้ภายในคืนเดียว

แต่ทุกครั้งที่รู้ตัวเร็วขึ้นสักนิดว่ากำลังเทียบอยู่ นั่นก็นับเป็นก้าวหนึ่งแล้ว

พระอาจารย์ชยสาโรใช้เวลาหลายสิบปีอยู่กับความสงบในป่า กว่าจะพูดเรื่องพวกนี้ได้อย่างที่คนรุ่นเราฟังแล้วเข้าใจ เราไม่จำเป็นต้องไปถึงจุดนั้นตั้งแต่คืนนี้

แค่คืนนี้ ถ้าวางมือถือลงได้เร็วขึ้นอีกนิด นั่นก็เป็นคืนที่ดีพอแล้ว

แก้วของเรายังไม่แตกในวันนี้ ก็แค่ใช้มันดื่มน้ำให้เต็มที่เท่าที่ยังมีวันนี้อยู่