หน้าแรก/บทความ/คำสอนครูบาอาจารย์
พระอาจารย์สุเมโธ: ฟังเสียงแห่งความเงียบ
คำสอนครูบาอาจารย์

พระอาจารย์สุเมโธ: ฟังเสียงแห่งความเงียบ

22 ส.ค. 2569·อ่าน 6 นาที

เที่ยงคืนกว่า ๆ นอนอยู่บนเตียง ไฟดับหมดแล้ว บ้านเงียบสนิท

แต่ในหัวไม่เงียบเลย

พรุ่งนี้ต้องพรีเซนต์งาน ลูกยังไม่ได้ทำการบ้าน บิลค่าน้ำค่าไฟยังไม่ได้จ่าย แล้วก็มีเรื่องเมื่อเช้าที่พูดไปแรงไปหน่อย ความคิดวิ่งเป็นแถวยาวไม่มีที่สิ้นสุด

เราลองบอกตัวเองว่า "หยุดคิดเถอะ" แต่ยิ่งสั่งให้หยุด มันยิ่งดังขึ้น

ลองนับลมหายใจ ได้สักสามครั้งก็หลุดไปคิดเรื่องพรุ่งนี้อีก พลิกหมอนอีกด้าน มองนาฬิกาอีกรอบ ตัวเลขขยับไปทีละนาทีช้า ๆ

ความเงียบที่เราตามหา รู้สึกเหมือนอยู่ไกลออกไปเรื่อย ๆ ยิ่งวิ่งตามยิ่งจับไม่ได้ เหมือนวิ่งไล่จับเงาตัวเองในความมืด

เราไม่ได้อยากได้หัวที่ว่างเปล่า

สิ่งที่เราอยากได้จริง ๆ ในคืนแบบนี้ ไม่ใช่การหยุดคิด

เพราะต่อให้หยุดคิดได้ พรุ่งนี้ปัญหาเดิมก็ยังรออยู่ ลูกก็ยังไม่ได้ทำการบ้าน บิลก็ยังไม่ได้จ่าย เรื่องเมื่อเช้าก็ยังต้องไปตามแก้อยู่ดี

สิ่งที่เราอยากได้จริง ๆ คือที่ที่วางความคิดลงได้สักพัก ที่ที่ไม่ต้องแบกทุกเรื่องพร้อมกันตลอดเวลา อยากได้จุดพักสักจุดหนึ่งในคืนที่ทุกอย่างถาโถมเข้ามาพร้อมกัน

แต่เรามักไปหาที่นั้นด้วยวิธีที่ผิด เราพยายามไล่ความคิดออกไป เหมือนไล่แมลงวันในห้อง ยิ่งไล่ยิ่งบินวน ยิ่งบอกตัวเองว่าอย่าคิด ก็ยิ่งคิดถึงเรื่องที่บอกให้เลิกคิดนั่นแหละ

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความคิดมีเยอะ ปัญหาอยู่ที่เราคิดว่าต้องกำจัดมันให้หมดก่อน ถึงจะสงบได้

บางคืนเราถึงกับโมโหตัวเองที่นอนไม่หลับ ยิ่งโมโหก็ยิ่งตื่น กลายเป็นวงจรที่วนซ้ำจนฟ้าสาง เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นมาด้วยความเพลียที่ไม่ได้มาจากงาน แต่มาจากการรบกับหัวตัวเองทั้งคืน

พระที่ไปตามหาความเงียบแล้วพบว่ามันอยู่ตรงนี้เอง

พระอาจารย์สุเมโธเป็นชาวอเมริกัน เกิดที่รัฐวอชิงตัน เรียนจบแล้วเข้าไปอยู่ในกองทัพเรือ ผ่านชีวิตที่วุ่นวายมามาก ก่อนจะเดินทางมาบวชที่ประเทศไทย และเป็นศิษย์รูปสำคัญของหลวงปู่ชา แห่งวัดหนองป่าพง

ท่านเป็นพระชาวตะวันตกรูปแรก ๆ ที่บวชในสายวัดป่า แล้วภายหลังไปตั้งวัดในประเทศอังกฤษ ที่วัดอมราวดีและวัดจิตตวิเวก เพื่อสอนธรรมะให้คนตะวันตกที่ไม่คุ้นกับพิธีกรรมแบบไทย ไม่คุ้นกับภาษาบาลี ไม่คุ้นกับขนบธรรมเนียมแบบวัดป่า

คำสอนหนึ่งที่ท่านพูดถึงบ่อยมาก จนภายหลังลูกศิษย์รวบรวมเป็นหนังสือชื่อ "เสียงแห่งความเงียบ" (The Sound of Silence)

ท่านสอนว่า ให้ลองฟังดูตอนนี้เลย ในหัวของเรามีเสียงแหลมบาง ๆ อยู่เสียงหนึ่ง คล้ายเสียงหวีดเบา ๆ หรือเสียงจักจั่นไกล ๆ

เสียงนั้นไม่เคยหายไปไหน มันอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะได้ยินมันหรือไม่ก็ตาม อยู่ตอนที่เราตื่นเต้น อยู่ตอนที่เราเศร้า อยู่ตอนที่เราโกรธ อยู่แม้กระทั่งตอนที่เราไม่นึกถึงมันเลย

ท่านให้เรียกมันว่า "เสียงแห่งความเงียบ" ไม่ใช่เพราะมันเงียบ แต่เพราะมันคือฉากหลังที่ทุกเสียงอื่นเกิดขึ้นบนนั้น รวมทั้งเสียงความคิดที่ดังอยู่ในหัวเราตอนตีหนึ่งด้วย

"มันเป็นเช่นนี้เอง" เป็นคำที่ท่านอาจารย์สุเมโธมักย้ำกับลูกศิษย์ ไม่ใช่เพื่อให้จำไว้ท่องบ่น แต่เพื่อให้กลับมาสัมผัสสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงตรงหน้า ไม่ใช่เรื่องที่ปรุงแต่งต่อไปแล้วในหัว

ท่านไม่ได้บอกให้เราไล่ความคิดออกไปให้หมด ท่านบอกว่าให้สังเกตว่า มีบางสิ่งที่รู้อยู่ว่าความคิดกำลังเกิดขึ้น สิ่งนั้นแหละที่นิ่งอยู่เสมอ ไม่ว่าความคิดจะพล่านแค่ไหน

ความคิดเรื่องงาน เรื่องลูก เรื่องบิล ผุดขึ้นแล้วก็ดับไป ผุดขึ้นแล้วก็ดับไป เหมือนคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งแล้วถอยกลับ แต่ตัวทะเลเองไม่เคยหายไปไหน

เสียงพัดลมที่เปิดค้างทั้งคืน

ลองนึกถึงพัดลมตัวหนึ่งที่เปิดค้างไว้ในห้องนอนทุกคืน

ตอนแรกที่เปิด เราได้ยินเสียงมันชัดมาก หึ่ง ๆ อยู่ตลอด

แต่พอผ่านไปสักครึ่งชั่วโมง เราลืมไปเลยว่ามันดังอยู่ เราไม่ได้ยินเสียงนั้นอีกต่อไป ทั้งที่พัดลมยังหมุนอยู่เหมือนเดิมทุกวินาที

ความคิดที่วิ่งพล่านในหัวก็เหมือนกัน มันดังจนกลบทุกอย่าง จนเราลืมไปว่ามีอะไรอยู่ข้างใต้เสียงนั้น เราจดจ่ออยู่กับเสียงหึ่ง ๆ นั้นมากจนลืมไปว่ามีคนคนหนึ่งที่นอนอยู่ในห้องและได้ยินเสียงนั้นอยู่

สิ่งที่ท่านอาจารย์สุเมโธชวนให้ทำ ไม่ใช่การไปปิดพัดลม เพราะปิดไม่ได้ ความคิดจะเกิดของมันไปตามธรรมชาติ ห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ เหมือนห้ามฝนไม่ให้ตกไม่ได้

แต่เป็นการเลื่อนความสนใจ จากเสียงพัดลม ไปหาสิ่งที่ได้ยินเสียงพัดลมอยู่ ไปหาความรู้ตัวที่นิ่งอยู่ก่อนเสียงจะดังขึ้นด้วยซ้ำ

ตรงนั้นแหละที่ท่านเรียกว่าเงียบ ไม่ใช่เพราะไม่มีเสียง แต่เพราะมันไม่เคยสั่นไหวไปตามเสียงที่ผ่านเข้ามา เหมือนผนังห้องที่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าพัดลมจะหมุนแรงแค่ไหน

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทว่า

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ ถ้าใจสงบ ทุกอย่างที่แสดงออกและกระทำลงไป ย่อมนำสุขไปด้วย

ความสงบที่ว่านี้ ไม่ได้แปลว่าใจต้องว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย แค่ใจไม่ไหลตามทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามา ก็นับว่าสงบแล้ว เหมือนคนที่นั่งอยู่ริมถนน เห็นรถวิ่งผ่านไปมา แต่ไม่ต้องลุกขึ้นวิ่งตามรถทุกคัน

เอาไปใช้จริงตอนที่หัวไม่ยอมเงียบ

คืนที่นอนไม่หลับเพราะความคิดพล่าน ลองเปลี่ยนจากการพยายามหยุดคิด มาเป็นการฟังเสียงในหัวแทน หลับตาลง แล้วสังเกตว่ามีเสียงแหลมบาง ๆ อยู่ในหูหรือเปล่า อาจต้องใช้เวลาสักนิดกว่าจะได้ยิน เพราะมันแผ่วมากในตอนแรกที่ยังไม่คุ้นเคย พอได้ยินแล้ว ให้วางความสนใจไว้ตรงนั้นเบา ๆ ไม่ต้องเพ่งจนปวดหัว แค่รู้ว่ามันอยู่ตรงนั้นก็พอ ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องรอผลว่าจะหลับเร็วขึ้นหรือไม่ เพราะการรอผลนั่นแหละที่ทำให้ใจไม่นิ่ง

ระหว่างวันที่ความคิดเรื่องงานหรือเรื่องบ้านวนอยู่ในหัวไม่หยุด ลองหยุดสักสิบวินาที แล้วถามตัวเองเงียบ ๆ ว่าใครกำลังรู้อยู่ว่าตอนนี้กำลังคิด ไม่ต้องหาคำตอบเป็นคำพูดสวยหรู แค่สังเกตว่ามีบางอย่างที่รู้อยู่จริง ๆ ก็พอแล้ว ทำแบบนี้สักสิบวินาทีก็พอ ไม่จำเป็นต้องหยุดงานที่ทำอยู่นาน

เวลาเจอเรื่องที่ทำให้ใจปั่นป่วนมาก อย่างเพิ่งทะเลาะกับใครมา หรือเพิ่งได้ข่าวไม่ดี ให้ลองพูดกับตัวเองเบา ๆ ว่า มันเป็นเช่นนี้เอง ไม่ใช่เพื่อปลอบใจให้ลืมเรื่องนั้น แต่เพื่อวางเรื่องราวที่ใจปรุงต่อไปเรื่อย ๆ ลง แล้วกลับมาอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้าแค่นั้นเอง ไม่ใช่เรื่องที่ใจสร้างต่อว่าเขาจะคิดยังไงกับเรา พรุ่งนี้จะเป็นยังไง

ตอนเดินอยู่คนเดียว ระหว่างรอรถเมล์ เดินไปที่จอดรถ หรือเดินขึ้นบันได ให้ลองรู้สึกที่ฝ่าเท้ากระทบพื้นสักสิบก้าว ระหว่างนั้นถ้าเสียงในหัวกลับมาดังอีก ก็ไม่ต้องรำคาญตัวเอง แค่พาความสนใจกลับมาที่เท้าอีกครั้งเรื่อย ๆ ทำแบบนี้วันละนิด จะค่อย ๆ ทำให้เรารู้จักทางกลับมาสงบได้เร็วขึ้นทุกครั้งที่ทำ เหมือนเดินทางเดิมซ้ำ ๆ จนเท้าจำทางได้เองโดยไม่ต้องคิด

จำสามอย่างนี้ไว้ก็พอ

  • เสียงในหัวไม่ใช่ศัตรูที่ต้องกำจัด มันเป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเองตามธรรมชาติ
  • ความสงบที่หาอยู่ ไม่ได้อยู่ที่อื่น อยู่ในสิ่งที่รู้ว่าตอนนี้กำลังคิดอะไรอยู่นี่เอง
  • คำว่า มันเป็นเช่นนี้เอง ใช้ได้ทุกครั้งที่ใจเริ่มปรุงเรื่องต่อจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

คืนนี้อาจจะยังดังอยู่

ถ้าคืนนี้ลองแล้วเสียงในหัวยังไม่เบาลง ก็ไม่เป็นไร

ท่านอาจารย์สุเมโธเองก็เคยเล่าว่า ท่านใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มได้ยินความเงียบที่อยู่ข้างใต้เสียงทั้งหมดนั้นได้ชัดขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวแล้วเจอเลย

พัดลมยังคงหมุนอยู่เหมือนเดิม เสียงในหัวก็คงยังดังอยู่บ้างในบางคืน

แต่ถ้าคืนไหนเราได้ยินมันแค่เสี้ยววินาที แล้วรู้สึกว่ามีบางอย่างที่นิ่งอยู่ใต้เสียงนั้น

แค่นั้นก็พอสำหรับคืนหนึ่งแล้ว