คืนที่พระเจ้าอชาตศัตรูฆ่าพ่อแล้วนอนไม่หลับ
คืนนั้นพระจันทร์เต็มดวง
พระเจ้าอชาตศัตรูประทับอยู่บนดาดฟ้าปราสาท ล้อมรอบด้วยหมู่อำมาตย์ แพทย์หลวง และข้าราชบริพาร ลมเย็นพัดมาเป็นระลอก มีคนเป่าสังข์ให้ฟังไกล ๆ เป็นค่ำคืนที่สวยงามชนิดที่ใครเห็นก็ต้องหยุดมอง
พระองค์เองก็พูดออกมาว่าคืนนี้งดงามจริง แล้วหันไปถามอำมาตย์รอบตัวว่า คืนดี ๆ แบบนี้ ควรไปหาใครสักคนเพื่อให้ใจสงบ
ฟังผิวเผินเหมือนคำถามของคนที่อยากพักผ่อน
แต่ใครที่รู้เรื่องราวก่อนหน้านั้นจะรู้ว่า คำถามนี้ไม่ได้ออกมาจากความว่างเปล่าธรรมดา มันออกมาจากใจของชายคนหนึ่งที่เพิ่งสั่งให้จับพ่อของตัวเองขังไว้จนตาย
พ่อของพระองค์คือพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์ผู้เคารพพระพุทธเจ้ามาตลอดชีวิต
ความรื่นเริงที่ปิดไม่มิด
อำมาตย์แต่ละคนเสนอชื่อครูอาจารย์คนโน้นคนนี้ ล้วนเป็นนักบวชที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น บางคนสอนว่าทำอะไรก็ไม่มีผล บางคนสอนว่าทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วเปลี่ยนไม่ได้ บางคนสอนเรื่องที่ฟังดูลึกซึ้งแต่จับต้องไม่ได้
พระองค์ฟังชื่อแล้วก็นิ่งเงียบ ไม่ตอบรับสักคน
นั่นเป็นเรื่องแปลก เพราะคนที่มีอำนาจล้นเหลือ มีของกินของใช้ครบทุกอย่าง เรียกดนตรีเรียกนางรำมาเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ควรจะนั่งเงียบแบบนี้
แต่ความรื่นเริงรอบตัวพระองค์ในคืนนั้น เหมือนม่านบาง ๆ ที่คลุมอยู่ข้างบน ส่วนข้างล่างยังมีบางอย่างค้างอยู่ ไม่ยอมจางไป
ทุกคืนหลังจากพ่อสิ้นไป พระองค์จะยังตื่นอยู่ดึก บางคืนหลับไปได้แป๊บเดียวก็สะดุ้งตื่น ในหัวมีภาพเดิมวนกลับมาซ้ำ ๆ ภาพของพ่อที่ถูกขังอยู่ในห้องเล็ก ๆ ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าไปเยี่ยม จนกระทั่งวันสุดท้าย
ความรู้สึกแบบนี้ไม่มีใครในวังพูดถึงตรง ๆ เพราะไม่มีใครกล้า
จนกระทั่งหมอจีวกลุกขึ้นเสนอชื่อหนึ่งขึ้นมา
ชื่อที่ทำให้มือสั่น
จีวกเป็นแพทย์ประจำราชสำนัก และเป็นคนที่นับถือพระพุทธเจ้ามาก่อน เขาบอกว่า ขณะนี้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่สวนมะม่วงของเขาเอง ไม่ไกลจากวัง พร้อมด้วยภิกษุอีกหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูป
พระเจ้าอชาตศัตรูสั่งให้เตรียมช้างพระที่นั่งทันที
แต่ระหว่างทางที่ริ้วขบวนเคลื่อนไปในความมืด พระองค์กลับรู้สึกกลัวขึ้นมาเฉย ๆ
ความกลัวนี้มีที่มา เพราะก่อนหน้านี้พระองค์เคยไปเข้าข้างพระเทวทัตซึ่งพยายามปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าถึงหลายครั้ง แม้เรื่องนั้นจะผ่านไปแล้ว แต่ในใจพระองค์ยังไม่แน่ใจว่า การไปหาพระพุทธเจ้าคืนนี้จะปลอดภัยจริงหรือเปล่า จีวกอาจจะหลอกพาไปให้ศัตรูจัดการก็ได้
พระองค์จึงเอ่ยถามจีวกกลางทางว่า ท่านไม่ได้หลอกเราไปมอบให้ศัตรูใช่ไหม
พอริ้วขบวนใกล้ถึงสวนมะม่วง สิ่งที่ทำให้พระองค์กลัวหนักขึ้นไปอีกคือความเงียบ
คนพันกว่าคนอยู่รวมกัน ไม่ควรจะเงียบสนิทขนาดนี้ ไม่มีเสียงไอ ไม่มีเสียงจาม ไม่มีเสียงกระแอม พระองค์คิดในใจว่านี่คงเป็นกับดักแน่ ๆ
จีวกชี้ให้ดูแสงตะเกียงที่ยังสว่างอยู่ในศาลาหนึ่ง บอกว่านั่นแหละคือที่ประทับของพระพุทธเจ้า ให้เสด็จเข้าไปตรงนั้นได้เลย
คืนที่ไม่มีใครตัดสิน
พระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ท่ามกลางหมู่สงฆ์ พระองค์นิ่งสงบเหมือนห้วงน้ำใหญ่ที่ไม่มีลมพัด
พระเจ้าอชาตศัตรูเดินเข้าไปอย่างระแวดระวัง สายตากวาดมองรอบข้างว่าเจ้าชายอุทัยภัทรราชโอรสของตนอยู่ที่ไหน เพราะกลัวว่าถ้ามีอะไรผิดปกติ อย่างน้อยก็ยังมีลูกอยู่ข้างกาย
แต่เมื่อเห็นความสงบของสงฆ์หมู่นั้น ความกลัวก็ค่อย ๆ คลายลง พระองค์เอ่ยชมว่า ขอให้ลูกของเรามีความสงบแบบหมู่สงฆ์นี้บ้าง
จากนั้นพระองค์ก็ทูลถามคำถามที่แท้จริงที่พาพระองค์มาที่นี่ คำถามนั้นเรียบง่ายมาก คนที่ออกบวชศึกษาธรรมนั้น เขาได้อะไรบ้างที่เห็นผลจริงในชาตินี้ ไม่ใช่ผลที่ต้องรอชาติหน้า
พระพุทธเจ้าไม่ได้ตอบทันที แต่ค่อย ๆ อธิบายไปทีละขั้น ตั้งแต่ชีวิตของคนธรรมดาที่ต้องทำงานหนักเพื่อปากท้อง ไปจนถึงชีวิตของผู้ที่ออกบวช มีศีลเป็นเครื่องรักษาใจ มีสติระวังตาหูจมูกลิ้นกายใจไม่ให้ไหลไปตามอารมณ์ จนใจตั้งมั่นเป็นสมาธิ และเห็นความจริงตามที่มันเป็น
ท่านเปรียบไว้ตอนหนึ่งว่า คนที่หลุดจากกิเลสที่รบกวนใจได้ ก็เหมือนคนที่เคยเป็นหนี้เขามานาน ทำงานหนักแทบตายก็ยังใช้หนี้ไม่หมด วันหนึ่งเขาใช้หนี้จนหมดสิ้น ไม่มีใครมาทวงเขาอีกแล้ว ใจของเขาก็โปร่งเบา
พระเจ้าอชาตศัตรูฟังอยู่นิ่ง ๆ
เพราะสิ่งที่พระองค์แบกอยู่ในใจตอนนี้ ก็คล้ายหนี้ก้อนใหญ่ที่ไม่รู้จะใช้คืนใครได้
ตุ่มน้ำที่ร้าว
ลองนึกภาพตุ่มน้ำใบใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าบ้าน เติมน้ำเต็มทุกเช้า
แต่ที่ก้นตุ่มมีรอยร้าวเล็ก ๆ อยู่หนึ่งจุด มองจากด้านนอกแทบไม่เห็น
น้ำที่เติมเข้าไปทุกวันไม่เคยเต็มพอ เพราะมันรั่วออกทีละหยดตลอดเวลา ไม่ว่าจะเติมมากแค่ไหน ตุ่มใบนี้ก็ไม่เคยเต็มเสียที
ชีวิตของพระเจ้าอชาตศัตรูก็คล้ายตุ่มใบนั้น พระองค์มีทุกอย่างที่คนทั่วไปใฝ่หา มีอำนาจ มีทรัพย์ มีคนรับใช้ มีดนตรีขับกล่อมทุกค่ำคืน แต่ทุกอย่างที่เติมเข้าไปกลับไม่เคยทำให้ใจเต็ม เพราะมีรอยร้าวจุดหนึ่งที่คอยรั่วอยู่ตลอดเวลา
รอยร้าวนั้นคือคืนที่พระองค์สั่งให้ปิดประตูห้องขังพ่อของตัวเอง
จะปะรอยร้าวแบบนี้ได้ ไม่ใช่ด้วยการเติมน้ำให้มากขึ้น ไม่ใช่ด้วยการหาความรื่นเริงมากลบ แต่ต้องกล้าเอาตุ่มมาพลิกดูก้นมันตรง ๆ เสียก่อน ถึงจะรู้ว่าต้องปะตรงไหน
นั่นคือสิ่งที่พระองค์กำลังทำอยู่ในคืนนั้น แม้จะยังไม่รู้ตัวเต็มที่ก็ตาม
คำสารภาพกลางดึก
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง พระเจ้าอชาตศัตรูก็ทำสิ่งที่ไม่มีใครในราชสำนักเคยได้ยินพระองค์ทำมาก่อน
พระองค์กราบทูลสารภาพว่า พระองค์เป็นคนหลงผิด เป็นคนโง่เขลา ถึงกับปลงพระชนม์พระบิดาผู้ทรงธรรม ผู้ไม่เคยทำผิดต่อพระองค์เลย ขอให้พระพุทธเจ้าทรงรับโทษนั้นไว้ เพื่อพระองค์จะได้สำรวมตนต่อไป
พระพุทธเจ้าไม่ได้ตวาด ไม่ได้ประณาม ไม่ได้พูดถึงนรกหรือกรรมหนักที่จะตามมา
ท่านตรัสตอบสั้น ๆ ว่า
ความผิดได้ครอบงำท่านผู้เป็นพาล ผู้หลงแล้ว ผู้ไม่ฉลาด แต่เพราะท่านเห็นโทษว่าเป็นโทษ แล้วทำคืนตามธรรม เราขอรับโทษนั้นของท่าน
ท่านตรัสต่ออีกว่า การที่บุคคลเห็นโทษว่าเป็นโทษ แล้วแก้ไขตามธรรม สำรวมตนต่อไปในภายหน้า นี่แหละคือความเจริญในธรรมวินัยของพระอริยะ
ไม่มีตรงไหนในคำตอบนั้นที่บอกว่าสิ่งที่พระองค์ทำไม่ใช่เรื่องหนัก มันหนักจริง ท่านไม่ได้ปฏิเสธความจริงข้อนั้นเลยสักคำ
แต่ท่านก็ไม่ได้ทิ้งพระองค์ไว้กับความหนักนั้นเพียงลำพัง
หลังพระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จกลับไปแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสกับหมู่สงฆ์ว่า ถ้าคืนนี้พระองค์ไม่ได้ทำบาปกรรมนั้นไว้ก่อน ดวงตาเห็นธรรมก็คงเกิดขึ้นแก่พระองค์ตั้งแต่ตรงนี้แล้ว
นั่นคือราคาที่ต้องจ่าย การกระทำที่ทำไปแล้วไม่มีทางลบล้างให้เหมือนไม่เคยเกิด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าประตูข้างหน้าปิดสนิทไปทั้งหมด
สิ่งที่พอทำได้ในคืนที่นอนไม่หลับเพราะเรื่องเก่า
เราส่วนใหญ่คงไม่เคยทำเรื่องหนักเท่าพระเจ้าอชาตศัตรู แต่ทุกคนล้วนมีคืนที่นอนไม่หลับเพราะเรื่องที่ทำไปแล้วแก้คืนไม่ได้ คำพูดที่พูดออกไปแรงเกินกับคนที่รักที่สุด การตัดสินใจที่ทำให้คนอื่นเจ็บ หรือความผิดที่ไม่เคยกล้าบอกใคร
สิ่งแรกที่พอทำได้คือ หยุดวิ่งหนีความจริงข้อนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูใช้เวลานานกว่าจะยอมเดินเข้าไปหาคำตอบ ตลอดเวลานั้นพระองค์เที่ยวหาครูอาจารย์คนแล้วคนเล่าเพื่อให้ใครสักคนบอกว่าไม่เป็นไร แต่คนที่ช่วยพระองค์ได้จริงคือคนที่กล้าฟังเรื่องทั้งหมดโดยไม่รีบปลอบและไม่รีบตัดสิน
สิ่งที่สองคือ หาจังหวะที่ใจสงบพอจะเผชิญหน้ากับเรื่องนั้นตรง ๆ ไม่ใช่ตอนที่กำลังโกรธตัวเองหรือกำลังพยายามลืมมันด้วยความวุ่นวายรอบตัว ลองหาเวลาสักสิบนาทีในที่เงียบ ๆ นั่งลงแล้วถามตัวเองตรง ๆ ว่าเรื่องที่ค้างอยู่คืออะไรกันแน่ ไม่ต้องรีบหาทางแก้ แค่ยอมให้ตัวเองมองมันตรง ๆ ก่อน
สิ่งที่สามคือ ทำสิ่งที่พอแก้ไขได้จริงในตอนนี้ ไม่ใช่การชดใช้ที่ย้อนอดีตกลับไปได้ เพราะเรื่องนั้นทำไม่ได้อยู่แล้ว แต่คือการเปลี่ยนวิธีที่เราปฏิบัติต่อคนตรงหน้าตั้งแต่วันนี้ พระเจ้าอชาตศัตรูเองหลังจากคืนนั้นก็หันมาอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพื่อลบล้างอดีต แต่เพื่อไม่ให้ตัวเองเดินซ้ำทางเดิม
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่างจากเรื่องนี้ ลองจำสามอย่างนี้พอ
- เห็นโทษว่าเป็นโทษ ไม่ใช่การซ้ำเติมตัวเอง แต่เป็นก้าวแรกที่ทำให้เดินต่อได้
- ความหนักของเรื่องไม่ได้หายไปเพราะมีคนมาปลอบ แต่เบาลงได้เมื่อมีคนรับฟังโดยไม่ตัดสิน
- สิ่งที่แก้ได้คือวันนี้กับวันข้างหน้า ไม่ใช่วันที่ผ่านไปแล้ว
คืนนี้อาจยังไม่เบา
ถ้าคืนนี้ยังมีเรื่องเก่าวนอยู่ในหัว ก็ไม่ต้องรีบให้มันหายไปทันที
พระเจ้าอชาตศัตรูเองก็ไม่ได้เดินออกจากสวนมะม่วงคืนนั้นด้วยใจที่เบาโล่งทั้งหมด พระองค์ยังต้องอยู่กับผลของสิ่งที่ทำไปตลอดชีวิตที่เหลือ
แต่อย่างน้อยคืนนั้นพระองค์ก็ได้เดินเข้าไปหาความจริง แทนที่จะเดินหนีมันต่อไปอีก
บางทีสิ่งที่เราทำได้ในคืนที่นอนไม่หลับ ไม่ใช่การทำให้เรื่องเก่าหายไป แต่คือการกล้ามองมันตรง ๆ สักครั้งหนึ่ง
แค่นั้นก็อาจจะพอสำหรับคืนนี้แล้ว
