องคุลิมาล: จากฆาตกรสู่พระอรหันต์
เย็นวันหนึ่ง กองคนเดินทางกลุ่มหนึ่งหยุดอยู่หน้าปากทาง ไม่มีใครยอมเดินต่อ
ทางข้างหน้าผ่านป่าชื่อชาลินี ป่าที่ทุกคนในแคว้นโกศลรู้จักดี ไม่ใช่เพราะมันสวย แต่เพราะมีคนคนหนึ่งอาศัยอยู่ในนั้น
คนที่ทุกคนเรียกกันว่าองคุลิมาล แปลตรงตัวว่า พวงนิ้วมือ เพราะเขาคล้องนิ้วของคนที่เขาฆ่าไว้เป็นสร้อยรอบคอ
แม่คนหนึ่งดึงแขนลูกชายที่กำลังจะเดินตามกองคนไปด้วย บอกว่าอย่าไปทางนั้น ต่อให้ต้องอ้อมไกลแค่ไหนก็อ้อม
ไม่มีใครในกองคนนั้นรู้ว่า ชายที่พวกเขากลัวจนไม่กล้าเดินผ่าน เคยเป็นเด็กที่พ่อแม่ตั้งชื่อให้ด้วยความหวังอย่างที่สุด
พวกเขารู้จักเขาแค่ในแบบที่เขาเป็นตอนนี้ คนที่ทำให้ทั้งเมืองไม่กล้าเดินผ่านป่าแม้แต่ตอนกลางวัน ไม่มีใครถามต่อว่าก่อนหน้านี้เขาเป็นใคร
คนที่ชื่อของเขาแปลว่าไม่เบียดเบียนใคร
ชื่อเดิมของเขาคืออหิงสกะ แปลว่า ผู้ไม่เบียดเบียน
เขาเป็นศิษย์เอกของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ที่เมืองตักกสิลา เรียนเก่งที่สุดในสำนัก อาจารย์รักและไว้ใจเขามากกว่าศิษย์คนอื่น
ความรักและความไว้ใจนั้นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
ศิษย์คนอื่นอิจฉา ไปยุยงอาจารย์ว่าอหิงสกะคิดไม่ซื่อ อยากแย่งตำแหน่ง อาจารย์เชื่อ และวางแผนกำจัดเขาด้วยวิธีที่ไม่ต้องลงมือเอง
อาจารย์บอกอหิงสกะว่า ถ้าอยากเรียนจบด้วยเกียรติสูงสุด ต้องนำนิ้วมือมนุษย์มาให้ครบหนึ่งพันนิ้ว เป็นค่าครู
ฟังตอนนี้เรารู้ทันทีว่ามันไร้เหตุผล แต่อหิงสกะฟังจากปากอาจารย์ที่เขาเคารพที่สุดในชีวิต คนที่เขาเชื่อว่าไม่มีทางหลอกเขา
เขาจึงเข้าไปในป่า เริ่มจากนิ้วแรก
ไม่มีใครรู้ว่าในใจเขาคิดอะไรตอนนั้น รู้แต่ว่าพอฆ่าคนไปเรื่อย ๆ เขาก็หยุดไม่ได้ นิ้วที่เก็บไว้ร้อยเป็นพวงหลุดหายบ้าง เขาจึงเปลี่ยนมานับเป็นจำนวนคนแทน
ถึงตอนที่เรื่องราวของเขาไปถึงพระเชตวัน เขาฆ่าคนไปแล้วเก้าร้อยเก้าสิบเก้าคน
แม่ที่เดินเข้าไปหาลูกในป่า
ข่าวไปถึงพระเจ้าปเสนทิโกศลว่าจะยกทัพเข้าไปปราบ
และไปถึงแม่ขององคุลิมาลด้วย ว่าลูกชายของเธอคือคนที่ทั้งเมืองกำลังตามล่า
แม่ไม่ได้คิดจะไปจับ เธอคิดแค่ว่าลูกอยู่คนเดียวในป่า ไม่มีใครเตือน ไม่มีใครส่งข้าวให้กิน เธอจึงเดินเข้าป่าไปหาลูกก่อนที่กองทัพจะไปถึง
เช้าวันนั้นพระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยญาณของท่านว่า ถ้าไม่มีใครไปก่อน แม่จะเป็นคนที่หนึ่งพันขององคุลิมาล
ท่านจึงเสด็จเข้าป่านั้นก่อน คนเดียว ไม่มีใครติดตาม
องคุลิมาลเห็นร่างของสมณะเดินสวนมาแต่ไกล ดีใจมาก เพราะจะได้นิ้วสุดท้ายในที่สุด เขาเงื้อดาบวิ่งไล่ตาม
พระพุทธเจ้าเดินด้วยฝีก้าวปกติ ไม่ได้เร่ง
แต่องคุลิมาลวิ่งสุดแรงเท่าไหร่ก็ตามไม่ทัน
เขาจึงตะโกนบอกให้หยุด พระพุทธเจ้าตอบกลับมาว่า
เราหยุดแล้ว องคุลิมาล ท่านต่างหากที่ยังไม่หยุด
องคุลิมาลงงมาก คนที่กำลังเดินอยู่บอกว่าหยุดแล้ว ส่วนคนที่วิ่งอยู่ต่างหากถูกถามกลับว่าท่านหมายความว่าอย่างไร
พระพุทธเจ้าตอบว่า เราหยุดจากการเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตทั้งปวงมานานแล้ว ส่วนท่านยังไม่หยุดจากการทำร้ายผู้อื่นแม้แต่วันนี้
ประโยคเดียวนั้นทำให้องคุลิมาลทิ้งดาบลงกับพื้น
แก้วน้ำขุ่นที่ตั้งทิ้งไว้
ลองนึกถึงแก้วน้ำที่มีตะกอนโคลนปนอยู่
ถ้าเราเอามือกวนมันไปเรื่อย ๆ น้ำก็จะขุ่นอยู่แบบนั้นตลอด ไม่มีวันใส ต่อให้กวนด้วยความหวังดีว่าอยากให้มันใสเร็ว ๆ ก็ยิ่งขุ่นหนักขึ้น
สิ่งเดียวที่ทำให้น้ำใสได้คือการหยุดกวน แล้ววางแก้วนั้นไว้เฉย ๆ
ตะกอนจะค่อย ๆ จมตัวลงเอง ไม่ใช่หายไปไหน แต่ตกลงไปอยู่ก้นแก้ว น้ำด้านบนจะใสขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลา
ใจขององคุลิมาลก็เป็นแบบนั้น ก่อนวันนั้นเขากวนตัวเองด้วยความกลัว ความแค้นที่มีต่ออาจารย์ และความเชื่อว่าตัวเองเดินมาไกลเกินจะหันหลังกลับแล้ว ยิ่งกวนยิ่งขุ่น ยิ่งขุ่นก็ยิ่งฆ่าต่อเพื่อให้ครบพัน
ประโยคของพระพุทธเจ้าไม่ได้ทำให้ตะกอนหายไปในทันที แต่ทำให้เขาหยุดกวนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
ที่เหลือคือเวลา และการอยู่นิ่ง
รอยแผลที่ยังต้องใช้เดินต่อ
องคุลิมาลขอบวชในวันนั้นเอง พระพุทธเจ้าทรงรับเป็นศิษย์
แต่การบวชไม่ได้ลบสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว ชาวเมืองยังจำหน้าเขาได้ เวลาออกบิณฑบาต หลายคนขว้างก้อนดินก้อนหินใส่ บางวันเลือดไหลจนสบงเปื้อน
ท่านไม่ได้สอนให้องคุลิมาลโกรธตอบหรือหนีไปที่อื่น ท่านบอกเพียงว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ คือผลของสิ่งที่เคยทำไว้ กำลังสุกและร่วงลงมาในชาตินี้ ไม่ต้องไปรับผลนั้นในภพที่มองไม่เห็นอีกต่อไป
เรื่องนี้สอนอะไรบางอย่างเรื่องกรรมที่ต่างจากที่คนมักเข้าใจ กรรมไม่ใช่การที่มีใครนั่งลงโทษเราจากข้างบน แต่เป็นเหตุที่เราเคยทำ ที่จะให้ผลตามธรรมชาติของมันเอง เร็วช้าไม่แน่นอน แต่ไม่เคยหายไปไหนเฉย ๆ
วันหนึ่งท่านพระองคุลิมาลเดินผ่านหญิงท้องแก่คนหนึ่งที่กำลังคลอดลูกยาก ท่านสงสาร กลับไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่าจะช่วยได้อย่างไร
พระพุทธเจ้าให้ท่านไปกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ ท่านเดินไปหาหญิงนั้นแล้วกล่าวว่า
ตั้งแต่เรามีอริยชาติมา เราไม่เคยจงใจปลงชีวิตสัตว์แม้ตัวเดียว ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านและแก่ครรภ์ของท่าน
คำว่าอริยชาติในที่นี้ไม่ได้แปลว่าวันเกิดตามสูติบัตร แต่หมายถึงวันที่ท่านเกิดใหม่ในทางธรรม คือวันที่หยุดกวนตะกอนในใจตัวเองได้
ท่านไม่ได้ปฏิเสธว่าเคยฆ่าคนมาก่อน ท่านแค่พูดความจริงว่าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ท่านไม่เคยทำอีกเลย หญิงคนนั้นคลอดลูกได้อย่างปลอดภัย และคำกล่าวนี้ก็ยังใช้สวดกันมาจนถึงทุกวันนี้
เอาไปใช้ยังไง
เรื่องขององคุลิมาลอาจฟังดูไกลตัว เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เคยฆ่าใคร แต่เกือบทุกคนเคยมีคืนที่นอนคิดถึงเรื่องที่ตัวเองทำพัง เรื่องที่พูดแล้วทำร้ายคนอื่น หรือการตัดสินใจที่รู้ตัวว่าผิดตั้งแต่ตอนทำ
สิ่งแรกที่พอทำได้ในคืนแบบนั้น คือแยกให้ออกระหว่างการรับผิดชอบกับการลงโทษตัวเองไม่หยุด องคุลิมาลไม่ได้หนีจากผลของสิ่งที่ทำ ท่านยอมให้ก้อนหินตกใส่ตัวจริง ๆ แต่ท่านไม่ได้จมอยู่กับการด่าตัวเองซ้ำทุกคืนจนไม่ลุกไปทำอะไรต่อ การรับผิดชอบมีทางไป ส่วนการลงโทษตัวเองไม่หยุดมักวนอยู่ที่เดิม
อย่างที่สอง เวลาที่รู้ตัวว่ากำลังนั่งขุดเรื่องเก่ามาซ้ำในหัว ลองสังเกตดูว่าตอนนี้เรากำลังกวนตะกอนอยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ ให้ลองหยุดคิดเรื่องนั้นสักสิบนาที ไปล้างหน้า เดินออกไปข้างนอก หรือหยิบอะไรสักอย่างมาทำมือ ไม่ใช่เพื่อหนีปัญหา แต่เพื่อให้น้ำมีโอกาสได้นิ่งบ้าง
ตัวช่วยง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกคืนคือลมหายใจ วางมือบนหน้าอกหรือหน้าท้อง แล้วรู้สึกถึงมันสิบครั้ง ไม่ต้องพยายามคิดบวก ไม่ต้องบังคับตัวเองให้ลืม แค่พาความสนใจกลับมาที่ตรงนี้ ที่ตอนนี้ ทุกครั้งที่ใจหนีกลับไปที่เรื่องเก่า
อย่างที่สาม ถ้ามีทางแก้ไขอะไรได้จริงในตอนนี้ ให้ลงมือทำ ไม่ต้องรอให้รู้สึกดีพอก่อนแล้วค่อยทำ องคุลิมาลไม่ได้รอให้ใจสงบก่อนแล้วค่อยออกบิณฑบาต ท่านออกไปเจอทั้งที่ยังเจ็บอยู่ เพราะการใช้ชีวิตต่อไปในทางที่ถูก คือส่วนหนึ่งของการเยียวยาเอง ไม่ใช่รางวัลที่รอให้เยียวยาเสร็จก่อนแล้วค่อยได้รับ
และอย่างสุดท้าย ให้เวลากับตัวเองมากกว่าที่คิดว่าควรให้ ตะกอนในแก้วไม่ได้จมหมดภายในคืนเดียว บางคนใช้เวลาเป็นปีกว่าจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่แค่เรื่องที่เคยทำพังไว้เรื่องเดียว นั่นไม่ได้แปลว่าเรากำลังช้าเกินไป
ป่าชาลินีที่เคยไม่มีใครกล้าเดินผ่าน ภายหลังกลายเป็นทางที่คนเดินกันตามปกติอีกครั้ง
ไม่ใช่เพราะมีใครไปกวาดล้างอะไร แต่เพราะคนที่เคยทำให้ทุกคนกลัว หยุดกวนตะกอนของตัวเองได้ก่อน
คำสัตย์ที่ท่านเคยกล่าวให้หญิงคลอดยากคนนั้น ยังมีคนสวดกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ ในบ้านที่มีคนกำลังจะคลอดลูก
เรื่องราวของคนคนหนึ่งที่เคยมีนิ้วมนุษย์ร้อยเป็นสร้อยคอ กลายเป็นคำอวยพรที่คนใช้ปกป้องชีวิตใหม่ที่กำลังจะเกิด
ไม่มีใครในวันนั้นเดาทางนี้ออก
