หน้าแรก/บทความ/ชีวิตและธรรมะ
ปวดหลังปวดเข่าทุกวัน จนรู้สึกว่าร่างกายทรยศเรา
ชีวิตและธรรมะ

ปวดหลังปวดเข่าทุกวัน จนรู้สึกว่าร่างกายทรยศเรา

22 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

นาฬิกาปลุกยังไม่ทันดัง เราก็ตื่นเพราะปวดที่หลังส่วนล่าง เหมือนมีใครเอาเข็มมาจิ้มไว้ตรงกลางหลังตลอดคืน

พยายามลุกจากที่นอนแบบเดิมที่เคยทำมาทั้งชีวิต แต่คราวนี้ต้องเอามือยันที่นอน ค่อย ๆ ไถตัวขึ้นทีละนิ้ว พอยืนตรงได้ เข่าข้างขวาก็ส่งเสียงกร็อบเบา ๆ เหมือนทักทาย

เมื่อสิบปีก่อนเราวิ่งขึ้นบันไดสามชั้นได้โดยไม่หอบ เดี๋ยวนี้แค่นั่งยอง ๆ เก็บของที่ตกใต้โต๊ะ ก็ต้องคิดล่วงหน้าว่าจะลุกขึ้นยังไงถึงจะไม่ปวด

ยาแก้ปวดที่วางอยู่ข้างเตียงกลายเป็นของใช้ประจำวันไปแล้ว เหมือนแปรงสีฟันหรือหวี

ระหว่างล้างหน้าแปรงฟัน มือจับขอบอ่างไว้แน่นกว่าปกตินิดหนึ่ง เผื่อเข่าทรุดกะทันหัน สายตาเจอเงาตัวเองในกระจก เห็นคนคนหนึ่งที่ยังแต่งตัวไปทำงานได้ ยังหุงข้าวกินเองได้ แต่ท่าทางเวลาเดินเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด

ทำไมความโกรธถึงพุ่งเข้าหาตัวเอง

ความเจ็บที่หลังหรือที่เข่าเป็นเรื่องหนึ่ง แต่มีอีกความรู้สึกหนึ่งที่แอบซ่อนอยู่ข้างใต้ ซึ่งบางทีหนักกว่าความเจ็บทางกายเสียอีก

คือความรู้สึกน้อยใจร่างกายตัวเอง

เราดูแลมันมาทั้งชีวิต กินให้พอ นอนให้ครบเท่าที่ทำได้ ทำงานหนักก็เพื่อครอบครัวเดียวกันกับที่ร่างกายนี้ต้องแบกไปด้วย แล้วทำไมมันถึงเลือกเอาแต่ทำให้เราเจ็บกลับ

บางเช้าถึงกับรู้สึกเหมือนโดนของที่ไว้ใจที่สุดหักหลังเอาดื้อ ๆ

เพื่อนรุ่นเดียวกันบางคนยังเดินเที่ยวได้สบาย ขึ้นดอยได้ นั่งพับเพียบไหว้พระได้ทั้งชั่วโมง ส่วนเรานั่งคุกเข่าไม่ถึงสิบนาทีก็ต้องขยับ ความน้อยใจตรงนี้แหละที่ทำให้ใจหนักกว่าความปวดที่หลังเสียอีก

ยิ่งเปรียบเทียบกับตัวเองเมื่อก่อน ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียใครบางคนไปทีละนิด ทั้งที่คนคนนั้นก็คือตัวเราเอง

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ทับถมเข้าไปอีกชั้น คือความกลัวที่ไม่กล้าพูดออกมาดัง ๆ กลัวว่าถ้าวันนี้ลุกจากเก้าอี้ยาก พรุ่งนี้จะลุกไม่ได้เลย กลัวว่าจะกลายเป็นภาระของลูกหลานเร็วกว่าที่คิดไว้ ความกลัวนี้ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่แปลงร่างเป็นความหงุดหงิดใส่คนใกล้ตัวแทน

ลูกถามว่าพาแม่ไปหาหมอดีไหม เราตอบกลับไปแรงกว่าที่ตั้งใจว่าไม่เป็นไร ทั้งที่ในใจอยากร้องไห้มากกว่าจะโมโห เพราะคำถามนั้นเตือนให้นึกถึงเรื่องที่พยายามไม่คิดถึงมาตลอดสัปดาห์

กายที่ป่วยได้ กับใจที่ไม่จำเป็นต้องป่วยตาม

มีเรื่องเล่าในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับคหบดีท่านหนึ่งชื่อนกุลบิดา ท่านชราภาพมากแล้ว ร่างกายทรุดโทรม เดินก็ลำบาก เข้าไปกราบพระพุทธเจ้าแล้วเล่าว่าตัวเองป่วยกระเสาะกระแสะอยู่เป็นประจำ แทบไม่มีวันไหนที่ร่างกายจะสบายเลย

พระพุทธเจ้าไม่ได้ปลอบว่าอีกไม่นานจะหาย ไม่ได้บอกให้อดทนเฉย ๆ ท่านตรัสตอบสั้น ๆ ว่า

กายของเราจะป่วยไข้ก็ตาม แต่ใจของเราจะไม่ป่วยไข้ไปด้วย

ประโยคนี้ฟังดูง่าย แต่ต้องอ่านช้า ๆ ถึงจะเห็นว่าท่านไม่ได้บอกให้ปฏิเสธความเจ็บ ท่านไม่ได้บอกว่าเข่าเราจะไม่ปวด หรือหลังเราจะกลับไปเป็นเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน

ท่านแค่ชี้ให้เห็นว่า มีสองสิ่งซ้อนกันอยู่ในเรื่องเดียวกัน สิ่งแรกคือความเจ็บที่เข่า ที่หลัง ที่เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติของร่างกายที่ใช้งานมานาน สิ่งที่สองคือความทุกข์ใจที่เราสร้างเพิ่มเข้าไป จากการโทษ การน้อยใจ การเทียบกับตัวเองในอดีต

สิ่งแรกเป็นของร่างกาย ห้ามไม่ได้ สิ่งที่สองเป็นของใจ ยังพอมีทางเลือกอยู่บ้าง

ในพระสูตรเดียวกันนี้ พระสารีบุตรได้อธิบายต่อให้นกุลบิดาฟังอีกชั้นหนึ่งว่า คนทั่วไปมักยึดเอาร่างกายมาเป็นตัวตน พอร่างกายแปรปรวนไป ใจก็แปรปรวนตามไปด้วยทันที เหมือนร่างกายกับใจผูกเชือกไว้เส้นเดียวกัน พอเชือกฝั่งหนึ่งสั่น อีกฝั่งก็สั่นตาม

ส่วนคนที่ฝึกแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันได้ เวลาร่างกายเจ็บ ใจจะรับรู้ว่ามันเจ็บ แต่ไม่จำเป็นต้องสั่นตามไปด้วยทุกครั้ง เหมือนตัดเชือกที่ผูกไว้ออกทีละเส้น ไม่ใช่ตัดในคราวเดียวแล้วจบ แต่ค่อย ๆ ฝึกสังเกตทุกครั้งที่ร่างกายส่งสัญญาณ

ฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่ที่จริงมันเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วินาทีที่เรารู้ตัวว่ากำลังจะบ่นออกมาว่า ทำไมต้องเป็นเรา ความคิดนั้นแหละคือจุดที่เชือกเส้นที่สองเริ่มถูกผูกเพิ่มเข้าไป

บ้านไม้หลังเก่าที่ยังกันแดดกันฝนได้

ลองนึกถึงบ้านไม้หลังหนึ่งที่ปลูกมาสี่สิบปี

บานพับประตูเริ่มฝืด ต้องออกแรงผลักมากกว่าเดิม พื้นไม้บางจุดเริ่มยวบเวลาเดินผ่าน หลังคาก็มีรอยรั่วเล็ก ๆ ตรงมุมที่แดดส่องนานที่สุด

ถ้าเราเดินเข้าไปในบ้านหลังนี้แล้วโกรธมันว่า ทำไมประตูถึงฝืด ทำไมพื้นถึงยวบ ทั้งที่เราดูแลมันมาตลอด บ้านหลังนั้นก็ยังฝืดอยู่ดี ความโกรธไม่ได้ทำให้บานพับคืนสภาพ

แต่ถ้าเรารู้ว่าบ้านหลังนี้ผ่านแดดผ่านฝนมาสี่สิบปี บานพับที่ฝืดคือร่องรอยของการใช้งานจริง ไม่ใช่ความผิดพลาด เราจะเปลี่ยนวิธีอยู่กับมัน อาจจะผลักประตูเบาลง อาจจะเดินอ้อมจุดที่พื้นยวบ อาจจะหาผ้าใบมาปิดรอยรั่วชั่วคราว

ร่างกายเราก็เหมือนบ้านหลังนั้น หลังที่ปวด เข่าที่ฝืด ไม่ใช่ความผิดของใคร มันคือร่องรอยของการใช้งานมาหลายสิบปี บ้านที่ยังกันแดดกันฝนให้เราได้จนถึงวันนี้ ก็นับว่าทำหน้าที่ของมันมาดีพอแล้ว

หลวงพ่อชาเคยเปรียบร่างกายไว้อีกแบบหนึ่ง ท่านบอกว่าแก้วใบที่เราถืออยู่นี้ แท้จริงมันแตกไปแล้วตั้งแต่วันที่หล่อขึ้นมา สักวันมันจะแตกให้เห็นจริง ๆ แค่นั้นเอง

ถ้าเรารู้ว่าแก้วนี้แตกไปแล้ว เราจะใช้มันอย่างทะนุถนอม และเมื่อมันแตกจริง ๆ ใจเราก็จะไม่แตกตามไปด้วย

ท่านไม่ได้ให้เรารอวันแก้วแตกด้วยความกลัว ท่านให้เราใช้แก้วใบนี้อย่างรู้ทัน ทะนุถนอมมันมากขึ้น แทนที่จะโกรธมันทุกครั้งที่มีรอยร้าวปรากฏขึ้นมาใหม่

บ้านไม้ที่ปลูกมาสี่สิบปีกับบ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อวาน ไม่มีหลังไหนดีกว่ากันในแง่ที่มันทำหน้าที่ของมัน บ้านหลังใหม่กันแดดกันฝนได้เหมือนกัน เพียงแต่ยังไม่มีร่องรอยให้เห็นเท่านั้นเอง วันหนึ่งบ้านหลังใหม่ก็จะมีบานพับฝืดเป็นของตัวเองเช่นกัน

จะอยู่กับมันยังไงในแต่ละวัน

พอเข้าใจว่ามีความเจ็บส่วนหนึ่งที่เป็นของกาย และความทุกข์อีกส่วนที่เป็นของใจ สิ่งที่พอทำได้ในชีวิตประจำวันก็เริ่มชัดขึ้นทีละนิด

ตอนเช้าก่อนจะลุกจากที่นอน แทนที่จะรีบลุกแล้วเจ็บจี๊ดจนหงุดหงิดทั้งวัน ลองนอนนิ่ง ๆ สักครู่ วางมือบนหน้าท้อง หายใจเข้าออกสักห้าหกครั้ง แล้วค่อยบอกตัวเองเบา ๆ ว่าวันนี้ร่างกายอาจจะยังตึงอยู่ ไม่เป็นไร ค่อย ๆ ลุก การเริ่มวันด้วยท่าทีแบบนี้ต่างจากการรีบลุกแล้วบ่นออกมาคำแรกของวันมาก

ระหว่างวันที่ความปวดกำเริบ ลองสังเกตดูว่าความปวดจริง ๆ อยู่ตรงไหนของร่างกาย เป็นจุดเล็ก ๆ แค่นั้นหรือเปล่า ส่วนที่เหลือทั้งตัวที่ไม่ได้ปวดยังใช้งานได้ปกติอยู่ไหม การสังเกตแบบนี้ไม่ได้ทำให้หายปวด แต่ช่วยให้เห็นว่าความปวดไม่ได้ยึดครองทั้งตัวเราไปหมด มันอยู่แค่บริเวณหนึ่ง ส่วนที่เหลือของเรายังไปไหนมาไหนได้

ช่วงเย็นที่มีแรงเหลืออยู่บ้าง ลองขยับร่างกายเบา ๆ ไม่ต้องถึงขั้นออกกำลังกาย แค่เดินจงกรมช้า ๆ ในบ้านสักสิบก้าวไปกลับ หรือยืดแขนยืดขาเบา ๆ ตามจังหวะที่ร่างกายไหว ทำแค่ไม่กี่นาทีก็พอ จุดสำคัญไม่ใช่ปริมาณการเคลื่อนไหว แต่คือการที่ร่างกายยังรู้สึกว่ามีคนดูแลมันอยู่ ไม่ถูกทิ้งไว้เฉย ๆ เพราะกลัวเจ็บ

และเวลาที่ใครมาช่วยยกของหนักแทน หรือลูกหลานเป็นคนก้มเก็บของให้แทนเรา ลองรับความช่วยเหลือนั้นโดยไม่ต้องรู้สึกอาย การขอความช่วยเหลือไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่เป็นการรู้จักบ้านหลังนี้ของเราดีพอที่จะรู้ว่าตรงไหนควรผลักเอง ตรงไหนควรให้คนอื่นช่วยผลักแทน

อีกเรื่องหนึ่งที่ช่วยได้จริงคือคำพูดที่เราใช้กับตัวเอง เวลาเข่าปวดขึ้นมากะทันหันระหว่างเดิน แทนที่จะบ่นในใจว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้อีกแล้ว ลองเปลี่ยนเป็นพูดกับเข่าตรง ๆ เบา ๆ ว่าขอบใจนะที่พาเราเดินมาได้ไกลขนาดนี้ ฟังดูอาจแปลก แต่คำพูดแบบนี้เปลี่ยนน้ำเสียงในหัวจากการตัดสินเป็นการรับรู้ และน้ำเสียงในหัวมีผลต่อว่าเราจะเกร็งกล้ามเนื้อรอบ ๆ จุดที่ปวดมากขึ้นหรือน้อยลงจริง ๆ

ช่วงที่ต้องนั่งพับเพียบหรือคุกเข่านาน ๆ อย่างตอนไหว้พระหรือร่วมงานบุญ ไม่ต้องฝืนนั่งท่าเดียวจนสุดแรง ลองสลับเปลี่ยนท่าเมื่อรู้สึกตึง หรือหาเก้าอี้เตี้ยมานั่งแทนได้โดยไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองทำผิดธรรมเนียม ใจที่ตั้งใจฟังธรรมสำคัญกว่าท่านั่งที่ฝืนจนปวดจนไม่ได้ยินอะไรเลย

คืนนี้เข่าอาจจะยังปวดอยู่

ถ้าคืนนี้เข่ายังปวด หลังยังตึง ก็ไม่ได้แปลว่าเราทำอะไรผิด

ร่างกายที่ใช้งานมาหลายสิบปีย่อมมีเสียงกร็อบ ๆ มีบานพับที่ฝืดเป็นธรรมดา ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเอามาลงโทษตัวเอง

พรุ่งนี้เช้าเข่าอาจจะยังส่งเสียงทักทายเราอยู่เหมือนเดิม เราอาจจะยังต้องเอามือยันที่นอนก่อนลุก แต่บ้านหลังนี้ก็ยังพาเราเดินไปทำสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องทำในแต่ละวันได้อยู่ดี

แค่นั้นก็นับว่าใช้ได้แล้วสำหรับวันหนึ่งวัน