พรหมวิหารสี่ หัวใจที่ยังรักไหวอยู่
หกโมงเช้า ก่อนไปทำงาน เราแวะเข้าไปในห้องพ่อ พ่อนอนอยู่บนเตียงตัวเดิม มือข้างหนึ่งขยับได้ไม่เต็มที่ตั้งแต่ปีที่แล้ว
เราป้อนข้าวต้มให้ท่านคำแล้วคำเล่า ท่านบ่นว่าเค็มไป บ่นว่าช้าไป บ่นว่าทำไมไม่ใส่ใจดูตอนหุงข้าว
เราไม่ได้โกรธ แค่รู้สึกเหนื่อย เหนื่อยแบบที่นอนพักทั้งคืนก็ไม่หาย
พอออกจากห้องพ่อ เปิดโทรศัพท์เจอข้อความจากเพื่อนสมัยเรียน เขาเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนขึ้นเท่าตัว เราพิมพ์ "ยินดีด้วยนะ" ไปสามคำ แล้ววางโทรศัพท์ลง
ในใจมีอะไรบางอย่างที่ไม่อยากยอมรับ มันไม่ใช่ความยินดีเต็มร้อย มันมีเสี้ยวหนึ่งที่แอบถามว่า ทำไมไม่ใช่เรา
วันเดียวกันนั้น ก่อนจะออกจากบ้าน ได้ยินเสียงบ้านข้าง ๆ ทะเลาะกันดังลั่น เหมือนทุกเช้า สามีภรรยาคู่นั้นมีปัญหากันมาเป็นปี เราเดินผ่านรั้วบ้านเขาแทบทุกวัน ได้ยินจนชิน
วันหนึ่งวันเดียว เราผ่านทั้งความเหนื่อยจากการดูแลคนป่วย ความอิจฉาที่ไม่อยากมี และเสียงทะเลาะของคนอื่นที่ไม่ใช่เรื่องของเรา
หัวใจที่มีหลายห้อง
จะบอกว่าเราเป็นคนใจร้ายก็ไม่ใช่ เราแค่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่หัวใจมีหลายด้าน
ด้านหนึ่งเราสงสารพ่อจริง ๆ อยากให้ท่านหายเจ็บ อยากให้ท่านกลับมาเดินได้เหมือนเดิม แต่อีกด้านหนึ่งเราก็ล้าจนบางคืนแอบคิดว่าอยากพักบ้าง อยากมีเวลาของตัวเองบ้าง แล้วก็รู้สึกผิดที่คิดแบบนั้น
ด้านหนึ่งเรารักเพื่อนคนนั้นจริง เคยกินข้าวด้วยกันมาสิบกว่าปี แต่อีกด้านหนึ่งพอเห็นเขาได้ดี ใจก็แอบหด เหมือนมีคนมาเทียบเราโดยที่เราไม่ได้ขอ
ส่วนเสียงทะเลาะบ้านข้าง ๆ นั้น เราเลือกได้แค่สองทาง คือรำคาญจนอยากปิดหูให้พ้น หรือเฉยชาจนไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่มีทางที่สาม
ที่จริงหัวใจคนเรามีห้องอยู่หลายห้อง ห้องหนึ่งรักและสงสารได้ ห้องหนึ่งอิจฉาและน้อยใจได้ ห้องหนึ่งเฉยชาจนไม่แคร์ใครเลยก็ได้เหมือนกัน
เราไม่ได้เลือกเดินเข้าห้องไหนโดยตั้งใจ ส่วนใหญ่ตัวเราเดินเข้าไปเองโดยไม่รู้ตัว
ที่น่าแปลกคือ ความรู้สึกผิดที่แอบอิจฉาเพื่อน มันหนักกว่าความอิจฉาเองเสียอีก เราไม่ได้แค่อิจฉา เรายังโทษตัวเองซ้ำอีกชั้นว่าทำไมใจแคบแบบนี้ ทั้งที่ปากก็พิมพ์ยินดีไปแล้ว
ความเหนื่อยจากการดูแลพ่อก็เหมือนกัน บางคืนเราแอบคิดว่าถ้าไม่มีภาระนี้คงดี พอคิดจบประโยคก็รีบสะบัดหัวเหมือนจะไล่ความคิดนั้นทิ้ง ทั้งที่มันแค่ผุดขึ้นมาเฉย ๆ ไม่ได้แปลว่าเราไม่รักพ่อ
สี่ห้องที่พระพุทธเจ้าสอนให้เปิดไว้
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราปิดห้องที่อิจฉาหรือห้องที่เฉยชาทิ้งไป ท่านสอนให้เรารู้จักห้องทั้งหมดในใจ แล้วค่อย ๆ ฝึกเปิดห้องที่ควรเปิดให้กว้างขึ้น
ท่านเรียกสี่ห้องนี้ว่า "พรหมวิหาร" แปลตรงตัวว่าที่อยู่ของพรหม แต่ความหมายที่เข้าใจง่ายกว่าคือ ที่อยู่ของใจที่กว้างใหญ่พอจะรับคนอื่นเข้ามาได้โดยไม่มีเงื่อนไข
ห้องแรกคือเมตตา ความรักที่อยากให้คนอื่นเป็นสุข ไม่ใช่ความรักแบบหวังผลตอบแทน แค่อยากให้เขาสบายใจเฉย ๆ
ห้องที่สองคือกรุณา ความสงสารที่อยากช่วยคนที่กำลังทุกข์ให้พ้นทุกข์ นี่คือห้องที่เราเปิดอยู่ตอนป้อนข้าวพ่อ แม้จะเหนื่อยแค่ไหนก็ยังเปิดอยู่
ห้องที่สามคือมุทิตา ความยินดีเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี นี่คือห้องที่เราเปิดไม่ค่อยสนิทตอนเห็นข่าวเพื่อน เพราะมันมีอีกห้องหนึ่งแอบง้างประตูแข่งอยู่
ห้องที่สี่คืออุเบกขา ความวางใจเป็นกลางเมื่อเจอเรื่องที่เราช่วยอะไรไม่ได้จริง ๆ เหมือนเสียงทะเลาะบ้านข้าง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของเรา และเราก็แก้ให้เขาไม่ได้
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในกรณียเมตตสูตรถึงห้องแรกว่า
มารดาถนอมบุตรคนเดียวด้วยชีวิตของตนฉันใด บุคคลพึงเจริญเมตตาจิตอันไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวงฉันนั้น
ท่านไม่ได้บอกให้รักคนอื่นเท่ากับรักตัวเอง ท่านบอกให้รักคนอื่นแบบที่แม่รักลูกคนเดียว คือรักแบบไม่มีเงื่อนไขว่าเขาต้องทำอะไรตอบแทน
คำว่าพรหมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเทวดาองค์ไหนที่ต้องไปกราบไหว้ ท่านใช้คำนี้เพื่อบอกว่า ใจที่มีสี่คุณสมบัตินี้ครบ เป็นใจที่กว้างและสูงพอจะเรียกว่าเป็นที่อยู่ของพรหมได้ ไม่ใช่เพราะต้องศักดิ์สิทธิ์ แต่เพราะมันไม่คับแคบ
ทั้งสี่ห้องนี้ไม่ได้แยกจากกันเด็ดขาด มันคล้ายห้องในบ้านหลังเดียวที่เดินถึงกันได้ บางวันเราเดินจากห้องกรุณาไปห้องมุทิตาได้ในไม่กี่นาที บางวันก็ติดอยู่หน้าประตูห้องใดห้องหนึ่งทั้งวันโดยเดินต่อไม่ได้เลย
ตะเกียงกลางบ้าน
ลองนึกถึงตะเกียงดวงหนึ่งที่แขวนอยู่กลางบ้าน
ตะเกียงไม่เคยเลือกว่าจะส่องแสงให้ใครมากน้อยกว่ากัน คนในบ้านจะนั่งใกล้หรือไกล จะเป็นคนที่เรารักหรือคนแปลกหน้าที่แวะมา ตะเกียงก็ส่องแสงเท่ากันหมด
แสงของตะเกียงไม่ได้ลดลงเพราะมีคนมานั่งรับแสงเยอะขึ้น และไม่ได้เพิ่มขึ้นเพราะมีคนชมว่าแสงสวย มันแค่ส่องอยู่อย่างนั้น
เมตตาก็เป็นแบบนั้น เป็นแสงที่ส่องได้โดยไม่ต้องเลือกว่าคนตรงหน้าคือใคร
กรุณาคือตอนที่เห็นใครเดินเข้ามาในความมืด แล้วยกตะเกียงไปส่องทางให้เขาเดินได้ ไม่ใช่ยืนเฉย ๆ แล้วบอกให้เขาหาทางเอง
มุทิตาคือตอนที่เห็นคนอื่นจุดตะเกียงของเขาเองได้สำเร็จ แล้วเรายินดีไปกับแสงดวงนั้นโดยไม่ต้องรู้สึกว่าแสงของเราจะน้อยลง แสงของใครก็ไม่ได้แย่งแสงของใคร
ส่วนอุเบกขาคือตอนที่ลมพัดแรง ตะเกียงบางดวงในบ้านหลังอื่นดับลง เราเข้าไปช่วยจุดใหม่ให้ไม่ได้ทุกดวง เราทำได้แค่ดูแลตะเกียงในมือของเราให้ยังสว่างอยู่ต่อไป โดยไม่ต้องแบกความรู้สึกผิดว่าทำไมช่วยดวงอื่นไม่ได้ทั้งหมด
กลับมาที่ห้องพ่อ อีกครั้ง
พรุ่งนี้เช้า เราจะกลับเข้าไปป้อนข้าวพ่ออีกครั้ง สิ่งที่พอทำได้จริงไม่ใช่การบังคับตัวเองให้รักมากขึ้นในทันที แต่เป็นการสังเกตว่า ตอนที่ท่านบ่น เราหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้งก่อนตอบ แค่หนึ่งครั้งพอ ไม่ต้องถึงสิบครั้ง แล้วค่อยตอบท่านด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่ต้องเป็นน้ำเสียงอ่อนหวานเกินจริง แค่ไม่ใช่น้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
ตอนกลางวัน ถ้ามีข่าวใครสักคนได้ดี ลองฝึกพิมพ์ข้อความยินดีให้ยาวขึ้นอีกนิดจากที่เคยพิมพ์ ไม่ใช่เพราะต้องแสดงออกให้ดูดี แต่เพราะการพิมพ์คำยินดีให้ละเอียดขึ้น มันบังคับให้ใจเราต้องนึกถึงเรื่องดีของเขาจริง ๆ สักสองสามวินาที และสองสามวินาทีนั้นแหละคือตอนที่ห้องมุทิตาเปิดออกนิดหนึ่ง
ถ้าทำแบบนี้ไปสักพักแล้วยังรู้สึกฝืนอยู่ ก็ไม่ต้องรีบร้อนตำหนิตัวเอง ห้องมุทิตาเป็นห้องที่เปิดยากที่สุดในสี่ห้อง เพราะมันท้าทายความรู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นที่หนึ่งอยู่เสมอ แค่รู้ตัวว่ากำลังฝืนอยู่ก็ถือว่าเดินมาไกลกว่าตอนที่ไม่รู้ตัวเลยแล้ว
ถ้าเสียงทะเลาะบ้านข้าง ๆ ดังขึ้นอีก ให้ลองถามตัวเองก่อนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราช่วยได้จริงไหม ถ้าช่วยได้ เช่นเป็นเรื่องอันตรายถึงต้องเรียกคนช่วย ก็ทำในส่วนที่ทำได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องในครอบครัวเขาที่เราเข้าไปยุ่งไม่ได้ ให้ปล่อยเสียงนั้นเป็นแค่เสียง ไม่ต้องแบกไปคิดต่อทั้งวัน อุเบกขาไม่ได้แปลว่าไม่สนใจใครเลย มันแปลว่ารู้ขอบเขตว่าอะไรอยู่ในมือเรา อะไรไม่อยู่
ตอนก่อนนอน อาจจะลองทำสักห้านาที นั่งนิ่ง ๆ แล้วนึกถึงคนสักสามคน คนแรกคือคนที่เรารักอยู่แล้ว คนที่สองคือคนธรรมดาที่ไม่ได้รักไม่ได้เกลียด คนที่สามคือคนที่ทำให้เราลำบากใจอยู่ตอนนี้ นึกถึงแต่ละคนแล้วในใจพูดกับเขาสั้น ๆ ว่า ขอให้เขาสบายใจ ไม่ต้องรู้สึกอะไรมากตอนพูด แค่พูดไปเรื่อย ๆ ทุกคืน คืนไหนใจไม่พร้อมจะข้ามไปก็ได้ ไม่ต้องฝืน
การฝึกแบบนี้ไม่ได้ทำให้พ่อหายป่วยเร็วขึ้น ไม่ได้ทำให้เพื่อนเงินเดือนลดลงมาเท่าเรา และไม่ได้ทำให้บ้านข้าง ๆ เลิกทะเลาะกัน มันแค่ทำให้ตอนที่เราเดินผ่านเรื่องพวกนี้ในแต่ละวัน ใจเราไม่ต้องปิดประตูห้องไหนแน่นจนแง้มไม่ออกอีก
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง สี่คำนี้พอ
- เมตตา คือรักโดยไม่ต้องมีเงื่อนไขว่าเขาต้องเป็นใคร
- กรุณา คืออยากช่วยคนที่กำลังทุกข์ให้พ้นทุกข์
- มุทิตา คือยินดีได้จริงเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี
- อุเบกขา คือรู้ขอบเขตว่าอะไรอยู่ในมือเรา อะไรไม่อยู่
คืนนี้ที่ห้องพ่อยังเหมือนเดิม
คืนนี้พ่อยังบ่นเรื่องเดิม เพื่อนยังได้เลื่อนตำแหน่งอยู่ดี บ้านข้าง ๆ อาจจะทะเลาะกันอีกพรุ่งนี้
ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปในโลกภายนอกสักอย่าง
แต่ตอนปิดไฟนอน ถ้าลองสังเกตดูดี ๆ ห้องบางห้องในใจอาจจะแง้มกว้างขึ้นกว่าเมื่อเช้านิดหนึ่ง
แค่นิดเดียวก็นับ
