จับลมหายใจแล้วกลับหายใจเพี้ยน จนนั่งสมาธิไม่ได้
สามทุ่มกว่า บ้านเงียบ ลูกเข้านอนแล้ว เราปูเบาะนั่งสมาธิตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่เช้า
ช่วงนี้งานหนัก นอนไม่ค่อยหลับ เพื่อนที่ทำงานเลยแนะนำว่าลองนั่งสมาธิดูสิ ช่วยได้เยอะ เราก็เลยลองดูบ้าง
หลับตา นั่งหลังตรง แล้วทำตามที่จำมาจากคลิปที่เคยดู คือ "ให้ตามดูลมหายใจ"
พอเริ่มตามดู ลมหายใจที่เมื่อกี้ยังเข้าออกเองสบาย ๆ กลับเปลี่ยนไปทันที เราเริ่มรู้สึกว่าต้องหายใจให้ "ถูก" ต้องลึกกว่านี้ไหม ต้องช้ากว่านี้ไหม
ยิ่งคิด ลมก็ยิ่งติดขัด หายใจเข้าไปครึ่งหนึ่งแล้วรู้สึกเหมือนไม่พอ ต้องรีบสูดเพิ่ม จังหวะเริ่มเพี้ยน หัวใจเต้นเร็วขึ้น มือเริ่มเย็น
สุดท้ายลืมตาโพลง มือกุมอก หายใจแรง ๆ อยู่พักหนึ่งกว่าจะกลับมาเป็นปกติ
คืนนั้นเรานั่งสมาธิไม่ได้อีกเลย แถมยังกลัวไปอีกว่า ถ้านั่งอีกครั้งจะเป็นแบบนี้อีกไหม ทั้งที่ตอนแรกแค่อยากได้อะไรมาช่วยให้ใจสงบเฉย ๆ
ยิ่งจ้องยิ่งเพี้ยน
เรื่องแปลกอย่างหนึ่งของลมหายใจคือ มันเป็นสิ่งเดียวในร่างกายที่ทำงานได้ทั้งสองแบบ
ปกติเราไม่ต้องสั่งให้มันหายใจ มันหายใจของมันเองมาตั้งแต่เกิด ไม่เคยลืมสักครั้ง
แต่พอไหนไรจะตั้งใจสังเกตมันเมื่อไหร่ ส่วนที่ควบคุมได้ก็จะเข้ามาแทรก อยากช่วยมันทำงาน อยากทำให้มันดีขึ้น อยากทำให้ "ถูกวิธี"
ทันทีที่ความอยากนั้นเข้ามา ลมหายใจก็ไม่เป็นธรรมชาติอีกต่อไป เหมือนคนเดินเก่งอยู่ดี ๆ พอมีคนบอกว่าให้ลองสังเกตว่าตัวเองก้าวขาไหนก่อน จู่ ๆ ก็เดินสะดุดตัวเอง
ทั้งที่เดินมาทั้งชีวิตแล้ว
ที่แปลกไปกว่านั้นคือ พอลมหายใจเริ่มเพี้ยน ใจจะตีความว่านี่คือสัญญาณอันตราย เหมือนร่างกายกำลังจะหายใจไม่ออก ทั้งที่จริง ๆ ออกซิเจนยังพอเหลือเฟือ
ความกลัวจึงซ้อนเข้ามาอีกชั้น กลัวว่าจะหายใจไม่ทัน กลัวว่าจะเป็นลม กลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้
กลายเป็นว่าสิ่งที่ตั้งใจทำเพื่อให้ใจสงบ กลับเป็นตัวที่ทำให้ใจยิ่งเต้นแรงกว่าตอนไม่ได้นั่งเสียอีก
หลายคนถึงกับเลิกนั่งสมาธิไปเลย เพราะคิดว่าตัวเองผิดปกติ ทำไมคนอื่นนั่งแล้วสงบ ในคลิปก็ดูสบาย ๆ แต่พอเรานั่งกลับยิ่งแย่ บางคนถึงกับคิดว่าตัวเองไม่มีบุญพอจะนั่งสมาธิได้เหมือนคนอื่น
ความจริงคือ ไม่ได้ผิดปกติเลยสักนิด และไม่เกี่ยวอะไรกับบุญวาสนาด้วย นี่เป็นเรื่องที่เกิดกับคนจำนวนไม่น้อยที่เพิ่งเริ่มฝึก โดยเฉพาะคนที่ใจกังวลง่ายอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ยิ่งใจกังวลง่ายเท่าไหร่ ยิ่งมีแนวโน้มจะแอบเข้าไปควบคุมสิ่งที่ควรปล่อยให้เป็นธรรมชาติมากเท่านั้น
ลมหายใจไม่ใช่สิ่งที่ต้องบังคับ
ในพระไตรปิฎก มีคำสอนเรื่องการอยู่กับลมหายใจอยู่ในอานาปานสติสูตร
คำว่า "อานาปานสติ" แปลตรงตัวง่าย ๆ ว่า สติที่อยู่กับลมหายใจเข้าออก ไม่ได้แปลว่าการควบคุมลมหายใจ
พระพุทธเจ้าตรัสถึงการฝึกนี้ไว้ว่า
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
สังเกตคำที่ท่านใช้ดี ๆ ท่านใช้คำว่า "รู้ชัด" ไม่ใช่ "ทำให้ยาว" ไม่ใช่ "บังคับให้ช้า"
ลมหายใจจะยาวก็รู้ว่ายาว จะสั้นก็รู้ว่าสั้น จะถี่ก็รู้ว่าถี่ ไม่มีตรงไหนในพระสูตรที่บอกให้ไปแก้ไขมัน
สิ่งที่เราต้องฝึกจริง ๆ จึงไม่ใช่ "การหายใจให้ดี" แต่คือ "การรู้ตามที่มันเป็น" ซึ่งเป็นคนละงานกันโดยสิ้นเชิง
งานแรกต้องใช้ความพยายามควบคุม งานหลังแค่ต้องใช้ความสังเกตเฉย ๆ
ปัญหาของคนที่หายใจเพี้ยนตอนนั่งสมาธิ ส่วนใหญ่มาจากการสลับสองงานนี้โดยไม่รู้ตัว ตั้งใจไปสังเกต แต่ใจแอบไปทำหน้าที่ควบคุมโดยไม่ได้ตั้งใจ
หลายคนเคยลองนับลมหายใจตามที่มีคนแนะนำ นับหนึ่งตอนหายใจเข้า นับสองตอนหายใจออก ไปเรื่อย ๆ ซึ่งช่วยได้จริงสำหรับบางคน แต่สำหรับคนที่ใจกังวลง่ายอยู่แล้ว การนับกลับกลายเป็นภาระอีกชั้นหนึ่ง กลัวนับพลาด กลัวนับไม่ครบ จนลืมไปเลยว่าจุดประสงค์จริง ๆ คือแค่อยู่กับลมหายใจเฉย ๆ
พอรู้ตรงนี้แล้ว หลายคนโล่งใจขึ้นมาก เพราะแปลว่าที่ผ่านมาไม่ได้นั่งผิด แค่หลงไปทำงานคนละอย่างกับที่ตั้งใจไว้ และวิธีที่เคยได้ยินมาก็ไม่จำเป็นต้องเหมาะกับทุกคนเสมอไป
สายพิณที่ตึงไปก็ขาด หย่อนไปก็ไม่ไพเราะ
มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับพระโสณะ ภิกษุที่เคยเป็นนักดนตรีมาก่อนบวช
ท่านตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างหนัก เดินจงกรมจนเท้าแตก นั่งสมาธิไม่ยอมพัก แต่ใจกลับยิ่งฟุ้งซ่าน ไม่สงบสักที จนท่านเริ่มท้อ คิดจะสึก
พระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงเสด็จไปหาแล้วถามท่านว่า สมัยเป็นฆราวาส ท่านเล่นพิณเป็นไหม
ท่านตอบว่าเป็น
พระพุทธเจ้าถามต่อว่า ถ้าสายพิณตึงเกินไป เสียงจะไพเราะไหม
ท่านตอบว่าไม่ไพเราะ สายจะขาด
พระพุทธเจ้าถามอีกว่า แล้วถ้าสายหย่อนเกินไปล่ะ
ท่านตอบว่าก็ไม่ไพเราะเหมือนกัน เสียงจะแบะ ไม่มีกำลัง
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า การปฏิบัติก็เช่นกัน ตึงเกินไปก็เหนื่อยฟุ้งซ่าน หย่อนเกินไปก็เกียจคร้าน ต้องปรับให้พอดี เสียงจึงจะไพเราะ
เรื่องนี้เป็นที่มาของคำว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" ทางสายกลาง ที่หลายคนได้ยินจนคุ้นหู แต่พอถึงเวลาปฏิบัติจริงกลับลืมไปทุกที
คนที่หายใจเพี้ยนตอนตามดูลม ส่วนใหญ่คือคนที่ขึงสายตัวเองตึงเกินไป อยากทำให้ดี อยากทำให้ถูก อยากทำให้เร็ว
ความอยากตรงนี้เองที่ทำให้สายพิณเริ่มสั่น แล้วก็ขาด
ลองสังเกตดูว่า ตอนที่หายใจเริ่มเพี้ยน ไหล่เรายกขึ้นไหม กรามเรากัดแน่นไหม มือเรากำอยู่หรือเปล่า ส่วนใหญ่แล้วร่างกายจะบอกอาการตึงพวกนี้ก่อนที่ใจจะรู้ตัวด้วยซ้ำ
แล้วจะนั่งยังไง ไม่ให้ต้องสู้กับลมหายใจ
สิ่งแรกที่พอจะลองทำได้คือ เปลี่ยนคำสั่งที่บอกตัวเองก่อนนั่ง จากเดิมที่มักบอกว่า "ต้องตามดูลมหายใจให้ได้" ให้เปลี่ยนเป็น "แค่รู้ว่าตอนนี้มีลมผ่านเข้าออกอยู่" สองประโยคนี้ฟังดูคล้ายกันแต่ให้ความรู้สึกต่างกันมาก ประโยคแรกมีการบ้านที่ต้องทำให้สำเร็จ ประโยคหลังไม่มีอะไรต้องทำให้สำเร็จเลย มีแค่การรับรู้เฉย ๆ
ถ้านั่งไปแล้วเริ่มรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่เป็นจังหวะ ให้ลองปล่อยลมหายใจไปก่อนชั่วคราว ไม่ต้องฝืนตามมันต่อ เปลี่ยนไปรู้สึกที่จุดอื่นแทน เช่น น้ำหนักตัวที่กดลงบนเบาะ หรือเสียงพัดลมที่ดังอยู่ไกล ๆ รอจนใจคลายลงสักหน่อยแล้วค่อยกลับไปแตะที่ลมหายใจใหม่เบา ๆ ไม่ต้องรีบกลับไปเผชิญหน้ากับมันทันที เพราะยิ่งรีบยิ่งตึง
ถ้าไหล่ยกหรือกรามแน่นตามที่สังเกตเห็น ให้ลองผ่อนมันลงตรง ๆ ก่อนเลย ปล่อยไหล่ลง อ้าปากเบา ๆ แล้วหุบ บางทีแค่นี้ลมหายใจก็เริ่มคลายตามไปด้วย เพราะร่างกายกับลมหายใจเชื่อมกันอยู่ตลอดเวลา แก้ที่ร่างกายบางทีง่ายกว่าแก้ที่ความคิด
เรื่องเวลาก็สำคัญไม่แพ้กัน คนที่เพิ่งเริ่มฝึกมักตั้งเป้าว่าต้องนั่งให้ครบยี่สิบนาทีสามสิบนาที พอนั่งไปได้ห้านาทีแล้วเริ่มดิ้นรน ก็ยังฝืนนั่งต่อเพราะกลัวแพ้ใจตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้วนั่งสั้น ๆ ห้านาทีแล้วจบด้วยใจที่ยังสบาย มีค่ากว่านั่งยาวแล้วจบด้วยใจที่กลัวการนั่งครั้งต่อไปมาก
ก่อนเริ่มนั่งทุกครั้ง อาจลองตั้งใจง่าย ๆ กับตัวเองสักประโยคว่า วันนี้จะแค่นั่งดูเฉย ๆ ไม่มีถูกไม่มีผิด ลมหายใจจะสั้นจะยาวจะไม่สม่ำเสมอก็ได้ทั้งนั้น ไม่ต้องเป็นแบบในคลิปที่เคยดู เพราะลมหายใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แม้แต่ลมหายใจของเราเองก็ยังไม่เหมือนกันในแต่ละวัน
ถ้าอาการหายใจไม่เป็นจังหวะไม่ได้เกิดแค่ตอนนั่งสมาธิ แต่เกิดบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวันด้วย เช่น ตอนทำงาน ตอนขับรถ ตอนอยู่เฉย ๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเรื่องนี้ใหญ่กว่าเรื่องท่านั่งสมาธิแล้ว ลองปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลใจดูสักครั้งก็ไม่เสียหาย เพราะบางทีร่างกายก็มีส่วนเกี่ยวข้องไม่น้อยไปกว่าใจ การนั่งสมาธิไม่ได้มีไว้แทนการดูแลตัวเองด้านอื่น แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมกันได้
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ
- ลมหายใจไม่ต้องถูกแก้ไข แค่ต้องถูกรู้เฉย ๆ
- ถ้าเริ่มแน่น ให้ปล่อยลมหายใจไปก่อน ไปแตะจุดอื่นที่สบายกว่า
- นั่งสั้นแล้วใจยังโล่ง ดีกว่านั่งยาวแล้วใจยิ่งกลัว
คืนนี้อาจจะยังไม่นิ่ง
ถ้าคืนนี้ลองนั่งแล้วลมหายใจยังไม่เข้าที่ ก็ไม่เป็นไร
ไม่ได้แปลว่าเราฝึกไม่เป็น หรือไม่มีทางสงบได้เลย มันแปลว่าสายพิณของเราตอนนี้ยังตึงไปหน่อย เท่านั้นเอง
พรุ่งนี้ลองปรับสายให้หย่อนลงอีกนิด นั่งสั้นลงอีกหน่อย ไม่ต้องเอาชนะอะไร
ลมหายใจเข้าออกอยู่แบบนี้มาตั้งแต่เราเกิด และจะยังคงเข้าออกของมันเองต่อไป ไม่ว่าเราจะเฝ้าดูมันหรือไม่ก็ตาม
แค่นั่งอยู่ตรงนั้นเฉย ๆ ปล่อยให้มันทำงานของมันไป ก็พอแล้วสำหรับคืนหนึ่ง
