ลมหายใจเส้นเดียวที่พาใจกลับมาได้ทุกครั้ง
รถจอดอยู่ในลานจอดของโรงพยาบาลได้สิบนาทีแล้ว แต่เรายังไม่ลงจากรถ
อีกไม่กี่นาทีข้างในนั้น หมอจะบอกผลตรวจของแม่ เราซ้อมมาทั้งคืนว่าจะตั้งสติยังไงถ้าข่าวไม่ดี แต่พอมาถึงจริง มือที่จับพวงมาลัยกลับเย็นเฉียบ หัวใจเต้นถี่จนรู้สึกได้ที่ลำคอ
เราหายใจเข้าลึก ๆ อยากให้ใจสงบลง แต่ยิ่งพยายามหายใจแรงเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนอากาศเข้าไปไม่ถึงที่ที่มันควรจะถึง
ลมหายใจของเราตอนนั้นสั้น อยู่แค่บริเวณอกบน เหมือนคนที่กำลังจะวิ่ง ทั้งที่เรานั่งอยู่เฉย ๆ ในรถที่จอดสนิท
ทำไมลมหายใจถึงหนีไปก่อนใคร
เวลาใจเราตกใจหรือกลัว ร่างกายจะเปลี่ยนวิธีหายใจโดยที่เราไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ
ลมหายใจจะขึ้นไปอยู่แค่ช่วงอกบน สั้น ถี่ ตื้น เหมือนร่างกายกำลังเตรียมจะวิ่งหนีอะไรบางอย่าง ทั้งที่ความจริงเราแค่นั่งรอฟังผลตรวจ หรือแค่กำลังจะเดินเข้าไปคุยกับเจ้านาย
นี่ไม่ใช่ความผิดของเรา ร่างกายทำแบบนี้มานานก่อนที่เราจะเกิดด้วยซ้ำ มันเป็นวิธีที่ร่างกายเตรียมรับมือกับอันตราย ปัญหาคือสมองเราแยกไม่ค่อยออกระหว่างเสือที่จะกระโดดใส่ กับผลเอกซเรย์ที่ยังไม่รู้ผล
พอลมหายใจตื้นและถี่ ใจก็ยิ่งฟุ้ง ความคิดยิ่งวิ่งเร็ว เราเริ่มคิดล่วงหน้าไปถึงเรื่องที่ยังไม่เกิด คิดถึงสิ่งที่แย่ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วก็กลัวมากขึ้นไปอีก
มันวนเป็นวงกลม ใจกลัวทำให้หายใจตื้น หายใจตื้นทำให้ใจกลัวมากขึ้น แล้วก็กลับไปที่ใจกลัวอีกที
สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ในวงกลมนี้มีจุดเดียวที่เราควบคุมได้โดยตรง ไม่ใช่ความคิด ไม่ใช่ความกลัว แต่คือลมหายใจ
สิ่งเดียวที่พระพุทธเจ้าไม่เคยแยกจากตัวจนถึงวันสุดท้าย
ในบรรดาคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า มีคำสอนหนึ่งที่ท่านสอนไว้ละเอียดมาก และเป็นสิ่งที่ท่านเองก็ยังใช้ปฏิบัติอยู่จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต นั่นคือการวางใจไว้ที่ลมหายใจ หรือที่เรียกว่า อานาปานสติ
คำว่าอานาปานสติ แปลตรงตัวง่าย ๆ คือการมีสติอยู่กับลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องท่องคาถา ไม่ต้องนึกภาพอะไรซับซ้อน แค่รู้ว่าตอนนี้ลมกำลังเข้า ตอนนี้ลมกำลังออก
ในพระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องนี้ ท่านสอนไว้ว่า
หายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว หายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว
ฟังดูธรรมดามาก แทบจะธรรมดาเกินไปด้วยซ้ำ แต่ลองสังเกตดูให้ดี ท่านไม่ได้บอกให้เราบังคับลมหายใจให้ยาวขึ้น ท่านบอกแค่ให้ "รู้" ว่ามันยาวหรือสั้นตามที่มันเป็นจริง ๆ
นั่นคือหัวใจของเรื่องนี้ทั้งหมด เราไม่ได้พยายามเปลี่ยนลมหายใจ เราแค่กลับไปอยู่กับมัน
เหตุผลที่ลมหายใจถูกเลือกให้เป็นที่ตั้งของสตินั้น เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่อยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ต้องหาไม่ต้องเดิน มันเกิดขึ้นทุกวินาทีอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะอยู่ในรถ อยู่ในห้องประชุม หรือนอนไม่หลับตอนตีสอง
จิตของคนเรามักจะวิ่งไปหาอดีตที่ผ่านไปแล้ว หรืออนาคตที่ยังไม่มาถึง แต่ลมหายใจเกิดขึ้นได้แค่ที่เดียวเท่านั้น คือปัจจุบัน ลมหายใจที่แล้วมาผ่านไปแล้ว ลมหายใจถัดไปยังไม่มา สิ่งที่มีอยู่จริงคือลมหายใจตอนนี้เท่านั้น
พอใจเรามาอยู่กับสิ่งที่มีอยู่จริง ความฟุ้งที่วิ่งไปหาเรื่องที่ยังไม่เกิดก็ค่อย ๆ ชะลอลงเอง ไม่ใช่เพราะเราสั่งให้มันหยุด แต่เพราะมันไม่มีที่ให้วิ่งต่อ
ในธรรมบทมีข้อความหนึ่งที่พูดถึงเรื่องจิตไว้ว่า
จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้
ท่านไม่ได้บอกว่าต้องฝึกจนจิตหยุดคิด หรือฝึกจนไม่รู้สึกอะไรเลย ท่านบอกแค่ว่าจิตที่ผ่านการฝึกฝน จะพาความสุขมาให้ได้ และการฝึกที่ง่ายที่สุด ที่ทำได้ทุกที่โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไร ก็คือการกลับมาอยู่กับลมหายใจนี่เอง
โอ่งน้ำขุ่นหลังบ้าน
ลองนึกถึงโอ่งน้ำใบใหญ่ที่บ้านต่างจังหวัด ตอนตักน้ำจากบ่อมาเทใส่ใหม่ ๆ น้ำในโอ่งจะขุ่นไปหมด มองไม่เห็นก้นโอ่งเลย
ถ้าเราเอามือลงไปกวนน้ำในโอ่งนั้นต่อ ไม่ว่าจะกวนแรงแค่ไหน น้ำก็จะขุ่นอยู่แบบนั้นตลอดไป ยิ่งกวนยิ่งขุ่น
แต่ถ้าเราแค่วางมือลง ปล่อยโอ่งนั้นไว้เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย ตะกอนจะค่อย ๆ จมตัวลงเอง จนน้ำใสขึ้นมาเอง ภายในเวลาไม่นาน
ใจของเราตอนที่ฟุ้งซ่านก็เหมือนน้ำขุ่นในโอ่งนั้น ตะกอนคือความคิด ความกลัว เรื่องที่ยังไม่เกิดที่เราคิดไปเอง
สิ่งที่เรามักทำตอนใจฟุ้งคือพยายามคิดให้จบ พยายามหาคำตอบให้ได้ทันที ซึ่งก็เหมือนกับการเอามือลงไปกวนน้ำในโอ่งซ้ำ ยิ่งพยายามคิดให้จบ ก็ยิ่งขุ่นกว่าเดิม
การหายใจตามลมไม่ได้ทำให้ตะกอนหายไปในทันที แต่มันทำให้เราหยุดกวน แค่หยุดกวนเท่านั้น ตะกอนก็เริ่มจมของมันเอง
เราไม่ได้บังคับให้น้ำใส เราแค่หยุดทำให้มันขุ่นกว่าเดิม นั่นคือทั้งหมดที่การหายใจตามลมทำได้ และก็เพียงพอแล้ว
หายใจแบบไหนถึงจะช่วยได้จริง
พอเข้าใจหลักแล้ว คำถามต่อมาคือแล้วตอนที่ใจกำลังเต้นแรงอยู่ในรถ หรือกำลังจะเดินเข้าไปคุยกับใครสักคนที่เราไม่อยากเจอ เราจะทำยังไงจริง ๆ
อย่างแรกที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสถานที่เงียบสงบ คือการเอามือข้างหนึ่งวางไว้ที่หน้าท้อง แล้วหายใจเข้าให้ลึกพอที่มือจะรู้สึกว่าท้องดันขึ้นมาแตะมือ ไม่ใช่หายใจให้หน้าอกยกขึ้น เพราะการหายใจแบบอกยกเป็นแบบเดียวกับตอนที่เรากลัวอยู่แล้ว สิ่งที่เราอยากกลับไปคือการหายใจแบบท้อง ซึ่งเป็นแบบที่ร่างกายทำตอนเราหลับสนิทหรือตอนเราผ่อนคลายจริง ๆ
จังหวะที่ช่วยได้ดีในสถานการณ์ที่ใจร้อนอยู่ตรงหน้า คือการหายใจเข้าช้า ๆ นับในใจถึงสี่ แล้วหายใจออกให้ยาวกว่าตอนหายใจเข้า นับถึงหกหรือเจ็ด เหตุผลที่ลมหายใจออกต้องยาวกว่าลมหายใจเข้า เพราะร่างกายของเรามีกลไกที่ตอบสนองต่อลมหายใจออกที่ยาวด้วยการผ่อนคลายเองโดยธรรมชาติ ไม่ต้องอาศัยการนึกคิดอะไรเพิ่ม
ถ้าอยู่ในที่ที่พอจะนั่งนิ่งได้สักพัก อย่างในรถที่จอดอยู่ หรือในห้องน้ำก่อนเข้าประชุม ให้ลองหลับตาลงเบา ๆ แล้ววางความสนใจไว้ที่จุดใดจุดหนึ่งที่รู้สึกลมหายใจได้ชัดที่สุด บางคนรู้สึกชัดที่ปลายจมูก บางคนรู้สึกชัดที่หน้าท้อง ไม่มีจุดไหนถูกกว่าจุดไหน แค่เลือกจุดที่รู้สึกง่ายที่สุดสำหรับตัวเอง แล้วอยู่ตรงนั้นไปเรื่อย ๆ สักสิบลมหายใจ ไม่ต้องนับให้เป๊ะ แค่พอรู้คร่าว ๆ ว่าผ่านไปสักสิบรอบแล้ว
ระหว่างที่ทำแบบนี้ ความคิดจะแทรกเข้ามาแน่นอน อาจจะเป็นเรื่องที่กำลังกังวลอยู่ หรือเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวเลยก็ได้ ตรงนี้สำคัญมาก อย่าโกรธตัวเองที่คิดแทรก เพราะทุกคนที่หายใจตามลมเป็นแบบนี้หมด แค่พอรู้ว่าใจหนีไปคิดเรื่องอื่นแล้ว ให้พาความสนใจกลับมาที่ลมหายใจอีกครั้ง เท่านั้นเอง ไม่ต้องดุตัวเอง ไม่ต้องเริ่มนับใหม่ตั้งแต่หนึ่งด้วยความรู้สึกผิด แค่กลับมาเฉย ๆ
สำหรับคืนที่นอนไม่หลับเพราะใจไม่นิ่ง มีอีกจังหวะหนึ่งที่ช่วยได้ คือหายใจเข้าช้า ๆ นับสี่ กลั้นไว้เบา ๆ นับสี่ แล้วหายใจออกช้า ๆ นับสี่ กลั้นอีกครั้งนับสี่ ทำวนแบบนี้สักหกถึงแปดรอบ จังหวะที่เท่ากันทุกช่วงแบบนี้ช่วยให้ร่างกายรู้สึกว่ามีจังหวะที่คาดเดาได้ ซึ่งเป็นสัญญาณให้สมองรู้ว่าตอนนี้ไม่มีอันตรายอะไรกำลังเกิดขึ้น
ถ้าอยากมีจุดเริ่มต้นง่าย ๆ ไว้ทบทวน ลองจำสามอย่างนี้พอ
- มือวางที่ท้อง หายใจให้ท้องดันมือขึ้น ไม่ใช่หายใจให้อกยก
- หายใจออกให้ยาวกว่าหายใจเข้าเสมอ
- พอใจหนีไปคิดเรื่องอื่น แค่พากลับมาที่ลมหายใจ ไม่ต้องดุตัวเอง
ตอนนี้ลมหายใจของเราเป็นยังไง
ลองสังเกตดูตอนนี้เลยก็ได้ ลมหายใจของเรากำลังอยู่ที่ไหน อยู่ตื้น ๆ แค่หน้าอก หรือลงไปถึงท้อง
ไม่ต้องรีบแก้ ไม่ต้องรีบทำให้มันสมบูรณ์แบบ แค่รู้ว่าตอนนี้มันเป็นแบบนี้ก็พอ
ผู้หญิงในรถที่จอดอยู่หน้าโรงพยาบาลคนนั้น สุดท้ายก็ยังไม่รู้ผลตรวจของแม่จนกว่าจะเดินเข้าไป
แต่ก่อนจะเปิดประตูรถ เธอวางมือไว้ที่ท้อง หายใจเข้าช้า ๆ สักสิบครั้ง ลมหายใจไม่ได้ทำให้ผลตรวจเปลี่ยน แต่มันทำให้เธอเดินเข้าไปด้วยใจที่นิ่งพอจะฟังสิ่งที่หมอจะพูดได้ครบทุกคำ
บางทีเรื่องดีที่สุดที่ลมหายใจให้เราได้ ก็แค่นั้นเอง
