คืนที่พระพุทธเจ้าเสด็จข้ามแม่น้ำไปโปรดเมืองไพศาลี
แม่คนหนึ่งนั่งอยู่ริมประตูบ้าน มืออุ้มลูกที่ตัวร้อนจัด
สามวันก่อนเธอยังมีเพื่อนบ้านให้พึ่งพา วันนี้บ้านข้าง ๆ ปิดเงียบ ไม่มีใครเดินออกมาแม้แต่คนเดียว ตั้งแต่เช้าเธอได้ยินแต่เสียงร้องไห้จากบ้านที่ไกลออกไป สลับกับความเงียบที่น่ากลัวกว่าเสียงร้องเสียอีก
เมืองไพศาลีตอนนั้นไม่มีฝนตกมาหลายเดือน ข้าวในนายืนต้นตาย บ่อน้ำแห้งจนเห็นก้นบ่อ คนเริ่มล้มตายเพราะอดอยากก่อน แล้วโรคระบาดก็ตามมาซ้ำ ซากศพที่ไม่มีแรงจะฝังถูกทิ้งไว้ตามทาง กลิ่นเน่าคละคลุ้งไปทั้งเมือง จนบางคนเชื่อว่ามีสิ่งที่มองไม่เห็นตามกลิ่นนั้นเข้ามาอยู่ในเมืองด้วย
เธอไม่รู้จะพึ่งใคร ที่ทำได้คือกอดลูกไว้แน่น ๆ แล้วรอ
เมื่อก่อนถ้าลูกไข้ขึ้นแบบนี้ เธอจะวิ่งไปเคาะประตูบ้านป้าที่อยู่ติดกัน ป้าเคยมีใบไม้แก้ไข้ เคยมีน้ำมันนวด เคยมีมือที่คอยลูบหลังให้ลูกเธอหลับ แต่ตอนนี้เธอไม่รู้แล้วว่าป้ายังอยู่บ้านไหม หรือกลายเป็นอีกหนึ่งกองที่ถูกหามออกไปเมื่อสองวันก่อน
เมืองที่ไม่มีใครกล้าเดินออกจากบ้าน
ความน่ากลัวของโรคระบาดไม่ได้อยู่ที่ความตายอย่างเดียว
มันอยู่ที่ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าคนที่รักจะอยู่ถึงพรุ่งนี้ไหม และไม่รู้ว่าเรื่องแบบนี้จะจบลงเมื่อไหร่
คนในไพศาลีเริ่มโทษกัน บางคนโทษว่าเมืองทำบาปอะไรไว้ บางคนโทษเทวดาที่ไม่คุ้มครอง บางคนเลิกเชื่อทุกอย่างที่เคยเชื่อ เพราะสวดอ้อนวอนมาเท่าไหร่ก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น
ที่แปลกคือ ยิ่งเมืองแตกตื่นมากเท่าไหร่ คนก็ยิ่งปิดประตูบ้านแน่นขึ้นเท่านั้น ราวกับความกลัวสอนให้ทุกคนหดตัวเข้าหาตัวเอง ทั้งที่จริง ๆ แล้วเวลาแบบนี้ต่างหากที่คนควรจะโอบกันไว้
คนที่เคยยกมือไหว้ทักทายกันทุกเช้า กลายเป็นคนที่มองหน้ากันแล้วรีบหลบสายตา เพราะไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายแบกโรคติดตัวมาหรือเปล่า ความไม่รู้เป็นสิ่งที่หนักที่สุดในตอนนั้น หนักกว่าความหิวเสียอีก
เจ้าลิจฉวีผู้ปกครองเมืองประชุมกันหลายครั้งแต่ยังหาทางออกไม่ได้ จนคืนหนึ่งมีเจ้าลิจฉวีองค์หนึ่งพูดขึ้นกลางที่ประชุมว่า
"พวกเราลองทุกอย่างที่นึกออกแล้ว ยังเหลืออยู่อย่างเดียวที่ยังไม่ได้ลอง"
อีกองค์หนึ่งถามกลับทันทีว่า "อะไร"
"นิมนต์พระสมณโคดม ตอนนี้ท่านอยู่ที่กรุงราชคฤห์ ฟากโน้นของแม่น้ำคงคา ได้ยินมาว่าที่ไหนท่านไป ที่นั่นสงบร่มเย็น"
ในที่ประชุมมีเสียงเงียบไปพักหนึ่ง เพราะทุกคนรู้ว่านั่นหมายถึงการเดินทางไกล ต้องขอผ่านแดนของพระเจ้าพิมพิสารด้วย แต่ไม่มีใครคัดค้าน เพราะไม่มีใครมีทางเลือกอื่นให้เสนออีกแล้ว
เจ้าลิจฉวีจึงส่งทูตออกไปหาพระเจ้าพิมพิสารที่ราชคฤห์ เพื่อขอให้ช่วยกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า
พระเจ้าพิมพิสารฟังเรื่องราวของไพศาลีจบก็ไม่รอช้า ท่านเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยตนเอง
พระพุทธเจ้าทรงรับนิมนต์โดยไม่ทรงลังเล ทั้งที่รู้ว่าเมืองนั้นกำลังเต็มไปด้วยโรค ทั้งที่รู้ว่าการเดินทางไกลขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพระองค์และหมู่สงฆ์ที่ตามเสด็จ
พระเจ้าพิมพิสารถึงกับสั่งให้คนตระเตรียมเส้นทางล่วงหน้า ให้ปรับพื้นที่ขรุขระ ให้ทำสะพานข้ามลำน้ำเล็กน้อยระหว่างทางทุกสาย เพื่อให้การเดินทางสองวันของพระพุทธเจ้าราบรื่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วยังเสด็จตามส่งด้วยพระองค์เองจนถึงฝั่งแม่น้ำคงคา
ตรงนั้นเป็นจุดที่แผ่นดินของพระเจ้าพิมพิสารสิ้นสุดลง ฟากตรงข้ามคือแดนของเจ้าลิจฉวี
พระเจ้าพิมพิสารประทับยืนอยู่ริมฝั่ง มองเรือที่ค่อย ๆ พาพระพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์ลอยออกไปกลางลำน้ำ จนกระทั่งเรือเทียบฝั่งอีกด้านหนึ่งพอดี
ระหว่างสองวันของการเดินทาง พระพุทธเจ้าไม่ได้เร่งฝีเท้าเป็นพิเศษ ยังคงบิณฑบาตตามปกติ ยังคงหยุดพักตามเวลา เหมือนการเดินทางครั้งนี้ไม่ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา ทั้งที่ปลายทางรออยู่คือเมืองที่กำลังจะล่มสลาย
ตรงนั้นเองที่ฝนก็เริ่มตกลงมา เป็นฝนที่ไม่มีใครในไพศาลีเห็นมานานหลายเดือน
ฝนที่ตกลงกลางเมืองที่แห้งแล้งมานาน
เจ้าลิจฉวีมารอรับที่ฝั่งด้วยความยินดีปนความกังวล พวกเขาจัดที่ประทับ จัดของถวายเท่าที่เมืองยังพอมี แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการจริง ๆ ไม่ใช่พิธีต้อนรับ
พระพุทธเจ้าทรงเรียกพระอานนท์เข้ามา แล้วทรงมอบบาตรของพระองค์เองที่มีน้ำอยู่เต็มให้ พร้อมกับสอนบทสวดบทหนึ่ง
บทสวดนั้นภายหลังเรียกกันว่ารัตนสูตร เป็นบทที่กล่าวถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วอวยพรให้สรรพชีวิตในที่นั้นพ้นจากภัย
ตอนหนึ่งของบทสวดกล่าวไว้ว่า
ภูตทั้งหลายที่ประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ก็ดี ที่อยู่ในภาคพื้นก็ดี ที่อยู่ในอากาศก็ดี ขอจงเป็นผู้มีใจดี ตั้งใจฟังคำที่จะกล่าวต่อไปนี้
พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า "เธอจงถือบาตรน้ำนี้ เดินเวียนไปตามกำแพงทั้งสามชั้นของเมือง สวดบทนี้ไปพลาง แล้วประพรมน้ำไปพลาง"
พระอานนท์ทูลถามว่า "แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่ควรหยุด"
พระพุทธเจ้าตรัสตอบสั้น ๆ ว่า "เดินไปจนครบเมือง"
พระอานนท์ทำตามนั้นตลอดคืน เดินวนรอบเมืองสามชั้นกำแพง สวดไปพรมน้ำไป ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางบ้าง รู้แต่ว่าเมื่อรุ่งเช้ามาถึง ฝนที่ตกทั้งคืนได้ชะล้างซากศพและกลิ่นเน่าไปจนหมด อากาศในเมืองเปลี่ยนไปอย่างที่คนไพศาลีบอกไม่ถูกว่าเปลี่ยนเพราะอะไรกันแน่
สิ่งที่แน่ ๆ คือ คนเริ่มกล้าเปิดประตูบ้านออกมาดูกันอีกครั้ง
ห้องที่ปิดหน้าต่างมาทั้งฤดู
ลองนึกถึงห้องที่ไม่มีใครเปิดหน้าต่างมานานหลายเดือน
อากาศในห้องนั้นจะเริ่มอับ ไม่ใช่เพราะมีอะไรเลวร้ายเข้าไปในห้อง แต่เพราะไม่มีอะไรได้ไหลเข้าไหลออกเลย ความชื้นสะสม กลิ่นสะสม ทุกอย่างวนอยู่กับที่จนหนักอึ้ง
คนในห้องเองก็ชินกับอากาศแบบนั้นโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งวันหนึ่งมีใครเปิดหน้าต่างออก ลมพัดเข้ามาเป็นครั้งแรก คนในห้องถึงรู้ว่าตัวเองอึดอัดมานานแค่ไหน
เมืองไพศาลีตอนนั้นก็เหมือนห้องที่ปิดมานาน ความกลัว ความโทษกัน ความสิ้นหวัง สะสมกันจนหนาแน่น ไม่มีใครในเมืองเปิดประตูออกไปหาทางออกได้อีกแล้ว เพราะทุกคนยุ่งอยู่กับการเอาตัวรอดของตัวเอง
สิ่งที่พระพุทธเจ้าทำไม่ใช่เวทมนตร์ที่ทำให้โรคหายไปในพริบตา แต่เป็นการเดินเข้าไปในที่ที่ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไป เป็นการเปิดหน้าต่างบานแรกให้เมืองที่ปิดตัวเองมานาน
พระอานนท์เองก็เดินวนทั้งคืนโดยไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร ท่านแค่ทำสิ่งที่ทำได้ไปเรื่อย ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย นั่นเองที่น่าจะเป็นส่วนสำคัญไม่แพ้ตัวบทสวด
เวลาที่บ้านเราเจอเรื่องแบบนั้นบ้าง
เราอาจไม่เจอโรคระบาดขนาดเมืองไพศาลี แต่บ้านเราก็เคยมีช่วงที่ทุกคนปิดประตูใส่กันโดยไม่รู้ตัว อาจเป็นตอนที่ครอบครัวมีคนป่วยหนัก ตอนที่เพื่อนบ้านทะเลาะกันจนไม่มองหน้ากัน หรือตอนที่ข่าวร้ายเข้ามาถี่จนทุกคนเลือกจะเงียบไว้ดีกว่า
ถ้าวันไหนรู้สึกว่าบ้านหรือที่ทำงานกำลังอยู่ในบรรยากาศแบบนั้น ลองเริ่มจากเรื่องเล็กที่สุดก่อน คือแค่เดินไปเคาะประตูบ้านที่เงียบที่สุด ไม่ต้องมีคำตอบให้เขา ไม่ต้องมีทางแก้ปัญหาให้เขาด้วยซ้ำ แค่ไปนั่งด้วยสักพักก็มีความหมายมากกว่าที่คิด เหมือนที่พระอานนท์แค่เดินไปตามกำแพง ไม่ได้เดินไปพร้อมคำตอบว่าทำไมเมืองถึงเป็นแบบนี้
อีกอย่างที่พอทำได้ในคืนที่ใจไม่สงบ คือลองสวดมนต์บทสั้น ๆ ที่คุ้นเคยก่อนนอน ไม่ต้องยาว ไม่ต้องเข้าใจทุกคำ ขอแค่ตั้งใจจริงตอนสวด เสียงสวดที่ออกจากปากช้า ๆ มีผลต่อใจของคนสวดเองไม่น้อยไปกว่าที่มีผลต่อคนฟัง เพราะมันบังคับให้ลมหายใจช้าลง และดึงใจกลับมาอยู่กับปัจจุบันทีละคำ
สำหรับคนที่ต้องดูแลคนป่วยหรือคนที่กำลังทุกข์อยู่ในบ้าน ลองแบ่งเวลาสักสิบนาทีต่อวันให้ตัวเองได้ออกไปเจออากาศข้างนอก ไม่ใช่เพื่อหนีความรับผิดชอบ แต่เพราะคนที่อยู่แต่ในห้องปิดนานเกินไปจะเริ่มมองไม่เห็นทางออกเหมือนกับที่คนในเมืองไพศาลีเคยเป็น การได้ออกไปสูดอากาศเปลี่ยนบรรยากาศบ้างช่วยให้กลับมาดูแลคนอื่นได้ดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง
และถ้าเป็นไปได้ ลองมองหาใครสักคนในละแวกบ้านที่น่าจะกำลังปิดประตูตัวเองอยู่เหมือนกัน แล้วเป็นฝ่ายเดินไปก่อน อาจจะแค่ทักทายธรรมดา ถามว่าพอมีอะไรให้ช่วยไหม บางทีสิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งกล้าเปิดประตูบ้านอีกครั้ง ก็แค่มีใครสักคนเคาะประตูก่อนเท่านั้นเอง
คืนนั้นเมืองไพศาลีเริ่มได้ยินเสียงคนคุยกันอีกครั้ง
หลังจากคืนนั้น เรื่องเล่ากันว่าเมืองไพศาลีค่อย ๆ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ฝนเริ่มตกตามฤดู คนเริ่มออกจากบ้านมาซื้อขายกัน มีเสียงเด็กเล่นกันตามตรอกที่เคยเงียบสนิท
ส่วนแม่ที่นั่งอุ้มลูกอยู่ริมประตูในคืนแรก ไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นใครหรือเกิดอะไรขึ้นกับเธอต่อ
แต่ถ้าลองนึกภาพเธอในคืนที่ฝนเริ่มตกลงมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน คงพอเดาได้ว่าเธอลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่างบานนั้นด้วยเหมือนกัน
