งานที่ทำทุกวัน คือคำสอนของพุทธทาสภิกขุ
บ่ายวันพุธ ห้องทำงานเปิดแอร์เย็นฉ่ำ แต่หลังคอเราเหงื่อซึม
อีเมลอีกฉบับเด้งเข้ามา หัวหน้าถามความคืบหน้างานที่ยังไม่เสร็จตั้งแต่เมื่อวาน มือเราพิมพ์ตอบไปทั้งที่ใจยังคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ ลูกที่ต้องไปรับตอนเย็น จานที่ยังไม่ได้ล้างเมื่อคืน และพรุ่งนี้เช้าต้องตื่นมาทำแบบนี้อีกรอบ
เราเหลือบไปเห็นปฏิทินตั้งโต๊ะ มีรูปพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ แม่ซื้อมาให้ตอนขึ้นปีใหม่
แล้วก็คิดขึ้นมาเบา ๆ ว่า ตั้งแต่ปีใหม่มาก็ยังไม่ได้เข้าวัดสักครั้ง
ความคิดนั้นตามมาด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ที่อธิบายไม่ค่อยถูก เหมือนมีสองชีวิตซ้อนกันอยู่ ชีวิตหนึ่งคือตรงนี้ ตรงโต๊ะทำงาน ตรงกองงานที่ไม่มีวันหมด อีกชีวิตหนึ่งคือชีวิตที่ "มีธรรมะ" ซึ่งอยู่ไกลออกไป อยู่ที่วัด อยู่ในวันที่มีเวลาว่างพอจะไปนั่งสมาธิ
และตอนนี้ชีวิตแบบที่สองนั้นดูเหมือนจะไม่มีที่ว่างให้เลย
สองโลกที่เราแบกไปพร้อมกัน
ลองสังเกตดูดี ๆ เราหลายคนแบกความรู้สึกแบบนี้อยู่โดยไม่รู้ตัว
โลกที่หนึ่งคือโลกของการทำมาหากิน งานเอกสาร งานบ้าน งานเลี้ยงลูก งานที่ต้องรีบ ต้องแข่ง ต้องเอาตัวรอด เต็มไปด้วยเรื่องที่ดู "ทางโลก" ล้วน ๆ
โลกที่สองคือโลกของธรรมะ ซึ่งในหัวเรามักวาดภาพเป็นบรรยากาศเงียบสงบ มีธูปเทียน มีพระสวดมนต์ มีเวลาว่างให้นั่งหลับตา
พอสองโลกนี้ถูกวางไว้คนละที่กัน ปัญหาก็ตามมา
เรารู้สึกผิดทุกครั้งที่ไม่มีเวลาไปโลกที่สอง แล้วก็รู้สึกว่าโลกที่หนึ่งที่เราต้องอยู่ทุกวันนั้น มันไม่มีคุณค่าอะไรเลยในทางธรรม เป็นแค่ภาระที่ต้องทนทำไปวัน ๆ
บางคนถึงกับคิดว่า ต้องรอให้เกษียณก่อน ถึงจะเริ่ม "ปฏิบัติธรรม" ได้จริงจัง ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้ผิดอะไร มันเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เติบโตมากับภาพจำว่าธรรมะคือเรื่องของวัด ของพระ ของคนที่มีเวลาว่างมากพอ
แต่ถ้าเราอยู่กับความรู้สึกนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ถามอะไรมันเลย เราจะใช้ชีวิตอยู่กับความรู้สึกว่าตัวเองห่างไกลจากธรรมะไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ตื่นมาทำงานทุกเช้าจนถึงเย็น
พระที่บอกว่าอย่าแยกงานกับธรรมะออกจากกัน
มีพระรูปหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ที่สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านชื่อ พุทธทาสภิกขุ
ท่านไม่ได้สอนธรรมะแบบให้คนต้องละทิ้งหน้าที่การงานไปหาความสงบที่อื่น ตรงกันข้าม ท่านสอนย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าว่า สิ่งที่คนทั่วไปคิดว่าเป็นแค่ "การทำมาหากิน" นั่นแหละ คือที่ที่ธรรมะอยู่จริง ๆ
ท่านใช้คำสั้น ๆ ที่คนจำได้แม่นจนถึงทุกวันนี้ว่า
ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ
ฟังดูเรียบง่ายมาก แต่ถ้าอ่านช้า ๆ จะเห็นว่าคำนี้พลิกความเข้าใจเดิมของเราไปเลย
เราเคยคิดว่าธรรมะคือสิ่งที่แยกออกมาจากหน้าที่ ต้องหยุดทำหน้าที่ก่อนถึงจะมีเวลาไปหาธรรมะ แต่ท่านบอกว่าธรรมะไม่ได้อยู่นอกหน้าที่ ธรรมะอยู่ในหน้าที่นั้นเอง
ไม่ว่าหน้าที่นั้นจะเป็นการพิมพ์งานส่งหัวหน้า การขับรถส่งของ การล้างจาน การเลี้ยงลูกที่กำลังงอแง หรือแม้แต่การนั่งฟังคนแก่ที่บ้านพูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ
ท่านยังสอนอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวโยงกัน คือเรื่อง "การทำงานคือการปฏิบัติธรรม" ท่านบอกว่าคนที่ทำงานด้วยใจที่ปลอดจากความเห็นแก่ตัว ทำเต็มที่โดยไม่ยึดว่าต้องได้หน้า ได้ชื่อ ได้กำไรเข้าตัวเองท่าเดียว คนนั้นกำลังปฏิบัติธรรมอยู่ในขณะที่ทำงานนั่นเอง ไม่ต้องรอไปนั่งหลับตาที่ไหนก่อน
ตรงนี้อาจฟังดูใหม่สำหรับคนที่เคยชินกับภาพธรรมะแบบธูปเทียน แต่ท่านไม่ได้บอกว่าการไปวัดไม่ดี ท่านแค่บอกว่าอย่าคิดว่าธรรมะมีอยู่แค่ที่นั่น เพราะถ้าคิดแบบนั้น ชีวิตส่วนใหญ่ของเราที่อยู่กับหน้าที่การงานจะกลายเป็นช่วงเวลาที่ "ไม่มีธรรมะ" ไปเสียเปล่า ๆ ทั้งที่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย
ต้นไม้ไม่เคยหยุดทำหน้าที่ของมันเพื่อไปหาธรรมะที่ไหน
ลองนึกถึงต้นมะม่วงต้นหนึ่งที่อยู่หลังบ้าน
ทุกเช้ามันดูดน้ำจากดิน ทุกบ่ายมันรับแดด ใบมันสังเคราะห์แสงอยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่ทันสังเกต รากมันชอนไชหาความชื้นอยู่ใต้ดินตลอดวันตลอดคืน
ต้นมะม่วงไม่เคยหยุดสิ่งเหล่านี้เพื่อไป "ปฏิบัติธรรม" ที่ไหนเลย
มันแค่ทำหน้าที่ของมันไปตามธรรมชาติของมันเอง ผลิใบตามฤดู ออกดอกตามเวลา ติดผลตามรอบของมัน
และนั่นแหละคือธรรมะของต้นมะม่วง มันไม่ได้อยู่แยกออกไปจากการงอกใบ ผลิดอก ออกผล มันอยู่ในนั้นเลย
คนเราก็เหมือนกัน ธรรมะของเราไม่ได้ลอยอยู่ที่ไหนต่างหากจากชีวิตประจำวัน มันอยู่ในตอนที่เราทำงานให้เต็มที่โดยไม่โกงใคร อยู่ในตอนที่เราอดทนฟังคนแก่พูดซ้ำโดยไม่ขึ้นเสียงใส่ อยู่ในตอนที่เราล้างจานอย่างตั้งใจแทนที่จะขว้างมันลงอ่างด้วยความหงุดหงิด
ปัญหาคือเรามักไปมองหาธรรมะที่อื่น เหมือนต้นมะม่วงที่จู่ ๆ อยากจะหยุดผลิใบ แล้วเดินไปหาธรรมะที่ต้นอื่น ทั้งที่ธรรมะของมันอยู่ตรงรากที่มันยืนอยู่นั่นเอง
แล้วจะทำงานแบบไหนถึงเรียกว่าเป็นธรรมะ
ตรงนี้อาจมีคนถามว่า งั้นแปลว่าทำงานอะไรก็เป็นธรรมะหมดเลยหรือเปล่า ทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรก็ได้ใช่ไหม
ไม่ใช่แบบนั้นเสียทีเดียว
สิ่งที่ทำให้หน้าที่การงานกลายเป็นธรรมะ อยู่ที่ใจตอนทำ ไม่ใช่ที่ตัวงานเอง
งานเดียวกัน คนสองคนทำได้ผลลัพธ์เหมือนกัน แต่คนหนึ่งทำด้วยใจที่จดจ่อ ไม่คิดโกง ไม่คิดเอาเปรียบ ทำเพราะเห็นว่ามันคือหน้าที่ที่ต้องทำให้ดี อีกคนทำไปพร้อมกับใจที่คอยคำนวณตลอดว่าจะได้อะไรกลับมา จะได้หน้าไหม จะถูกมองเห็นไหม ถ้าไม่ได้จะโกรธ จะน้อยใจ
คนแรกกำลังทำหน้าที่ให้เป็นธรรมะ คนที่สองกำลังทำหน้าที่ให้เป็นเชื้อของความทุกข์ ทั้งที่งานเป็นงานเดียวกัน
ลองเริ่มจากตอนเช้าก่อนออกจากบ้าน สักหนึ่งนาทีก่อนเปิดประตูไปทำงาน ให้ตั้งใจสั้น ๆ กับตัวเองว่า วันนี้จะทำหน้าที่ที่มีให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยไม่ต้องคิดล่วงหน้าว่าจะได้คำชมหรือไม่ได้ แค่นั้นพอ ไม่ต้องพูดออกเสียง แค่ตั้งใจในใจ
ระหว่างวันที่กำลังทำงานอยู่ ถ้ารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา เช่นตอนพิมพ์อีเมลตอบคนที่พูดจาไม่ดี ให้ลองหยุดมือสักสามวินาที รู้สึกที่ลมหายใจเข้าออกหนึ่งครั้ง แล้วค่อยพิมพ์ต่อ สามวินาทีนั้นแหละคือช่วงที่เราเลือกได้ว่าจะทำหน้าที่ด้วยความโกรธหรือด้วยความตั้งใจ
ตอนเย็นก่อนนอน ให้ลองนึกทบทวนสักหนึ่งเรื่องในวันนั้น ที่เราทำหน้าที่ไปโดยไม่ได้คิดถึงผลตอบแทนเลย อาจจะเล็กน้อยมาก อย่างช่วยเพื่อนร่วมงานหยิบของ หรืออดทนฟังลูกน้อยเล่าเรื่องซ้ำ ๆ ไม่ต้องหาความหมายลึกซึ้งอะไร แค่สังเกตว่ามันเกิดขึ้นแล้ว
และเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่างานหนักจนแบกไม่ไหว ให้ลองแยกในใจระหว่างสองอย่างนี้ อย่างแรกคือปริมาณงานซึ่งเราคุมไม่ได้ทั้งหมด อย่างที่สองคือใจที่เราใช้ทำงานนั้น ซึ่งเราเลือกได้เสมอว่าจะทำด้วยใจที่บ่นตลอดเวลาหรือใจที่อยู่กับมันเฉย ๆ การแยกสองอย่างนี้ออกจากกันได้ จะช่วยให้งานหนักเท่าเดิม แต่ใจไม่หนักตาม
สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ไม่ได้ทำให้งานเบาลงในทันที แต่มันค่อย ๆ เปลี่ยนที่ที่เราไปหาธรรมะ จากที่เคยคิดว่าต้องรอไปถึงวัด กลายเป็นว่าธรรมะอยู่ตรงหน้าเราอยู่แล้ว ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน
- ตั้งใจสั้น ๆ ก่อนเริ่มวันว่าจะทำหน้าที่ให้ดีโดยไม่ยึดผลตอบแทน หยุดสามวินาทีก่อนตอบโต้ตอนหงุดหงิด และทบทวนก่อนนอนว่าวันนี้ทำอะไรไปโดยไม่หวังอะไรตอบแทนบ้าง
ไม่ต้องรอให้ถึงวันหยุดก่อน
คืนนี้ถ้ายังนึกถึงกองงานที่ค้างอยู่บนโต๊ะ ก็ไม่ต้องรีบไปหาความสงบที่ไหนไกล
พรุ่งนี้เช้าเมื่อลุกขึ้นมาทำสิ่งเดิม ๆ อีกครั้ง อาจจะลองมองมันด้วยสายตาที่ต่างไปนิดหนึ่ง ไม่ใช่ว่านี่คือภาระที่ต้องทนทำ แต่นี่คือที่ที่ธรรมะรอเราอยู่พอดี
ไม่ต้องรอให้มีเวลาว่างมากพอก่อน ไม่ต้องรอวันเกษียณ
หน้าที่ที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้ ก็เพียงพอแล้ว
