หน้าแรก/บทความ/หลักธรรม
จาคะ: ใจที่ยังสละไม่ได้แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
หลักธรรม

จาคะ: ใจที่ยังสละไม่ได้แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน

22 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

สี่ปีแล้วที่แม่จากไป

ตู้เสื้อผ้าฝั่งของแม่ในห้องนอนเก่ายังเป็นอย่างเดิมทุกอย่าง เสื้อลายดอกที่แม่ชอบใส่ไปวัด ผ้าถุงไหมที่พับเก็บไว้อย่างดี ยังอยู่ในตู้ใบเดิม ไม่มีใครแตะ

เดือนที่แล้วมีคนจากมูลนิธิโทรมาถามว่าที่บ้านมีเสื้อผ้าเหลือใช้จะบริจาคไหม หน้าหนาวนี้มีคนแถวชายแดนที่ยังไม่มีเสื้อกันหนาวใส่ เราตอบไปว่า "มีค่ะ เดี๋ยวจัดให้"

แล้วก็ยังไม่ได้จัด

ผ่านไปอีกสามสัปดาห์ ตู้นั้นก็ยังปิดสนิทเหมือนเดิม เราเดินผ่านมันทุกวันตอนเข้าห้องน้ำ บางทีก็หยุดมองเฉย ๆ ไม่ได้เปิด

ไม่ใช่ว่าลืม เราจำได้ตลอดเวลาว่ามีคนรอเสื้อผ้าอยู่ แค่มือมันไม่ยอมเอื้อมไปหยิบ

พี่สาวถามว่าจะจัดการตู้นั้นเมื่อไหร่ เราบอกว่าเดี๋ยวว่าง ๆ ก่อน ทั้งที่ความจริงมีเวลาว่างทุกเย็นวันเสาร์เหมือนเดิม

ทำไมมือถึงไม่ยอมเปิด

ลองถามตัวเองตรง ๆ ว่ากลัวอะไร คำตอบที่ผุดขึ้นมาไม่ใช่ "เสียดายเสื้อ" แต่เป็นอะไรที่พูดออกมาแล้วรู้สึกแปลก ๆ

กลัวว่าถ้าเสื้อพวกนี้ไปอยู่ในมือคนอื่น แม่จะยิ่งจางหายไปอีก

ทั้งที่ในความเป็นจริง เสื้อผ้าจะแขวนอยู่ในตู้กี่ปีก็ไม่ได้ทำให้แม่กลับมา และการให้มันออกไปก็ไม่ได้ทำให้แม่หายไปมากกว่าที่หายไปแล้ว

แต่ใจไม่ได้คิดตามเหตุผลแบบนั้น ใจรู้สึกว่าของชิ้นนี้คือเส้นด้ายเส้นสุดท้ายที่ยังต่อกับแม่อยู่ ถ้าตัดเส้นนี้ไป เหมือนต้องยอมรับอีกครั้งว่าแม่ไม่อยู่แล้วจริง ๆ

ทั้งที่ความจริงข้อนั้น เรายอมรับไปตั้งแต่วันที่แม่จากไปแล้วทั้งนั้น การเก็บเสื้อผ้าไว้ไม่ได้ทำให้ความจริงข้อนี้เปลี่ยน มันแค่ทำให้เรารู้สึกเหมือนยังไม่ต้องเผชิญกับมันเต็ม ๆ อีกสักพัก

เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่กับของคนตาย

มันเกิดกับเงินที่ญาติคนหนึ่งเดือดร้อนมาขอยืม แต่เรากำไว้แน่นเพราะกลัวไม่พอใช้ ทั้งที่ในบัญชีมีเหลือเฟือ

มันเกิดกับความโกรธเก่า ๆ ที่คนอื่นขอโทษไปแล้ว เราก็รับคำขอโทษปากด้วยซ้ำ แต่ในใจยังไม่ยอมวางสิทธิ์ที่จะโกรธเขาต่อ

มันเกิดกับความเห็นที่เรายึดไว้ว่าเราถูก ทั้งที่ข้อมูลใหม่บอกเราแล้วว่าอาจจะไม่ใช่

มันเกิดกับตำแหน่งหน้าที่การงานที่เราควรวางลงได้แล้ว แต่ยังกำไว้เพราะกลัวว่าถ้าไม่มีตำแหน่งนี้ เราจะเป็นใครก็ไม่รู้

สิ่งที่เหมือนกันในทุกเรื่องคือ มือเรากำอะไรบางอย่างไว้ แล้วเวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่ได้ทำให้กำมือนั้นคลายลงเอง ต้องมีใครสักคน หรือใจของเราเอง ตัดสินใจเปิดมันออก

เจ้าชายที่สละทุกอย่าง

ในชาดกเรื่องหนึ่งที่คนไทยรู้จักกันดี มีเรื่องเล่าถึงพระเวสสันดร กษัตริย์ที่ยกช้างคู่บ้านคู่เมืองให้เมืองอื่นที่กำลังแล้ง จนถูกเนรเทศออกจากเมือง แล้วยังยกลูกทั้งสองคนให้พราหมณ์ที่มาขอ และยกมเหสีให้เทวดาที่แปลงกายมาทดสอบ

เรื่องนี้ฟังครั้งแรกอาจรู้สึกขัดใจ ทำไมต้องยกลูกให้คนอื่น นี่ไม่ใช่ความรุนแรงหรือ

แต่ถ้าอ่านให้ลึกลงไปกว่าเปลือกเรื่อง สิ่งที่ชาดกเรื่องนี้พยายามชี้ให้เห็นไม่ใช่ว่าเราต้องยกลูกให้ใครจริง ๆ แต่คือการชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ยากที่สุดที่จะสละ ไม่เคยเป็นตัวของสิ่งนั้นเอง แต่เป็น "ตัวเรา" ที่ผูกอยู่กับความเป็นเจ้าของมัน

พระเวสสันดรไม่ได้สละช้าง สละลูก สละเมีย ท่านสละความรู้สึกว่า "นี่ต้องเป็นของกู"

เรื่องเล่าเลือกใช้ของที่รักที่สุดในชีวิตของท่านเป็นบททดสอบ ก็เพื่อชี้ให้เห็นชัด ๆ ว่ายิ่งของสิ่งไหนมีค่ากับเรามาก มือเราจะยิ่งกำมันแน่นเป็นธรรมดา และการสละของแบบนั้นได้ ไม่ได้แปลว่าไม่รักมันแล้ว แต่แปลว่าใจไม่ได้ผูกความสุขของตัวเองไว้กับการต้องเป็นเจ้าของมันตลอดไป

ในพุทธศาสนามีคำเรียกความสามารถแบบนี้ว่า "จาคะ" แปลตรงตัวว่า การสละ แต่ความหมายที่ลึกกว่านั้นคือ ใจที่พร้อมจะปล่อยสิ่งที่ยึดไว้ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ แต่เพราะเห็นแล้วว่าการกำมันไว้ไม่ได้ทำให้ใครมีความสุขขึ้นเลย แม้แต่ตัวเราเอง

จาคะไม่เหมือนทาน ทานคือการหยิบของออกจากมือแล้วยื่นให้ แต่จาคะคือสภาพของมือเองที่พร้อมจะแบออก บางคนให้ของเยอะแต่มือยังกำแน่นอยู่ข้างในก็มี บางคนยังไม่ได้ให้อะไรเลย แต่มือเริ่มคลายแล้วก็มี

ในพระธรรมบทมีข้อความหนึ่งที่พูดถึงเรื่องนี้ไว้สั้น ๆ

พึงกล่าวคำสัตย์ ไม่พึงโกรธ แม้ถูกขอเพียงของน้อย ก็พึงให้

ท่านไม่ได้บอกว่าให้จนหมดตัวเหมือนพระเวสสันดร ท่านพูดถึงแค่ "ของน้อย" ที่ถูกขอ เรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ถ้าเรายังกำไว้แน่นแม้เป็นเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่กว่านั้นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ตู้ที่ปิดไม่สนิท

บ้านที่มีตู้เก็บของแน่นจนปิดไม่ลง มักมีอาการคล้ายกันคือ ประตูตู้จะงับ ๆ อยู่แบบนั้น เปิดนิดเดียวก็จะผลุบออกมา ทุกครั้งที่เดินผ่านต้องคอยดันกลับเข้าไป

ของในตู้ไม่ได้ใช้แล้วหลายชิ้นด้วยซ้ำ แต่ไม่มีใครยอมหยิบออก เพราะทุกชิ้นมีเหตุผลผูกไว้หมด ชิ้นนี้เก็บไว้เผื่อวันหลัง ชิ้นนั้นเป็นของขวัญจากคนที่รัก ชิ้นโน้นซื้อแพงยังไม่คุ้มทิ้ง

ตู้แบบนั้นจะไม่มีวันรับของใหม่เข้าไปได้เลย แม้จะมีของดีกว่าเดิมมารออยู่หน้าตู้ก็ตาม เพราะข้างในไม่เหลือที่ว่าง

ใจของคนเราก็ปิดไม่สนิทแบบเดียวกัน ถ้าข้างในยังแน่นไปด้วยของเก่า ความโกรธเก่า ความเสียใจเก่า ความเป็นเจ้าของเก่า ๆ ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรแล้ว สิ่งใหม่ที่ควรจะเข้ามาได้ เช่นความสบายใจ ความสัมพันธ์ใหม่ หรือแม้แต่การนอนหลับสนิทในคืนหนึ่ง ก็ผลุบเข้ามาไม่ได้ เพราะข้างในไม่มีที่ว่างเหลือให้มัน

ที่แปลกคือ คนที่ตู้แน่นที่สุด มักเป็นคนที่บ่นว่าตัวเองไม่มีอะไรใหม่เข้ามาในชีวิตเลย ทั้งที่จริง ๆ แล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีของใหม่มาให้ แต่อยู่ที่ไม่มีที่ว่างให้มันวางต่างหาก

ไม่ต้องเทของทั้งตู้ออกมาในวันเดียว แค่แง้มประตูแล้วหยิบออกทีละชิ้นก็พอ

เปิดมือทีละนิ้ว

ถ้าจะเริ่มจริง ๆ ให้เริ่มจากของชิ้นเดียว ไม่ใช่ทั้งตู้ เลือกเสื้อของแม่สักตัวหนึ่ง ตัวที่เราคิดว่าพอจะให้ไปได้ก่อน ไม่ต้องเป็นตัวที่ผูกพันที่สุด แล้วตั้งใจว่าอาทิตย์นี้จะให้มันออกไปจริง ๆ ไม่ใช่แค่คิดว่าจะให้

ก่อนจะให้ ถ้ากลัวว่าจะลืมแม่ ให้ถ่ายรูปเสื้อตัวนั้นเก็บไว้ในโทรศัพท์สักใบหนึ่ง ความทรงจำไม่ได้อยู่ที่เนื้อผ้า มันอยู่ในหัวเราอยู่แล้ว รูปถ่ายใบเดียวพอจะเป็นสะพานให้มือคลายออกได้ง่ายขึ้น

ถ้ายังไม่พร้อมกับของที่ผูกพันมาก ให้ฝึกกับของที่เบากว่าก่อน ร่มสำรองที่ไม่เคยได้ใช้ แก้วกาแฟใบที่สามที่ไม่มีใครหยิบ เสื้อที่ซื้อมาผิดไซส์แล้วเก็บไว้เผื่อลดน้ำหนักสำเร็จ ลองให้ของพวกนี้ออกไปก่อน กล้ามเนื้อของการปล่อยจะแข็งแรงขึ้นทีละนิด แล้ววันหนึ่งเมื่อต้องเจอของที่ยากกว่านี้ มือจะคุ้นกับการคลายมากกว่าเดิม

ส่วนเรื่องที่ไม่ใช่ของ อย่างความโกรธเก่าที่ค้างอยู่กับใครสักคน ให้สังเกตดูว่าเราเล่าเรื่องเดิมซ้ำกับตัวเองบ่อยแค่ไหนในหนึ่งวัน ทุกครั้งที่จับได้ว่ากำลังเล่าซ้ำ ให้พูดกับตัวเองเบา ๆ ว่า "เรื่องนี้ปล่อยได้แล้ว" ไม่ต้องหวังว่าพูดครั้งเดียวแล้วจะหาย พูดร้อยครั้งอาจจะยังไม่หาย แต่ครั้งที่ร้อยเอ็ดอาจเบาลงกว่าครั้งแรกนิดหนึ่ง

ถ้าเรื่องที่ค้างอยู่หนักถึงขั้นเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น ลองตั้งเวลาให้ตัวเองสักสิบนาทีในเย็นวันหนึ่ง เขียนลงกระดาษว่าเรื่องนี้ยึดไว้เพราะอะไร แล้วถามตัวเองว่าถ้าปล่อยไปจริง ๆ ชีวิตเราจะแย่ลงจริงหรือแค่รู้สึกเสียหน้า สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน และบ่อยครั้งสิ่งที่เรากลัวเสียคือความรู้สึก ไม่ใช่ตัวของหรือเงินก้อนนั้นเลย

และเมื่อมีโอกาสให้อะไรสักอย่างกับคนที่ไม่คุ้นเคย ลองให้โดยไม่ต้องรอให้เขาขอบคุณ ไม่ต้องรอให้เขาจำได้ว่าเราเป็นคนให้ นั่นคือจุดที่มือเราคลายออกได้จริง โดยไม่มีเงื่อนไขผูกกลับมาที่ตัวเราเองแม้แต่นิดเดียว

ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ

  • ของที่ยังให้ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเราตระหนี่ แต่เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยไป จะเหลือความว่างเปล่าแทน
  • เริ่มจากของชิ้นเดียว ไม่ต้องเทของทั้งตู้ในคราวเดียว
  • ฝึกปล่อยของเล็กก่อน แล้ววันหนึ่งมือจะคุ้นกับการคลายของที่ใหญ่กว่า

ยังไม่ต้องให้ก็ได้

ถ้าคืนนี้ยังไม่พร้อมเปิดตู้นั้น ก็ไม่เป็นไร

การยังกำอะไรบางอย่างไว้แน่น ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนใจแคบ มันแปลว่าเรายังรักสิ่งนั้นอยู่มากพอที่จะกลัวการสูญเสียมันไปอีกครั้ง

สักวันหนึ่งเราอาจจะเดินผ่านตู้นั้นแล้วรู้สึกว่ามือมันเบาลงเองโดยไม่ต้องฝืน วันนั้นค่อยเปิดก็ได้

ตอนนี้แค่รู้ว่าประตูตู้ยังปิดไม่สนิทอยู่ก็พอแล้ว