ดูแลพ่อป่วยติดเตียง จนลืมว่าตัวเองก็ต้องหายใจ
ตีสองยี่สิบ เสียงกริ่งเล็ก ๆ ข้างเตียงดังขึ้น
พ่อร้องเรียก ไม่ได้เจ็บที่ไหนเป็นพิเศษ แค่อยากพลิกตัว
เราลุกจากที่นอนพับข้างห้อง ร่างที่เพิ่งหลับไปได้ไม่ถึงชั่วโมง
มือข้างหนึ่งประคองไหล่พ่อ อีกข้างสอดใต้หลัง พลิกช้า ๆ ให้แผลกดทับไม่ลามไปกว่านี้
เสร็จแล้วก็นั่งอยู่ตรงนั้นเฉย ๆ มองพ่อหลับต่อ
ตัวเราเองไม่หลับ
มือถือบนโต๊ะสว่างขึ้น เห็นเวลา ตีสองสามสิบ
รู้ตัวว่าอีกไม่ถึงสี่ชั่วโมงจะต้องตื่นไปทำงาน ยิ่งดูเวลายิ่งนอนไม่หลับ
นับคืนไม่ถ้วนแล้วที่เป็นแบบนี้ พลิกตัว ป้อนข้าว เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม วัดไข้ ให้ยา แล้ววนกลับมาพลิกตัวอีกครั้ง
หมุนอยู่แบบนี้มาเจ็ดเดือนแล้ว
กลางวันยังต้องทำงาน กลางคืนต้องดูแล เวลาที่เหลือให้ตัวเองแทบไม่มี
เสียงในหัวที่บอกว่าไม่มีสิทธิ์เหนื่อย
ถ้ามีใครถามว่าเหนื่อยไหม เราจะตอบว่าเหนื่อยนิดหน่อย
แต่คำตอบจริงในใจไม่ใช่แค่นั้น
มีคืนที่เรานั่งเช็ดตัวพ่อแล้วน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะสงสาร แต่เพราะเหนื่อยจนไม่รู้จะประคองต่อไปยังไง
มีบางวินาทีที่ใจแวบคิดว่า เมื่อไหร่จะจบ
แล้วก็รีบตกใจกับความคิดตัวเอง รีบดันมันกลับเข้าไป เหมือนมันเป็นความคิดบาปที่ลูกไม่ควรมี
เรารักพ่อ ไม่ได้สงสัยเรื่องนั้นเลยสักนิด
แต่ความรักกับความเหนื่อยมันอยู่ด้วยกันได้ ทั้งสองอย่างจริงพร้อมกัน
เพื่อนทักมาถามว่าช่วงนี้เป็นไง เราพิมพ์ตอบไปว่าเรื่อย ๆ
ไม่ได้โกหก แค่ไม่รู้จะเริ่มเล่าจากตรงไหน เรื่องบางเรื่องพิมพ์ในแชตไม่ไหว
บางทีก็แอบคิดเทียบกับเพื่อนที่บ่นเรื่องรถติดหรืองานหนัก ใจหนึ่งก็อยากบ่นแบบนั้นบ้าง อีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่าเรื่องของเราหนักกว่านั้นจนพูดออกไปก็คงไม่มีใครเข้าใจ
สิ่งที่หนักที่สุดอาจไม่ใช่งานที่ต้องทำ
แต่เป็นความรู้สึกผิดที่แอบเกิดขึ้นทุกครั้งที่คิดถึงตัวเอง
เหมือนมีเสียงในหัวคอยเตือนว่า เขาป่วยหนักกว่าเรา เราจะมาบ่นอะไร
เสียงนั้นทำให้เราไม่กล้าพักแม้แต่ห้านาที เพราะรู้สึกว่าไม่มีสิทธิ์
จนบางวันตื่นมาแล้วนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่า ก่อนหน้านี้ตัวเองเป็นคนแบบไหน ก่อนที่จะกลายเป็นแค่ "คนดูแลพ่อ"
ภิกษุไข้ที่ไม่มีใครดูแล
มีเรื่องเล่าอยู่ในพระวินัยปิฎก เล่าถึงภิกษุรูปหนึ่งที่อาพาธด้วยโรคท้องร่วง
ท่านนอนจมอยู่กับสิ่งปฏิกูลของตัวเอง ไม่มีใครมาดูแล
ภิกษุรูปอื่นเดินผ่านไปผ่านมา เห็นสภาพในกุฏิแล้วก็ถอยห่าง เพราะดูแลยากและไม่สบายตัว
พระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยมพร้อมพระอานนท์ เห็นเข้าก็ทรงลงมือช่วยอาบน้ำให้ภิกษุรูปนั้นด้วยพระองค์เอง
ไม่ทรงรังเกียจ ไม่ทรงมอบให้ใครทำแทน
จากนั้นทรงเรียกภิกษุทั้งหลายมาประชุม แล้วตรัสว่า
ผู้ใดปรารถนาจะอุปัฏฐากเรา ผู้นั้นพึงอุปัฏฐากภิกษุไข้เถิด
ท่านไม่ได้พูดลอย ๆ ท่านลงมือทำให้ดูก่อน
การดูแลคนป่วยจึงไม่ใช่งานรอง ๆ ที่ทำไปเพราะจำใจ แต่เป็นสิ่งที่ท่านให้คุณค่าสูงมาก สูงพอ ๆ กับการดูแลตัวท่านเอง
นี่พอช่วยให้ใจเบาลงได้บ้าง สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ทุกคืนไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องต่ำต้อยที่ต้องมาแอบทำเงียบ ๆ
แต่ยังมีอีกครึ่งหนึ่งของเรื่องนี้ ที่คนดูแลมักลืมไป
เจ้าจงรักษาเราก่อน
มีพระสูตรหนึ่งชื่อเสทกสูตร เล่าเรื่องนักไต่ราวไม้ไผ่กับศิษย์
นักไต่ราวบอกศิษย์ว่า เจ้าจงรักษาเรา แล้วเราจะรักษาเจ้า เราจะได้ขึ้นเล่นกลได้ปลอดภัยทั้งคู่
ศิษย์กลับตอบว่า ไม่ใช่อย่างนั้นอาจารย์ ต่างคนต่างต้องรักษาตัวเองก่อน แล้วค่อยรักษากันและกัน
พระพุทธเจ้าตรัสรับรองว่าคำของศิษย์ถูกต้อง แล้วสรุปว่า
เมื่อรักษาตน ชื่อว่ารักษาผู้อื่น เมื่อรักษาผู้อื่น ชื่อว่ารักษาตน
ประโยคนี้ฟังดูวนไปวนมา แต่ความหมายตรงมาก
คนที่ยืนบนไม้ไผ่ได้มั่นคง คือคนที่ทรงตัวเองได้ก่อน ไม่ใช่คนที่จ้องแต่จะรับน้ำหนักของอีกฝ่าย
คนดูแลที่ล้มลงไปเอง ช่วยใครต่อไม่ได้แม้แต่คนเดียว
พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกให้ทิ้งภิกษุไข้ไปดูแลตัวเองอย่างเดียว และไม่เคยบอกให้ทุ่มดูแลคนอื่นจนตัวเองล้ม
สองเรื่องนี้ต้องอยู่คู่กัน เหมือนสองมือของคนคนเดียวกัน
หม้อข้าวที่ไม่มีใครหุงเติม
ลองนึกถึงหม้อข้าวที่ตั้งอยู่หน้าบ้าน
มีคนมาตักกินทั้งวัน ตักไปให้พ่อ ตักไปให้งาน ตักไปให้ทุกคนที่ร้องขอ
ถ้าไม่มีใครหุงข้าวเติมลงไปเลย หม้อนั้นก็มีแต่จะแห้งลงเรื่อย ๆ
จนวันหนึ่งก้นหม้อก็โล่ง ไม่เหลืออะไรให้ตักอีก
ไม่ใช่เพราะหม้อใบนั้นไม่ดี แต่เพราะไม่มีใครเติมข้าวลงไปเลยสักครั้ง
ที่แปลกคือ ไม่มีใครอื่นจะมาหุงข้าวเติมหม้อนี้ให้เราหรอก
รอให้คนอื่นสังเกตแล้วยื่นมือมาเติมให้ อาจต้องรอนาน เพราะคนรอบตัวก็มองว่าหม้อนี้ยังมีข้าวอยู่ตราบใดที่เรายังตักให้คนอื่นได้
การดูแลตัวเองก็เหมือนการหุงข้าวเติมหม้อด้วยมือเราเอง
ไม่ใช่การตักข้าวจากหม้อไปกินเองแล้วปล่อยให้คนอื่นอด แต่เป็นการทำให้มีข้าวเหลือพอสำหรับพรุ่งนี้ด้วย
ห้านาทีที่เรานั่งหลับตาหายใจ ไม่ได้แย่งเวลาจากพ่อ
มันคือการเติมข้าวลงหม้อ เพื่อให้พรุ่งนี้ยังมีอะไรให้ตักไปดูแลท่านต่อ
สิบนาทีที่ไม่ได้แย่งเวลาจากใคร
บ่ายสามของวันหนึ่ง ระหว่างพ่อหลับพักเที่ยง มีช่องว่างสิบนาทีเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
แทนที่จะรีบไปซักผ้าที่ค้างอยู่ ลองนั่งลงที่เก้าอี้ริมหน้าต่างดูสักครั้ง
วางมือบนหน้าตัก หลับตา แล้วรู้สึกลมหายใจที่เข้าและออก
ไม่ต้องนับ ไม่ต้องบังคับให้ลึก แค่รู้ว่าตอนนี้กำลังหายใจอยู่
สิบนาทีแบบนี้ไม่ได้ทำให้งานที่ค้างเสร็จเร็วขึ้น
แต่ทำให้มือที่จะกลับไปพลิกตัวพ่อในอีกไม่กี่ชั่วโมง ยังมีแรงเหลืออยู่
ตอนเช็ดตัวพ่อตอนเช้า แทนที่จะปล่อยใจลอยไปคิดเรื่องงานที่ค้าง หรือคิดว่าอีกกี่เดือนกว่าจะจบ
ลองรู้สึกที่มือตัวเองแทน สัมผัสผ้าชุบน้ำอุ่นที่แตะผิวพ่อ น้ำหนักแขนที่ประคองอยู่
งานที่ทำซ้ำทุกวันจนน่าเบื่อ กลายเป็นที่ฝึกสติได้ โดยไม่ต้องหาเวลาเพิ่มเลยสักนาที
ความรู้สึกผิดที่โผล่มาตอนอยากพักบ้าง ไม่ต้องไปเถียงกับมัน
แค่รู้ว่ามันมา แล้วปล่อยให้มันอยู่ตรงนั้น เหมือนแขกที่มาเคาะประตู ไม่ต้องเชิญเข้ามานั่งคุยด้วยทุกครั้ง
มันจะบอกว่าเราเลวร้ายที่อยากพัก แต่นั่นเป็นแค่เสียงหนึ่ง ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
ถ้ามีพี่น้องอยู่ด้วย ลองพูดออกมาตรง ๆ สักครั้งว่าคืนนี้อยากสลับเวรบ้าง
ไม่ต้องรอจนทนไม่ไหวแล้วค่อยพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า
คำขอที่พูดตอนใจยังนิ่ง มักได้รับฟังง่ายกว่าคำขอที่พูดตอนใกล้พัง
และถ้าไม่มีใครสลับให้ได้จริง ๆ ก็ยังมีบางอย่างเล็ก ๆ ที่ทำคนเดียวได้ทุกวัน
จะเป็นชาอุ่นหนึ่งแก้วตอนพ่อหลับ เพลงเก่าที่เคยฟังก่อนเรื่องนี้จะเข้ามา หรือแค่ยืนมองต้นไม้หน้าบ้านสักสองนาที
ไม่ต้องเรียกว่ารางวัล แค่เป็นข้าวเม็ดเล็ก ๆ ที่เติมลงหม้อทุกวัน
และถ้าวันไหนใจหนักจนลุกไม่ขึ้นจริง ๆ ไม่ใช่แค่เหนื่อยธรรมดา การหาคนที่พอจะพูดด้วยได้ ไม่ว่าจะเป็นญาติ คนในชุมชน หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลใจ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
ถ้าจะจำอะไรกลับไปจากคืนนี้ ลองจำสามอย่างนี้พอ
- หายใจสิบครั้งตอนมีช่องว่าง ไม่ต้องรอให้มีเวลาเป็นชั่วโมง
- ความรู้สึกผิดที่อยากพักบ้าง ไม่ใช่หลักฐานว่าเราเป็นลูกที่แย่
- ขอความช่วยเหลือตอนใจยังไหว ไม่ต้องรอจนพังก่อนค่อยขอ
พรุ่งนี้อีกหนึ่งคืน
คืนนี้พ่ออาจจะร้องเรียกอีกสักสองสามรอบ
เราก็จะลุกไปพลิกตัวให้เหมือนเดิม
ไม่มีใครมาบอกได้ว่าเรื่องนี้จะจบเมื่อไหร่ เราเองก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
แต่ระหว่างที่ยังไม่จบ ขอให้มือที่จะประคองพ่อในคืนพรุ่งนี้ ยังเป็นมือที่มีแรงเหลืออยู่บ้าง
ไม่ต้องเหลือมาก แค่พอสำหรับพรุ่งนี้อีกหนึ่งคืนก็พอ
