จับความอยากตอนนิ้วกำลังจะแตะจอเลื่อนรีวิว
เที่ยงคืนสิบเอ็ดนาทีแล้ว
หน้าจอมือถือยังสว่างอยู่ในมือ แสงสีฟ้าฉาบหน้าเราในความมืดของห้องนอน คลิปรีวิวเครื่องใช้ไฟฟ้าคลิปที่ยี่สิบกว่าของคืนนี้กำลังเล่นอยู่ คนในคลิปกำลังพูดถึงข้อดีข้อเสียของเครื่องกรองน้ำที่เราไม่ได้ตั้งใจจะซื้อด้วยซ้ำ
นิ้วโป้งเลื่อนขึ้นเอง ก่อนที่คลิปจะจบด้วยซ้ำ
ครึ่งชั่วโมงที่แล้วเราบอกตัวเองว่าดูอีกคลิปเดียวแล้วจะนอน ยี่สิบนาทีที่แล้วก็บอกอีกครั้ง สิบนาทีที่แล้วก็เหมือนกัน ตอนนี้เราไม่รู้แล้วว่าบอกตัวเองไปกี่รอบ รู้แค่ว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นหกโมง และตอนนี้เข็มนาฬิกาเลยเที่ยงคืนมาสิบเอ็ดนาทีแล้ว
นิ้วขยับก่อนที่ใจจะทันคิด
สิ่งที่แปลกที่สุดของคืนแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเราดูรีวิวนานเกินไป
แต่เป็นว่า เราจำไม่ได้เลยว่าตัดสินใจตอนไหนว่าจะดูคลิปถัดไป
คลิปหนึ่งเล่นจบ นิ้วก็เลื่อนไปแล้ว เหมือนมีใครอีกคนขยับมือเราแทน ทั้งที่ตอนเช้าเรายังคิดอยู่เลยว่าคืนนี้จะเข้านอนแต่หัวค่ำ จะอ่านหนังสือสักบทก่อนนอนด้วยซ้ำ
เราไม่ได้อยากรู้เรื่องเครื่องกรองน้ำจริง ๆ หรอก เราไม่ได้กำลังจะซื้ออะไรทั้งนั้น สินค้าที่ดูรีวิวอยู่นี้บางชิ้นเราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนด้วยซ้ำ
แต่พอคลิปหนึ่งจบ มีความรู้สึกเบา ๆ อยู่ในอกที่บอกว่ายังไม่พอ ต้องดูอีกอันหนึ่ง
ความรู้สึกนั้นมาเร็วมาก เร็วกว่าที่เราจะทันสังเกตด้วยซ้ำ พอรู้ตัวอีกทีนิ้วก็แตะจอไปแล้ว
น่าแปลกที่ตัวคลิปเองแทบไม่เคยทำให้เราอิ่ม ดูจบแล้วไม่ได้รู้สึกว่าได้อะไรเพิ่มขึ้นมาเลย บางทีดูจบยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคลิปก่อนหน้านี้พูดเรื่องอะไร แต่ความรู้สึกที่บอกว่า "อีกอันหนึ่งก็ได้" กลับหนักแน่นกว่าตัวคลิปเสียอีก
รู้สึกอะไรตรงนั้นแหละ ก่อนจะกดคลิปถัดไป
ลองสังเกตดูดี ๆ จะเห็นว่าก่อนนิ้วจะแตะจอ มีจังหวะสั้น ๆ อยู่จังหวะหนึ่ง
จังหวะที่คล้ายกับตอนที่เรานั่งเกาแผลยุงกัด มือมันคันขึ้นมาเอง เกาแล้วก็สบายแค่วูบเดียว จากนั้นคันมากกว่าเดิม แล้วก็เกาอีก
ตอนที่นิ้วเรากำลังจะแตะจอเพื่อดูคลิปถัดไป ในใจไม่ได้มีคำพูดว่า "อยากดูคลิปนี้เพราะอยากรู้" มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยด้วยซ้ำ มีแค่ความรู้สึกไม่สบายอยู่นิดหนึ่งที่บอกว่า ถ้าหยุดตอนนี้จะรู้สึกค้าง
เหมือนมีอะไรบางอย่างจิกอยู่ข้างในแล้วบอกว่า อย่าเพิ่งหยุด อีกอันเดียว
พอเลื่อนไปดูอีกคลิป ความรู้สึกจิกนั้นหายไปแค่ครู่เดียว แล้วก็กลับมาใหม่ทันทีที่คลิปนั้นจบ
เราไม่ได้กำลังหาความรู้เรื่องสินค้า เรากำลังหาทางทำให้ความรู้สึกจิกนั้นหายไป และวิธีเดียวที่เรารู้จักตอนนี้ คือเลื่อนอีกที
ปัญหาคือ วิธีนี้ใช้ไม่ได้จริง เพราะมันแค่ทำให้ความรู้สึกจิกนั้นเงียบไปวูบเดียว แล้วก็กลับมาดังกว่าเดิม เหมือนแผลยุงกัดที่เกาแล้วยิ่งคัน
ตัณหาไม่ใช่แค่เรื่องอยากได้ของ
คำว่าตัณหาในทางธรรม คนมักเข้าใจว่าหมายถึงความอยากได้เงินทอง อยากได้ของ อยากได้คนรัก
แต่ความอยากที่ทำให้นิ้วเราเลื่อนจอตอนตีหนึ่งนั้น เป็นตัณหาแบบเดียวกัน แค่มันเล็กมากจนเราไม่ทันสังเกตว่ามันคือตัณหา
มันคือความอยากที่จะรู้สึกอีกนิด อยากได้อีกหน่อย อยากไม่ให้ความว่างเปล่าในใจอยู่เฉย ๆ
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทว่า
แม่น้ำจะเสมอด้วยตัณหาไม่มี
แม่น้ำไหลลงที่ต่ำเสมอ ไม่เคยไหลย้อนขึ้นที่สูง และไม่มีวันที่แม่น้ำจะไหลจนเต็มแล้วหยุดไหล ตัณหาก็เป็นแบบนั้น มันไม่มีจุดที่พอ ให้เท่าไหร่ก็ไหลไปเรื่อย ๆ
คลิปที่ยี่สิบเราดูจบแล้ว ความรู้สึกก็ยังไม่พอ ถ้าให้ดูถึงคลิปที่สี่สิบ ก็จะยังไม่พออยู่ดี เพราะสิ่งที่ตัณหาต้องการไม่ใช่คลิปที่สี่สิบเอ็ด แต่เป็นการดับไปของความรู้สึกจิกในอกนั้น ซึ่งคลิปให้ไม่ได้
ท่านยังตรัสไว้อีกแห่งหนึ่งว่า
ความโศกเกิดจากความอยาก ภัยเกิดจากความอยาก
ฟังดูเป็นเรื่องใหญ่ ฟังดูไกลจากการเลื่อนมือถือดูรีวิว แต่ถ้าลองดูให้ดี ความกังวลเล็ก ๆ ที่ตามมาหลังจากวางมือถือลง ที่ว่าพรุ่งนี้จะตื่นไม่ไหว ที่ว่าเสียเวลาไปอีกคืนหนึ่งโดยไม่ได้อะไรขึ้นมา นั่นก็คือความโศกในระดับเล็ก ๆ ที่งอกออกมาจากความอยากอันเดียวกันนั้นเอง
ท่านไม่ได้บอกให้เราห้ามตัวเองไม่ให้อยากอะไรเลย เพราะนั่นทำไม่ได้จริง สิ่งที่ท่านชี้ให้เห็นคือ ต้นตอของความทุกข์เล็ก ๆ แบบนี้อยู่ตรงความอยากที่เราไม่ทันเห็น ไม่ใช่อยู่ที่ตัวคลิปหรือตัวสินค้า
แก้วน้ำที่เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม
ลองนึกภาพแก้วน้ำใบหนึ่งที่ก้นแก้วมีรูเล็ก ๆ เจาะอยู่
เรารินน้ำลงไป น้ำก็ไหลออกทางรูนั้นตลอดเวลา แก้วจึงไม่มีวันเต็ม เราเห็นแก้วพร่องอยู่ ก็คิดว่าต้องรินเพิ่มอีกหน่อย รินไปเรื่อย ๆ ก็ยังพร่องอยู่ดี
ทีนี้ถ้าเราไม่มัวแต่ก้มหน้ารินน้ำ แล้วยกแก้วขึ้นมาดูใกล้ ๆ สักครั้ง เราจะเห็นรูนั้น
การเลื่อนจอดูคลิปแล้วคลิปเล่า ก็เหมือนการรินน้ำใส่แก้วใบนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่เคยยกแก้วขึ้นมาดูว่าทำไมมันไม่เต็มสักที เราคิดว่าต้องดูอีกคลิป อีกคลิป จนกว่าจะรู้สึกพอ แต่ความรู้สึกพอไม่เคยมาถึง เพราะรูรั่วอยู่ที่ใจเรา ไม่ได้อยู่ที่จำนวนคลิป
สิ่งที่น่าสนใจคือ แค่รู้ว่ามีรูอยู่ตรงนั้น ก็ช่วยได้มากแล้ว อย่างน้อยเราจะเลิกโทษว่าคลิปไม่สนุกพอ หรือสินค้าที่รีวิวไม่น่าสนใจพอ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลยสักนิด
จับตอนนิ้วกำลังจะแตะจอ
ตรงนี้คือส่วนที่ยากที่สุด เพราะรู้แบบนี้แล้วก็ยังพบว่า พรุ่งนี้กลางคืน นิ้วก็ยังเลื่อนอยู่ดี
ที่เป็นแบบนั้นไม่ใช่เพราะเราไม่มีวินัย แต่เพราะเราพยายามหยุดผิดจังหวะ เราไปพยายามหยุดตอนที่กำลังดูคลิปที่สิบห้าไปแล้ว ซึ่งตอนนั้นแรงเหวี่ยงมันไปไกลเกินจะหยุดง่าย ๆ
จังหวะที่พอทำอะไรได้จริง อยู่ก่อนหน้านั้นนิดเดียว คือตอนที่คลิปหนึ่งเพิ่งจบ และนิ้วกำลังจะยกขึ้นเพื่อเลื่อนไปคลิปถัดไป
ตรงนั้นแหละคือประตู เป็นเสี้ยววินาทีที่สั้นมาก แต่มีอยู่จริงทุกครั้ง
สิ่งที่พอทำได้ในเสี้ยววินาทีนั้น ไม่ใช่การบังคับตัวเองให้วางมือถือทันที เพราะยิ่งบังคับแรงเท่าไหร่ ใจก็ยิ่งดิ้นกลับมาแรงเท่านั้น สิ่งที่ทำได้จริงคือแค่หยุดนิ้วไว้ครึ่งวินาที แล้วถามเบา ๆ ในใจว่า ตอนนี้อกรู้สึกยังไง
แค่นั้นเอง ไม่ต้องหาคำตอบให้ได้ ไม่ต้องวิเคราะห์ว่าทำไมถึงอยากดูต่อ แค่รู้สึกถึงความจิกเบา ๆ ที่อยู่ตรงอกสักครู่หนึ่ง เหมือนที่เราเคยรู้สึกถึงมือคันตอนอยากเกา
พอรู้สึกถึงมันโดยไม่รีบเกา ความจิกนั้นจะไม่หายไปทันที แต่มันจะเบาลงเองภายในไม่กี่ลมหายใจ เพราะสิ่งที่ทำให้มันแรงขึ้นเรื่อย ๆ คือการที่เราวิ่งตามมันตลอดเวลาโดยไม่เคยหยุดดูมันเลย
คืนไหนที่จับจังหวะนี้ได้ อาจจะยังเลื่อนต่ออีกสักสองสามคลิป นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว การที่เรารู้ตัวสักครั้งหนึ่งท่ามกลางคลิปที่ยี่สิบ ก็ยังดีกว่าไม่รู้ตัวเลยสักครั้ง
อีกอย่างที่ช่วยได้จริงคือ ก่อนหยิบมือถือขึ้นมาดูตอนกลางคืน ลองวางไว้ให้ไกลจากมือสักหนึ่งช่วงแขน ไม่ใช่เพราะระยะทางจะหยุดความอยากได้ แต่เพราะระยะเวลาที่ต้องลุกไปหยิบนั้น มักจะพอให้เสี้ยววินาทีของการรู้ตัวโผล่ขึ้นมาได้ทัน
และถ้าคืนไหนรู้ตัวว่ากำลังเลื่อนอยู่ ให้ลองวางมือถือคว่ำหน้าจอลงบนที่นอนสักครู่หนึ่งก่อน ไม่ต้องปิดแอปเลยก็ได้ แค่คว่ำไว้แล้วหายใจเข้าออกสักสามครั้ง ถ้าหลังจากนั้นยังอยากดูต่อจริง ๆ ก็หยิบมาดูต่อได้ ไม่ผิดอะไร แค่ให้มีช่องว่างสามลมหายใจนั้นคั่นอยู่ระหว่างความอยากกับนิ้วที่จะแตะจอ
หลวงปู่เทียนเคยสอนไว้ว่าให้รู้สึกตัวในทุกการเคลื่อนไหว ไม่จำเป็นต้องเป็นการเคลื่อนไหวใหญ่โต แค่การพลิกมือหรือขยับนิ้วก็รู้ตัวได้ นิ้วที่กำลังจะแตะจอมือถือก็เป็นการเคลื่อนไหวแบบเดียวกัน เป็นที่ฝึกรู้ตัวได้ทุกคืนโดยไม่ต้องไปนั่งในท่าไหนเป็นพิเศษ
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ
- ความรู้สึกที่บอกว่าต้องดูอีกอันหนึ่ง ไม่ใช่ความจริงที่ต้องเชื่อตาม มันเป็นแค่ความรู้สึกจิกเบา ๆ ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปได้
- จังหวะที่ทำอะไรได้ คือตอนที่คลิปเพิ่งจบและนิ้วกำลังจะยกขึ้น ไม่ใช่ตอนที่เลื่อนไปไกลแล้ว
- แค่หยุดนิ้วไว้ครึ่งวินาทีแล้วรู้สึกถึงอกเฉย ๆ โดยไม่ต้องรีบหาคำตอบ
คืนนี้อาจจะยังเลื่อนอยู่
ถ้าคืนนี้อ่านจบแล้วยังวางมือถือไม่ลง ก็ไม่เป็นไร
การรู้จักตัณหาไม่ได้แปลว่าตัณหาจะหายไปในคืนเดียว มันเป็นแค่เพื่อนเก่าที่อยู่กับเรามานาน จะให้เลิกรู้จักกันในทันทีก็คงยาก
พรุ่งนี้กลางคืน นิ้วเราอาจจะยังเลื่อนจออยู่เหมือนเดิม แต่ถ้าสักครั้งหนึ่งในคืนนั้น เรารู้สึกตัวได้ทันตอนที่คลิปเพิ่งจบ แล้วหยุดนิ้วไว้ครึ่งวินาที นั่นก็ถือว่าคืนนั้นไม่เหมือนคืนก่อน ๆ แล้ว
แค่นั้นก็พอสำหรับคืนหนึ่งแล้ว
