เข่าไม่ไหว นั่งขัดสมาธิไม่ได้ นั่งเก้าอี้ภาวนาได้จริงไหม
สามทุ่ม ห้องพระเงียบ ธูปจุดไว้แล้ว เบาะรองนั่งก็จัดไว้เรียบร้อย
เราคุกเข่าลงช้า ๆ พยายามพับขาเข้าท่าขัดสมาธิเหมือนที่เคยทำมาสิบกว่าปี
ยังไม่ทันหลับตา เข่าข้างขวาก็ส่งสัญญาณเตือนมาก่อน เป็นความปวดแบบตื้อ ๆ ที่คุ้นเคยดี ปวดแบบที่รู้อยู่แก่ใจว่าถ้าฝืนนั่งต่อ พรุ่งนี้จะเดินขึ้นบันไดไม่ไหว
เราขยับท่า พยายามหาวิธีนั่งที่พอทนได้ ขยับซ้าย ขยับขวา สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่านั่งขัดสมาธิแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว
เอื้อมมือไปหยิบเก้าอี้มาวางตรงหน้าที่บูชา แล้วก็นั่งลง หลังตรง เท้าสองข้างวางราบกับพื้น
พอนั่งเสร็จ ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาทันที
"แบบนี้จะเรียกว่าภาวนาได้จริงไหม"
ไม่มีใครตอบคำถามนี้ตรงหน้าเราหรอก มีแต่เสียงพัดลมที่หมุนอยู่เบา ๆ และเสียงนาฬิกาที่เดินต่อไปเรื่อย ๆ
เจ็บที่เข่า แต่อายที่ใจ
ความเจ็บที่เข่าเป็นเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่หมอตรวจได้ เอกซเรย์เห็นได้ กระดูกสึกจริง เส้นเอ็นอักเสบจริง
แต่มีความรู้สึกอีกอย่างที่ซ้อนอยู่ข้างใน ความรู้สึกที่อธิบายให้ใครฟังยาก
รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโกงกฎ
รู้สึกว่าคนอื่นเขานั่งขัดสมาธิได้เป็นชั่วโมง หลังตรง นิ่งเหมือนพระพุทธรูป ส่วนเรานั่งบนเก้าอี้เหมือนคนที่ยังเข้าไม่ถึงอะไรสักอย่าง
บางคืนถึงกับคิดว่า งั้นก็เลิกนั่งไปเลยดีกว่า ถ้านั่งแบบ "ถูกต้อง" ไม่ได้แล้ว จะฝืนนั่งแบบผิด ๆ ไปทำไม
ความคิดแบบนี้แปลกดี เพราะจริง ๆ แล้วเราไม่ได้อยากเลิกภาวนา เราแค่อยากได้ความสงบเหมือนที่เคยได้
แต่ความอายมันดังกว่าความอยากสงบ มันเลยลากเราออกจากเบาะไปนั่งเฉย ๆ อยู่หลายคืน
พอลองสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าความอายนี้ไม่ได้มาจากพระ ไม่ได้มาจากใคร มาจากภาพในหัวเราเองที่วาดไว้ว่า "คนภาวนาที่ดี" ต้องนั่งท่าไหน
ภาพนั้นอาจจะมาจากรูปพระพุทธรูปที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก มาจากคลิปที่เคยดู มาจากตอนที่เรายังหนุ่มยังสาวและขาไม่เคยมีปัญหา
บางคนถึงขั้นไม่กล้าบอกใครว่าตัวเองเปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ กลัวโดนมองว่าไม่มีความเพียร กลัวโดนถามว่าทำไมไม่ฝืนสักหน่อย ทั้งที่ความจริงคนที่ถามอาจจะไม่เคยปวดเข่าแบบนี้เลยสักครั้ง
ท่านั่งไม่ใช่เรื่องที่พระพุทธเจ้าเป็นห่วง
ลองย้อนกลับไปดูคำสอนเรื่องการเจริญสติดี ๆ จะเห็นว่าไม่มีตรงไหนเลยที่บอกว่าต้องนั่งขัดสมาธิเท่านั้นถึงจะนับ
ในสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ท่านสอนเรื่องการมีสติรู้กายนั้น ท่านพูดถึงอิริยาบถไว้ครบทั้งสี่แบบ ไม่ได้เจาะจงแบบเดียว
เมื่อเดิน ก็รู้ชัดว่ากำลังเดิน เมื่อยืน ก็รู้ชัดว่ากำลังยืน เมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่ากำลังนั่ง เมื่อนอน ก็รู้ชัดว่ากำลังนอน
สังเกตดูคำที่ท่านใช้ ท่านไม่ได้บอกว่า "นั่งแบบไหน" ท่านบอกแค่ว่า "รู้ชัดว่ากำลังทำอะไรอยู่"
นั่งบนเบาะก็รู้ชัดว่านั่งได้ นั่งบนเก้าอี้ก็รู้ชัดว่านั่งได้เหมือนกัน ร่างกายอยู่ตรงไหน สติก็ตามไปอยู่ตรงนั้น
สิ่งที่ท่านให้ความสำคัญจริง ๆ อยู่ที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่ขา ในธรรมบทมีบทหนึ่งที่เป็นเหมือนแก่นของคำสอนทั้งหมด
ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ
ใจเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ขา ถ้าใจตั้งมั่นอยู่กับลมหายใจได้ ไม่ว่าขาจะพับอยู่บนเบาะหรือห้อยอยู่ข้างเก้าอี้ ผลที่ได้ก็มาจากที่เดียวกัน
ท่านั่งจึงเป็นแค่เครื่องมือที่ช่วยพยุงร่างกายให้อยู่นิ่งพอจะให้ใจทำงานได้สะดวก ไม่ใช่ตัวเป้าหมายเอง เหมือนไม้เท้าที่ช่วยพยุงเดิน ไม้เท้าไม่ได้ทำให้คนคนหนึ่งเดินเก่งขึ้นหรือแย่ลง มันแค่ช่วยให้เดินถึงที่หมายได้เหมือนกัน
ร่างกายเราเปลี่ยนไปตามวัยเป็นธรรมดา เข่าที่เคยงอสบายตอนอายุสามสิบ พออายุห้าสิบหกสิบก็เริ่มมีเสียงกรอบแกรบตอนขึ้นบันได นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ต้องเจอถ้าอายุยืนพอ
เรื่องท่านั่งจึงเป็นเรื่องของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ไม่ใช่เรื่องของความศรัทธาที่ลดลง คนละเรื่องกันเลย
หม้อคนละใบ ข้าวก็สุกเหมือนกันได้
ลองนึกถึงตอนหุงข้าวดู
บ้านหนึ่งหุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้า อีกบ้านหุงด้วยหม้อดินบนเตาฟืน อีกบ้านอาจจะหุงด้วยกระทะเวลาไปตั้งแคมป์
หม้อแต่ละใบหน้าตาไม่เหมือนกันเลย ใบหนึ่งกลม ใบหนึ่งมีหูจับ ใบหนึ่งบุบมาจากการใช้งานหนัก
แต่สิ่งที่อยู่ข้างในหม้อทุกใบ ถ้าไฟถึง น้ำพอดี เวลาได้ ก็คือข้าวสุกเหมือนกัน
ไม่มีใครถามว่าข้าวจากหม้อไฟฟ้ากับข้าวจากหม้อดินอันไหน "สุกจริงกว่ากัน" เพราะสิ่งที่ตัดสินว่าสุกหรือไม่สุก อยู่ที่เนื้อข้าวข้างใน ไม่ใช่รูปร่างหม้อข้างนอก
ท่านั่งก็เหมือนหม้อ เบาะก็เป็นหม้อใบหนึ่ง เก้าอี้ก็เป็นหม้ออีกใบหนึ่ง
สิ่งที่ต้อง "สุก" จริง ๆ อยู่ข้างใน คือใจที่ค่อย ๆ นิ่งลง ลมหายใจที่ค่อย ๆ ช้าลง ความคิดที่ค่อย ๆ เบาลง
ถ้าข้างในสุกได้ หม้อใบไหนก็ไม่ใช่ปัญหา คนที่นั่งเก้าอี้แล้วใจนิ่งจริง กับคนที่นั่งขัดสมาธิแต่ใจฟุ้งทั้งชั่วโมง สองคนนี้ใครได้ภาวนามากกว่ากัน คำตอบคงไม่ได้อยู่ที่ท่านั่งของใครเลย
นั่งเก้าอี้ภาวนา ให้นั่งแบบนี้
ถ้าจะเปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ มีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ช่วยให้นั่งได้นิ่งขึ้นจริง
เลือกเก้าอี้ที่มีพนักตรง ไม่ใช่โซฟานุ่ม ๆ ที่ทำให้หลังงอ นั่งให้ก้นชิดขอบในของเก้าอี้ หลังตั้งตรงโดยไม่ต้องพิงพนัก ถ้าพิงไม่ได้จริง ๆ เพราะปวดหลังส่วนล่าง จะหาหมอนใบเล็กมารองที่โค้งหลังก็ได้ ไม่ผิดกติกาอะไร
เท้าสองข้างวางราบกับพื้นให้เต็มฝ่าเท้า ไม่ไขว่ห้าง ไม่เอาขาข้างหนึ่งทับอีกข้าง เพราะการไขว่ห้างจะไปกดเส้นเลือดที่ขาโดยไม่รู้ตัว นั่งนานเข้าจะชาแทน
มือสองข้างวางบนตัก หรือจะวางคว่ำบนหน้าขาเบา ๆ ก็ได้ ไม่ต้องเกร็ง ปล่อยไหล่ลงให้สบาย คนที่นั่งเก้าอี้ใหม่ ๆ มักจะยกไหล่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว ลองสังเกตไหล่ตัวเองดูสักครั้งระหว่างนั่ง
ช่วงเวลาที่นั่งได้ดี มักเป็นตอนเช้าหลังตื่นนอนสัก 15 นาที ก่อนที่ความคิดเรื่องงานจะเข้ามาเต็มหัว หรือตอนก่อนนอนสัก 10-15 นาที เป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มผ่อนคลายจากทั้งวันแล้ว
เริ่มจากสั้น ๆ ก่อน ตั้งเวลาไว้สัก 10 นาทีพอ ไม่ต้องเทียบกับตอนที่เคยนั่งขัดสมาธิได้ครึ่งชั่วโมง ร่างกายตอนนี้ไม่ใช่ร่างกายเมื่อสิบปีก่อน เวลาที่นั่งได้จริงต่างหากที่มีความหมาย ไม่ใช่เวลาที่เคยนั่งได้เมื่อก่อน
ระหว่างนั่ง ถ้ามีอาการปวดเมื่อยตามธรรมชาติ ให้รู้ว่าปวด แล้วค่อยขยับเปลี่ยนท่าได้ ไม่ต้องฝืนจนสั่น การฝืนความเจ็บไม่ได้ทำให้สมาธิดีขึ้น มีแต่จะทำให้ใจไปวนอยู่กับความเจ็บแทนที่จะอยู่กับลมหายใจ
บางคืนที่เข่าปวดมากจนนั่งเก้าอี้ก็ยังไม่สบายตัว จะเปลี่ยนไปเดินจงกรมช้า ๆ ในห้องแทนก็ได้ เดินไปมาสั้น ๆ พร้อมรู้สึกถึงฝ่าเท้าที่แตะพื้นทีละก้าว นั่นก็เป็นการภาวนาเหมือนกัน ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย
มีอีกเรื่องที่ช่วยได้มาก คือเลิกเทียบกับภาพคนอื่นที่นั่งขัดสมาธินิ่ง ๆ ในหัวเราเอง เพราะเราไม่มีทางรู้จริงว่าใจของคนที่นั่งท่านั้นสงบจริงหรือแค่ร่างกายนิ่ง ความสงบเป็นเรื่องที่วัดจากข้างในของแต่ละคน เทียบกันไม่ได้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น
ถ้าวันไหนนั่งเก้าอี้แล้วยังฟุ้งอยู่ดี ก็ไม่ต้องตกใจ เป็นเรื่องปกติของการเริ่มต้นท่าใหม่ ร่างกายกับใจต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยกันสักพัก เหมือนตอนที่เคยหัดนั่งขัดสมาธิครั้งแรก ๆ ก็ไม่ได้นิ่งตั้งแต่คืนแรกเหมือนกัน
ถ้าจะให้จำสั้น ๆ ลองจำสามอย่างนี้พอ
- หลังตรง เท้าราบกับพื้น ไหล่ปล่อยสบาย ไม่ต้องเกร็ง
- เริ่มจากเวลาสั้น ๆ ที่ทำได้จริง ไม่ใช่เวลาที่เคยทำได้เมื่อก่อน
- ปวดแล้วขยับได้ ไม่ใช่เรื่องผิดกติกา
คืนนี้นั่งเก้าอี้ก็ได้
ถ้าคืนนี้ต้องนั่งเก้าอี้แทนเบาะ ก็ไม่ได้แปลว่าเราถอยห่างจากการภาวนา
เข่าที่ปวดไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับใจของเราเลย มันบอกแค่ว่าร่างกายผ่านการใช้งานมานานพอที่จะต้องเปลี่ยนท่าได้แล้ว
พระพุทธรูปที่นั่งขัดสมาธินิ่งสงบ ก็เป็นแค่รูปแบบหนึ่งที่คนโบราณเลือกใช้เล่าเรื่องความสงบ ไม่ใช่กติกาที่บังคับว่าความสงบต้องมาในท่านั้นเท่านั้น
คืนนี้นั่งบนเก้าอี้ หลังตรง ลมหายใจเข้าออกช้า ๆ สักสิบนาที
แค่นั้นก็นับว่านั่งจริงแล้ว
พรุ่งนี้เข่าอาจจะยังปวดอยู่เหมือนเดิม แต่ใจที่ได้นั่งนิ่งไปสิบนาทีเมื่อคืนนี้ จะยังอยู่กับเราต่อไป
