หน้าแรก/บทความ/ชีวิตและธรรมะ
ลูกโทรมาขอเงินอีกแล้ว ครั้งที่เท่าไหร่จำไม่ได้
ชีวิตและธรรมะ

ลูกโทรมาขอเงินอีกแล้ว ครั้งที่เท่าไหร่จำไม่ได้

21 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

บ้านเงียบแล้ว ทีวีปิดไปตั้งแต่สองทุ่ม อีกคนในบ้านหลับไปก่อนหน้านี้แล้ว

โทรศัพท์สั่นอยู่บนโต๊ะข้างเตียง สามทุ่มครึ่ง

เห็นชื่อขึ้นจอปุ๊บ ใจก็รู้ทันทีว่าเรื่องอะไร

รับสาย เสียงลูกพูดอ้อมไปอ้อมมาอยู่พักหนึ่ง ถามเรื่องงาน ถามเรื่องสุขภาพเรา ก่อนจะเข้าเรื่องจริง

ขอยืมเงินอีกแล้ว

ครั้งที่เท่าไหร่ เราจำไม่ได้แล้วจริง ๆ

จำได้แต่ว่าเดือนก่อนก็เพิ่งโอนให้ไปก้อนหนึ่ง เดือนก่อนหน้านั้นก็เหมือนกัน

เรารับปากเหมือนทุกครั้ง บอกว่าพรุ่งนี้เช้าจะโอนให้

วางสายแล้ว เรานั่งนิ่งอยู่กับที่ มือยังกำโทรศัพท์อยู่ แต่ในใจไม่รู้จะเก็บความรู้สึกนี้ไว้ตรงไหน

ลุกไปเปิดแอปธนาคารดูยอดเงินในบัญชี เผื่อพรุ่งนี้จะโอนให้ได้โดยไม่ต้องขยับเงินก้อนอื่น

ยอดยังพอ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

แต่มีอะไรบางอย่างในอกที่ไม่พอ

เงินให้ไปได้ แต่ใจมันหนักกว่านั้น

เราให้เงินได้ จำนวนนั้นไม่ได้ทำให้เราเดือดร้อนจนเกินไป

ที่หนักไม่ใช่ตัวเลขในบัญชี

แต่เป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาเงียบ ๆ ทุกครั้งหลังวางสาย

เราเลี้ยงเขามาผิดตรงไหน เขาถึงยังพึ่งตัวเองไม่ได้สักที

หรือจริง ๆ แล้วเราเองนั่นแหละที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ เพราะเราไม่เคยปฏิเสธเขาสักครั้ง

มีความโกรธแทรกอยู่ด้วยนิดหนึ่ง โกรธที่เขาไม่เคยถามว่าเราสบายดีไหม โกรธที่เขาโทรมาเฉพาะตอนเดือดร้อน

แล้วก็มีความรู้สึกผิดตามมาติด ๆ ที่ดันไปโกรธลูกตัวเอง เขาเป็นลูกเรานะ ใครจะช่วยเขาถ้าไม่ใช่เรา

บางทีก็อดเทียบไม่ได้ว่าลูกบ้านอื่นทำไมดูตั้งตัวได้ มีงานมั่นคง ไม่เคยต้องโทรมาแบบนี้

พอคิดแบบนั้นก็รู้สึกผิดซ้อนเข้าไปอีกชั้น เหมือนกำลังเอาลูกตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครก็ไม่รู้

นึกย้อนไปตอนเขายังเล็ก เวลาเขาหกล้มเราวิ่งเข้าไปอุ้มโดยไม่ทันคิด

ตอนนี้เขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ท่าทีในใจเรายังเหมือนเดิม ยังอยากวิ่งเข้าไปอุ้มทุกครั้งที่เขาล้ม

ความรู้สึกพวกนี้ไม่ได้มาทีละอย่าง มันมาพร้อมกันเป็นก้อนเดียว จนแยกไม่ออกว่าอะไรคือความรักกันแน่ อะไรคือความกลัว

กลัวว่าถ้าไม่ให้ เขาจะเดือดร้อนจริง ๆ

กลัวว่าถ้าไม่ให้ เขาจะน้อยใจ จะห่างจากเราไปอีก

พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกให้เลิกรัก

เรื่องนี้ในพระไตรปิฎกก็มี เล่าถึงชายคนหนึ่งที่ลูกชายตายไป เขาเศร้าโศกจนทำอะไรไม่ได้ ไม่กินข้าว ไม่ทำงาน ได้แต่เดินไปที่ป่าช้าแล้วร้องถามหาลูก

มีคนแนะให้เขาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

พระองค์ฟังเขาเล่าจนจบ แล้วตรัสเพียงประโยคเดียวว่า ความโศกเศร้า ความคร่ำครวญ ความทุกข์ทั้งหลาย เกิดจากสิ่งที่เรารัก

ชายคนนั้นไม่พอใจคำตอบนี้เลย เดินออกไปพร้อมความน้อยใจ คิดว่าความรักทำให้มีความสุขต่างหาก ทำไมถึงบอกว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์

เรื่องนี้ไปถึงหูพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์เอาไปถามพระนางมัลลิกา มเหสีของท่าน

พระนางถามกลับสั้น ๆ ว่า พระองค์รักพระราชธิดาไหม รักพระองค์เองไหม

พระเจ้าปเสนทิโกศลตอบว่ารัก

พระนางจึงว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่พระองค์รักเหล่านั้น พระองค์จะทุกข์ไหม

คำตอบนั้นแหละคือคำตอบของพระพุทธเจ้า

ท่านไม่ได้บอกให้เลิกรักใคร ท่านบอกความจริงข้อหนึ่งเท่านั้น ที่ใดมีของรัก ที่นั่นมีทุกข์ซ่อนอยู่ด้วยเสมอ

จากที่รักย่อมเกิดความโศก จากที่รักย่อมเกิดความกลัว ผู้ใดไม่มีสิ่งที่รัก ผู้นั้นย่อมไม่มีความโศก ที่ไหนจะมีความกลัว

ท่านไม่ได้ให้เราหยุดรักลูก การรักลูกไม่ใช่เรื่องผิด

แต่ท่านชี้ให้เห็นว่า ความทุกข์ที่เรากำลังแบกอยู่ตอนนี้ ไม่ได้มาจากตัวลูกโดยตรง

มันมาจากภาพที่เราวาดไว้ในใจว่าลูกควรจะเป็นแบบไหน ควรพึ่งตัวเองได้เมื่อไหร่ ควรโทรมาหาเราด้วยเรื่องอะไรบ้าง

เหมือนเราถือแบบพิมพ์เขียวไว้ในใจแผ่นหนึ่ง เขียนไว้ว่าลูกวัยนี้ควรมีงานมั่นคง ควรมีเงินเก็บ ควรไม่ต้องพึ่งพ่อแม่แล้ว

พอชีวิตจริงของเขาไม่ตรงกับแบบพิมพ์เขียวนั้น เราก็ทุกข์ทุกครั้งที่เห็นช่องว่างระหว่างสองอย่างนี้

พอความจริงไม่ตรงกับภาพนั้น ทุกข์ก็เกิด

ไม่ใช่เพราะลูกทำผิด และไม่ใช่เพราะเราทำผิดที่รัก แต่เพราะเรากำลังยึดภาพหนึ่งไว้แน่นเกินไป

โอ่งที่มีรอยร้าว

ลองนึกถึงโอ่งน้ำใบใหญ่ที่บ้านต่างจังหวัด ใบที่มีรอยร้าวเล็ก ๆ อยู่ก้นโอ่ง

มองจากข้างนอกแทบไม่เห็น

แต่เทน้ำลงไปเท่าไหร่ น้ำก็ไม่เคยเต็มสักที

เพราะมันไหลออกทางรอยร้าวตลอดเวลา ไหลช้า ๆ จนบางทีเราลืมไปด้วยซ้ำว่ามันกำลังไหลออกอยู่

เราเห็นแค่ว่าโอ่งพร่อง ก็เติมน้ำเข้าไปอีก เติมทุกวัน จนวันหนึ่งก็สงสัยว่าทำไมหาบน้ำมาเติมทั้งชีวิตแล้วโอ่งใบนี้ก็ยังไม่เต็มสักที

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราหาบน้ำน้อยไป

ปัญหาอยู่ที่รอยร้าว ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับปริมาณน้ำที่เราให้

เงินที่เราส่งให้ลูกก็เหมือนน้ำที่เราเทลงโอ่ง ถ้าสิ่งที่ทำให้เขาขาดเงินซ้ำ ๆ ยังไม่ได้รับการแก้ เราเทน้ำเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเต็ม

การหาบน้ำมาเติมไม่ใช่เรื่องผิด ความรักของพ่อแม่ไม่มีวันผิด

แต่บางที สิ่งที่ต้องทำอาจไม่ใช่หาบน้ำให้หนักขึ้น อาจเป็นการก้มลงมองที่ก้นโอ่งสักครั้ง ดูให้เห็นว่ารอยร้าวนั้นอยู่ตรงไหนกันแน่

บางทีรอยร้าวนั้นเราคนเดียวมองไม่เห็นทั้งหมด ต้องคุยกับคนอื่นในบ้าน หรือคุยกับลูกเองตรง ๆ ถึงจะเห็นชัดขึ้น

จะดูแลใจตัวเองยังไง เวลาโทรศัพท์ดังอีกครั้ง

ก่อนโทรศัพท์จะดังอีกครั้ง มีเรื่องหนึ่งที่พอสำรวจล่วงหน้าได้

ลองตั้งตัวเลขในใจไว้เงียบ ๆ ว่าเดือนหนึ่งเราให้ได้เท่าไหร่ โดยไม่ต้องดึงเงินเก็บของตัวเองมาใช้

ลองจดตัวเลขที่ให้ไปแต่ละครั้งไว้ในสมุดเล่มเล็ก ไม่ใช่เพื่อทวงคืน แต่เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าปีหนึ่งเราให้ไปเท่าไหร่แล้ว

ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว

มันคือเส้นที่ทำให้เรารู้ว่า ตอนไหนที่เรากำลังให้ด้วยน้ำใจ และตอนไหนที่เรากำลังเบียดเบียนอนาคตของตัวเองไปเงียบ ๆ

พอโทรศัพท์ดังขึ้นจริง ๆ ให้ลองรับสายแล้วฟังให้จบก่อน ไม่ต้องตอบทันที

บอกลูกว่าขอเวลาคิดสักคืนหนึ่ง แค่นั้นพอ

คืนนั้นเอง ลองเอามือวางบนอก หายใจเข้าออกช้า ๆ สักสิบครั้ง

ถามใจตัวเองว่า ที่จะให้ครั้งนี้ ให้เพราะรัก หรือให้เพราะกลัวเขาโกรธ

คำตอบไม่ต้องรีบหา แค่ถามไว้ก่อน ใจจะค่อย ๆ เผยคำตอบเองในคืนนั้นหรือคืนถัดไป

อีกเรื่องที่ช่วยได้ คือชวนลูกคุยตอนที่ทั้งสองฝ่ายใจนิ่ง ไม่ใช่ตอนที่เขากำลังเดือดร้อนอยู่ตรงหน้า

เพราะตอนนั้นทุกคำที่เราพูดจะฟังดูเหมือนเรากำลังต่อรองเรื่องความรัก

ลองหาวันหยุดสักวัน นั่งกินข้าวด้วยกันเฉย ๆ

แล้วค่อยเล่าให้เขาฟังตรง ๆ ว่าเราก็มีเรื่องที่ต้องเก็บเงินไว้ใช้ในวัยที่ทำงานไม่ไหวแล้วเหมือนกัน

ไม่ต้องพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ พูดเหมือนเล่าความจริงข้อหนึ่งให้ฟัง

ถ้าเป็นไปได้ ลองชวนเขาคุยด้วยว่ารายจ่ายที่ทำให้ต้องขอเงินซ้ำ ๆ นั้นคืออะไรกันแน่ บางทีคำตอบอาจอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่ที่ตัวเลขที่เราโอนให้

ถ้าครั้งไหนตัดสินใจให้ ก็ให้ด้วยใจที่เต็ม ไม่ต้องบ่นตามหลัง เพราะให้แล้วบ่น เท่ากับเก็บเงินนั้นคืนมาครึ่งหนึ่งด้วยคำพูด

ถ้าครั้งไหนตัดสินใจไม่ให้ ก็บอกตรง ๆ ด้วยน้ำเสียงเดิม ไม่ต้องแก้ตัวยืดยาว เขาจะเข้าใจจากน้ำเสียงเราเองว่าเรื่องนี้จบแล้ว

ลองจำสามเรื่องนี้กลับไปพอ

  • ตั้งเลขไว้ล่วงหน้าว่าให้ได้เท่าไหร่โดยไม่กระทบตัวเอง
  • ก่อนตอบรับสายที่ขอเงิน ขอเวลาคิดหนึ่งคืนเสมอ
  • ให้แล้วอย่าบ่น ไม่ให้แล้วอย่าแก้ตัว พูดด้วยน้ำเสียงเดียวกัน

คืนนี้โทรศัพท์อาจจะยังไม่เงียบ

ถ้าคืนนี้เรายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะให้ดีไหม ก็ไม่เป็นไร

ไม่มีพ่อแม่คนไหนรู้คำตอบนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลูกโทรมาขอ

ความรักที่เรามีให้ลูกไม่เคยผิด สิ่งที่ค่อย ๆ ต้องหาไปพร้อมกันคือรูปร่างของมันต่างหาก ว่าควรให้แบบไหน ให้เท่าไหร่ ให้แล้วเราทั้งคู่ยังเดินต่อได้

โอ่งใบนั้นจะร้าวหรือไม่ร้าว บางทีก็ไม่ใช่เรื่องที่เราแก้ได้คนเดียว

แต่อย่างน้อยคืนนี้ เรารู้แล้วว่ากำลังหาบน้ำอยู่ ไม่ใช่หาบมันไปโดยไม่รู้ตัวเหมือนที่ผ่านมา