เมื่อเพื่อนร่วมงานคว้าเครดิตงานเราไปอวดหัวหน้า
เก้าโมงเช้าวันจันทร์ ในห้องประชุม หัวหน้าเดินเข้ามาพร้อมแก้วกาแฟ แล้วหยุดตาที่สไลด์บนจอโปรเจกเตอร์
งานชิ้นนั้นเราทำคนเดียวมาสามสัปดาห์ นั่งดึกแทบทุกคืน แก้ไปแก้มาจนจำไม่ได้แล้วว่าผ่านมากี่เวอร์ชัน
แต่คนที่ยืนอธิบายอยู่หน้าห้อง ไม่ใช่เรา
เป็นเพื่อนร่วมงานที่เข้ามาช่วยดูตอนสองวันสุดท้าย เขาพูดว่า "ผมกับทีมทำเรื่องนี้มา" แล้วชี้ไปที่สไลด์ทุกหน้าที่เราเป็นคนทำ
หัวหน้าพยักหน้า ยิ้ม บอกว่าดีมาก เก่งมาก
เราน่าจะพูดอะไรสักคำ แต่คำติดอยู่ในคอ นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น มือกำปากกาแน่นจนข้อนิ้วขาว
ประชุมจบ ทุกคนลุกไปกินข้าวกันตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานอีกครึ่งชั่วโมง จ้องหน้าจอที่ปิดไปแล้ว
บ่ายนั้นทำงานต่อไม่ได้เต็มที่ พิมพ์อีเมลค้างกลางประโยคอยู่หลายฉบับ หัวยังวนอยู่กับภาพเดิม คือภาพที่เขายืนพูด แล้วทุกคนพยักหน้าตาม
กลับถึงบ้าน กินข้าวเสร็จ อาบน้ำเสร็จ ทุกอย่างในบ้านเรียบร้อยดีเหมือนทุกวัน
แต่พอนอนลง ภาพเดิมก็เล่นซ้ำอีกรอบ
ที่เจ็บไม่ใช่แค่เรื่องเครดิต
ถ้าลองถามตัวเองตรง ๆ ว่าเจ็บเรื่องอะไร คำตอบแรกที่ผุดขึ้นมามักเป็น "เขาไม่ยุติธรรม" หรือ "เขาโกหก"
นั่นก็จริง แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด
ลองสังเกตลึกลงไปอีกนิด สิ่งที่กัดกินใจจริง ๆ มักไม่ใช่คำพูดของเขาในห้องประชุม แต่เป็นภาพที่ผุดตามมาทันที คือภาพของตัวเราเองที่กลายเป็นคนที่ไม่มีใครเห็น
สามสัปดาห์ที่นั่งดึก หายไปในอากาศ เหลือแค่ชื่อของอีกคนติดอยู่บนงาน
เราเริ่มคิดย้อนไปถึงครั้งก่อน ๆ ที่คล้ายกัน ตอนที่เพื่อนอีกคนได้เลื่อนตำแหน่งทั้งที่งานหลักเป็นของเรา ตอนที่ญาติชมน้องที่ทำอะไรนิดหน่อยแต่ไม่เคยชมเราที่ทำมากกว่า ภาพเหล่านั้นกลับมาต่อคิวเรียงกัน กลายเป็นเรื่องเดียวกันหมด
ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าโลกนี้ไม่แฟร์กับคนที่ทำงานหนัก
และถ้าสังเกตต่ออีกชั้นหนึ่ง จะเห็นว่าใจเราไม่ได้อยู่กับ "เขาได้เครดิตไป" เฉย ๆ แต่ไปไกลถึง "แล้วต่อไปนี้จะไม่มีใครเห็นฝีมือเราอีกแล้ว" ซึ่งเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังไม่เกิด เราลากมันมาแบกไว้ตั้งแต่บ่ายวันจันทร์
ตรงนี้แหละที่น่าสังเกต เพราะความโกรธที่เกิดตอนเก้าโมงเช้า กับความทุกข์ที่ลากยาวมาถึงบ่ายสามยังไม่หมด เป็นคนละเรื่องกัน
ความโกรธจบไปตั้งแต่ตอนที่เขาพูดจบประโยคนั้น
ที่ยังไม่จบคือคำถามที่เราถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าฝีมือของเรามีค่าจริงไหม ถ้าไม่มีใครเห็น
ท่านคนโบราณก็เจอเรื่องแบบนี้
เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก และไม่ใช่เรื่องใหม่ในคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วย
ท่านเคยพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าโลกธรรม แปดอย่างที่หมุนเวียนอยู่กับชีวิตคนทุกคนไม่เว้นใคร คือได้ลาภกับเสื่อมลาภ ได้ยศกับเสื่อมยศ สรรเสริญกับนินทา สุขกับทุกข์
เครดิตของงานก็อยู่ในหมวดยศและสรรเสริญนี้เอง วันนี้มันอาจตกเป็นของเขา พรุ่งนี้อาจกลับมาเป็นของเรา หรืออาจไม่กลับมาเลยก็ได้ ท่านไม่ได้บอกว่ามันไม่สำคัญ ท่านบอกว่ามันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว หมุนไปหมุนมาไม่เคยหยุดนิ่งกับใครถาวร
คนที่วันนี้ได้คำชม วันหน้าก็อาจโดนตำหนิเรื่องอื่นจนได้ ไม่มีใครยึดสรรเสริญไว้กับตัวตลอดไป เหมือนไม่มีใครหนีนินทาได้ตลอดไปเช่นกัน พอเห็นแบบนี้ ใจที่เกาะแน่นอยู่กับ "ทำไมต้องเป็นแบบนี้" ก็ค่อย ๆ คลายลงได้บ้าง
มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับอุบาสกคนหนึ่งชื่ออตุละ ที่ไปฟังพระเถระรูปหนึ่งแสดงธรรมแบบนั่งเงียบเกือบทั้งหมด แล้วก็โดนคนอื่นตำหนิว่าทำไมไปฟังพระที่ไม่พูดอะไรเลย
คราวหน้าเขาจึงพาไปฟังพระอีกรูปที่พูดเก่ง อธิบายละเอียดยืดยาว ก็โดนตำหนิอีกว่าทำไมพาไปฟังพระที่พูดมากเกินไป
คราวต่อมาเขาพาไปฟังพระที่พูดพอดี ไม่มากไม่น้อย ก็ยังโดนตำหนิว่าทำไมพูดสั้นเกินไปจนไม่ได้เนื้อหา
อตุละเลยไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เล่าให้ฟังว่าทำอะไรก็โดนติหมด พระองค์จึงตรัสว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องของวันนี้ ในโลกนี้ไม่มีใครเลยที่นั่งเฉยก็ไม่โดนติ พูดน้อยก็ไม่โดนติ พูดมากก็ไม่โดนติ
คนที่ไม่ถูกนินทาเลยไม่มีในโลก เหมือนที่คนซึ่งถูกสรรเสริญล้วน ๆ ไม่มีคำติเลยก็ไม่มีในโลก
ฟังแล้วอาจดูเหมือนไม่ปลอบใจเท่าไหร่ แต่ที่จริงมันปลดปล่อยเราจากภาระอย่างหนึ่ง คือภาระที่จะทำให้ทุกคนเห็นความดีของเราให้ครบทุกครั้ง
ในพระธรรมบทยังมีอีกบทหนึ่งที่มักถูกยกมาคู่กัน ท่านสอนไว้ประมาณว่า
อย่าไปใส่ใจนักกับสิ่งที่คนอื่นทำหรือไม่ทำ จงใส่ใจแต่สิ่งที่ตนทำแล้วและยังไม่ได้ทำเถิด
คำสอนนี้ไม่ได้บอกให้เราไม่รู้สึกอะไร แค่ชี้ว่าที่ทางที่เรายืนอยู่ได้จริง ๆ อยู่ตรงงานของเราเอง ไม่ใช่ตรงปากของคนอื่น
ต้นมะม่วงในสวนหลังบ้าน
ลองนึกภาพต้นมะม่วงต้นหนึ่งที่เราปลูกไว้เองในสวนหลังบ้าน
รดน้ำทุกเช้า พรวนดินทุกเดือน คอยดูไม่ให้มดขึ้น กว่าจะออกดอกออกลูกก็ผ่านไปหลายปี
วันหนึ่งลูกมะม่วงสุกลูกโตที่สุดในต้นหายไป เพื่อนบ้านเด็ดไปอวดคนทั้งซอยว่าเป็นมะม่วงจากสวนของเขา คนที่เดินผ่านมาเห็นก็ชมมะม่วงลูกนั้น ชมฝีมือเพื่อนบ้าน
เราเห็นแล้วก็อดโมโหไม่ได้ เพราะลูกมะม่วงลูกนั้นมันเป็นของเรา
แต่ลองสังเกตดี ๆ ต้นมะม่วงยังตั้งอยู่ตรงนั้นในสวนของเรา รากยังหยั่งลึกอยู่ในดินผืนเดิม กิ่งก้านยังแผ่อยู่เหมือนเดิมทุกใบ และปีหน้าฤดูออกลูก ต้นเดียวกันนี้ก็จะออกลูกใหม่อีก
สิ่งที่เพื่อนบ้านเอาไปได้คือลูกมะม่วงลูกเดียว หนึ่งฤดู หนึ่งครั้ง
สิ่งที่เขาเอาไปไม่ได้คือต้นมะม่วง คือดินที่เราพรวน คือมือที่รู้วิธีดูแลให้มันออกลูกได้อีกเรื่อย ๆ
เครดิตที่ถูกคนอื่นคว้าไปในห้องประชุมก็เหมือนลูกมะม่วงลูกนั้น มันเจ็บที่เห็นคนอื่นถือมันไปอวด แต่ฝีมือ ความรู้ ความเข้าใจงาน ที่ทำให้เราทำสิ่งนั้นได้ตั้งแต่แรก ยังอยู่กับเราเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่มีใครเด็ดเอาไปได้
ถ้าเราเอาแต่ยืนเฝ้าคนที่เดินถือลูกมะม่วงไปอวดคนทั้งซอย เราจะพลาดสิ่งที่สำคัญกว่า คือดอกใหม่ที่กำลังผลิอยู่บนกิ่งข้างบน ซึ่งไม่มีใครมองเห็นตอนนี้ นอกจากคนที่ยังรดน้ำต้นนี้อยู่ทุกวัน
เอาไปใช้ยังไงกับวันอังคารที่ต้องเจอหน้าเขาอีก
อย่างแรก ก่อนจะตัดสินใจทำอะไร ให้เขียนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงลงกระดาษก่อน เขียนแค่ข้อเท็จจริง ใครทำอะไรกี่ส่วน ใครพูดว่าอะไรคำต่อคำ ไม่ต้องเติมน้ำเสียงหรือเจตนาที่เราคิดเอาเอง เพราะตอนที่ใจยังร้อนอยู่ เรื่องจริงกับเรื่องที่เราตีความมักปนกันจนแยกไม่ออก พอเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือ จะเห็นชัดขึ้นว่าอะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง อะไรคือสิ่งที่ใจเราปรุงต่อ
อย่างที่สอง ถ้าจะคุยกับหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานคนนั้น ให้เลือกคุยตอนที่ใจเย็นแล้ว ไม่ใช่คุยทันทีตอนเที่ยงของวันเดียวกัน คนที่เดินไปพูดตอนโกรธมักไม่ได้ไปเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ไปเพื่อระบายและทวงคืน ซึ่งมักจบลงด้วยการที่เราดูเป็นคนใจแคบมากกว่าคนที่ถูกกระทำ ลองรอให้ผ่านไปสักหนึ่งวัน แล้วคุยแบบบอกข้อเท็จจริงล้วน ๆ เช่นบอกว่าส่วนไหนที่เราเป็นคนทำ ไม่ต้องกล่าวหาว่าเขาตั้งใจโกงเครดิต
อย่างที่สาม ระหว่างวันที่ยังคุกรุ่นอยู่ ให้ลองเอามือวางบนหน้าอก แล้วหายใจเข้าออกช้า ๆ สักสิบครั้งทุกครั้งที่ภาพในห้องประชุมกลับมาเล่นซ้ำในหัว ไม่ต้องบังคับให้หยุดคิด แค่รู้ตัวว่ากำลังคิดอยู่ แล้วพาความสนใจกลับมาที่ลมหายใจ ทำแบบนี้บ่อยเท่าที่มันกลับมา คืนแรกอาจต้องทำสิบกว่ารอบ พอผ่านไปสองสามวันความถี่จะค่อย ๆ ลดลงเอง และถ้าคืนไหนภาพนั้นกลับมาตอนใกล้หลับ ให้ทำแบบเดียวกันบนเตียงได้เลย ไม่ต้องลุกไปทำที่ไหน
ระหว่างนั้น ถ้ามีคนที่ไว้ใจได้สักคน ลองเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังสักครั้งในวันนั้นหรือวันถัดไป เล่าเฉย ๆ ไม่ต้องหาทางแก้แค้นหรือหาข้อสรุปว่าใครผิดใครถูก บางทีเรื่องที่อัดอั้นอยู่คนเดียวจะคลายลงได้มาก แค่มีคนหนึ่งรับรู้ว่ามันเกิดขึ้นจริง
อย่างที่สี่ ให้กลับไปทำงานชิ้นต่อไปให้ดีเหมือนเดิม ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์อะไรให้ใครเห็น แต่เพราะฝีมือที่เรามีเป็นของเราจริง ๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นจะพูดถึงมันหรือไม่ คนที่ทำงานดีอย่างสม่ำเสมอ ในที่สุดคนรอบตัวมักเห็นเองโดยที่เราไม่ต้องบอก แม้บางครั้งอาจใช้เวลานานกว่าที่เราอยากให้เป็น
วันอังคารเช้า
พรุ่งนี้เราคงต้องเดินผ่านโต๊ะของเขาอีก อาจจะทักทายกันตามปกติ อาจจะเจอเขายิ้มให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ต้นมะม่วงในสวนของเราก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม รากยังลึก กิ่งยังแผ่ ดินยังเป็นดินผืนเดียวกับที่เราพรวนมาตลอด
ลูกที่หายไปหนึ่งลูก ไม่ได้ทำให้ต้นตาย
