ดาไลลามะ: ศาสนาของข้าพเจ้าคือความกรุณา
ตีสองของคืนที่โรงพยาบาล เก้าอี้ข้างเตียงแข็งจนนั่งไม่ค่อยได้ แต่ก็ต้องนั่ง เพราะแม่เพิ่งหลับไปได้ไม่นาน ถ้าลุกไปนอนที่ม้านั่งข้างนอก เผื่อแม่ตื่นมาแล้วไม่เห็นใคร จะยิ่งกลัว
มือถือสั่นเบา ๆ เพื่อนคนหนึ่งแชร์ภาพคำคมมาในไลน์ ภาพหน้าดาไลลามะยิ้มอยู่ พร้อมประโยคว่า "ศาสนาของข้าพเจ้าคือความกรุณา"
พออ่านจบ กลับรู้สึกแปลก ๆ อยู่ในอก ไม่ใช่ความซาบซึ้ง แต่เป็นอะไรบางอย่างที่ใกล้เคียงกับความหงุดหงิด
เพราะตอนนี้ในใจไม่เหลือความกรุณาให้ใครแล้วสักหยด แม้แต่ให้แม่ที่นอนอยู่ตรงหน้า
สามเดือนก่อนหน้านี้ ถ้ามีใครถามว่าเป็นคนใจดีไหม คงตอบได้เต็มปากว่าใช่ แต่สามเดือนของการนอนโรงพยาบาลสลับกับพี่น้อง เปลี่ยนคนที่เคยใจเย็นให้กลายเป็นคนที่หงุดหงิดง่ายขึ้นทุกวัน โดยที่ตัวเองก็ไม่ค่อยรู้ตัว
ความกรุณาที่หมดแรงจะให้ใคร
เรื่องแปลกอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครพูดถึงบ่อยนัก คือคนที่ดูแลคนอื่นมานาน ๆ มักจะรู้สึกผิดที่ตัวเองใจร้อนขึ้นทุกวัน
ป้อนข้าวมื้อที่สามของวัน มือสั่นเพราะเหนื่อย แม่บ่นว่าข้าวเย็นไป ในใจแวบหนึ่งอยากตะโกนออกไปว่า "ก็หนูทำเต็มที่แล้ว" ทั้งที่ปากไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ
พอเผลอคิดแบบนั้น ความรู้สึกผิดก็ตามมาทันที ลูกที่ดีต้องไม่คิดแบบนี้ คนมีเมตตาต้องไม่รำคาญคนป่วย
แต่ความจริงคือ คนที่ให้มาทั้งวันทั้งคืนโดยไม่มีใครเติมให้เขาบ้างเลย สักวันก็ต้องหมดแรง ไม่ใช่เพราะเขาใจร้าย แต่เพราะเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีขีดจำกัดเหมือนกัน
ภาพคำคมเรื่องความกรุณาที่แชร์กันเต็มโลกออนไลน์ จึงมีสองด้านเสมอ ด้านหนึ่งทำให้ใจอ่อนลงเวลาอ่าน อีกด้านหนึ่งกลับทำให้รู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่พอ
ราวกับความกรุณาเป็นเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันควรจะเป็นที่พักใจมากกว่า
ท่านไม่ได้พูดถึงกรุณาแบบเทศน์
ดาไลลามะพูดประโยคนี้ซ้ำอยู่หลายครั้งในหลายที่ ทั้งในหนังสือและการบรรยายทั่วโลก ท่านมักเล่าว่าเวลามีคนถามท่านเรื่องศาสนา ปรัชญา หรือระบบความเชื่ออันซับซ้อน ท่านมักตอบสั้น ๆ แบบนี้
ศาสนาของข้าพเจ้าเรียบง่ายมาก ศาสนาของข้าพเจ้าคือความกรุณา
ประโยคนี้ไม่ใช่การเรียกร้องให้ใครเสียสละจนหมดตัว และไม่ใช่การบอกว่าให้ยิ้มทนกับทุกอย่าง ท่านหมายถึงสิ่งที่ง่ายกว่านั้นมาก คือไม่ว่าจะนับถือศาสนาไหน หรือไม่นับถืออะไรเลย ทุกคนมีความสามารถที่จะเห็นใจคนอื่นได้ โดยไม่ต้องท่องคัมภีร์เล่มไหนก่อน
สิ่งที่หลายคนไม่ทันสังเกต คือดาไลลามะพูดเรื่องความกรุณาควบคู่ไปกับอีกเรื่องหนึ่งเสมอ นั่นคือความสุขของตัวเราเอง ท่านไม่เคยแยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน
ถ้าอยากให้คนอื่นมีความสุข จงเจริญกรุณา ถ้าอยากมีความสุขเอง จงเจริญกรุณา
ฟังผิวเผินเหมือนเป็นประโยคเดียวกันพูดซ้ำ แต่ถ้าอ่านช้า ๆ จะเห็นว่าท่านกำลังบอกว่า กรุณาไม่ใช่สิ่งที่เราเสียไปเพื่อให้คนอื่นได้ แต่เป็นสิ่งที่พอให้ออกไปแล้ว กลับเข้ามาเลี้ยงใจเราด้วยเหมือนกัน
คำถามคือ แล้วทำไมคนที่ให้มากที่สุด มักเป็นคนที่รู้สึกว่างเปล่าที่สุด
คำตอบอาจอยู่ตรงที่ว่า สิ่งที่หลายคนให้ออกไปนั้น ไม่ใช่กรุณาที่แท้ แต่เป็นหน้าที่ที่แบกไว้จนแทบไม่เหลือลมหายใจของตัวเอง และกรุณาที่ไม่มีลมหายใจของตัวเองอยู่ในนั้น ก็ไม่ต่างจากการเผาตัวเองให้แสงสว่างแก่คนอื่นไปเรื่อย ๆ
ต้นไม้ใหญ่กับรากที่ไม่มีใครรดน้ำ
ลองนึกถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งริมถนน ที่คนเดินผ่านไปมาแวะพักใต้ร่มของมันทุกวัน
บางคนนั่งกินข้าวใต้ร่มนั้น บางคนจอดมอเตอร์ไซค์หลบแดด บางคนแค่เดินผ่านแล้วรู้สึกเย็นวูบหนึ่งโดยไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าเป็นเพราะต้นไม้ต้นนี้
ไม่มีใครเห็นรากของมันเลย เพราะรากอยู่ใต้ดิน มองไม่เห็น แต่รากคือส่วนที่ทำให้ต้นไม้ยืนต้นให้ร่มเงาได้ทุกวัน
ถ้าวันหนึ่งดินรอบรากแห้งผาก ไม่มีน้ำซึมลงไปเลยสักหยด ต้นไม้จะยังแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาต่อไปได้สักพัก ใบยังเขียวอยู่ ดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยน
แต่ถ้าปล่อยไว้นานพอ ใบจะเริ่มเหลือง กิ่งจะเริ่มแห้ง และสักวันต้นไม้ก็จะไม่เหลือร่มเงาให้ใครอีกต่อไป ไม่ใช่เพราะมันไม่อยากให้ร่มเงาแล้ว แต่เพราะมันไม่มีอะไรเหลือให้ต่อ
ความกรุณาของคนเราก็เหมือนกัน ส่วนที่คนอื่นเห็น คือกิ่งก้านและใบที่แผ่ร่มให้พวกเขา แต่ส่วนที่ต้องดูแลจริง ๆ คือรากที่มองไม่เห็น คือน้ำใจที่มีให้ตัวเราเอง
ดาไลลามะไม่เคยบอกให้ตัดรากทิ้งเพื่อให้กิ่งก้านโตเร็วขึ้น ท่านพูดกลับด้านนั้นเลยด้วยซ้ำ ท่านเคยกล่าวไว้ในหลายโอกาสว่า ความเห็นอกเห็นใจตัวเองไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่เป็นรากฐานที่ทำให้เรามีอะไรเหลือไปให้คนอื่นได้จริง ๆ
ที่จริงแล้วชีวิตประจำวันของดาไลลามะเองก็สะท้อนเรื่องนี้อยู่ ท่านตื่นตั้งแต่ตีสามทุกวัน ไม่ใช่เพื่อไปช่วยใครทันที แต่เพื่อนั่งภาวนาและสวดมนต์อยู่กับตัวเองก่อนหลายชั่วโมง ก่อนจะออกไปพบใครหรือรับภาระของวันนั้น ท่านรดน้ำที่รากของตัวเองก่อนเสมอ แล้วค่อยเผื่อแผ่ร่มเงาให้คนอื่นทีหลัง ไม่ใช่ทำสลับกัน
เอากรุณากลับมาไว้ในบ้านตัวเองก่อน
พอเข้าใจตรงนี้แล้ว คำถามที่ตามมาคือ แล้วจะเริ่มตรงไหนดี ในเมื่อชีวิตจริงยังต้องป้อนข้าว ยังต้องเข้ากะงาน ยังต้องรับโทรศัพท์จากญาติที่ถามซ้ำ ๆ ว่าอาการเป็นยังไงบ้าง
จุดเริ่มต้นที่ทำได้จริงไม่ใช่การหาเวลาว่างเป็นชั่วโมง เพราะคนที่ดูแลคนป่วยแทบไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น แต่เป็นการแทรกช่วงสั้น ๆ เข้าไปในจังหวะที่มีอยู่แล้ว
ระหว่างนั่งเฝ้าคนไข้หลับ ลองวางมือบนอกตัวเองสักครู่ แล้วพูดในใจกับตัวเองเบา ๆ เหมือนพูดกับคนที่เรารัก ขอให้เราไหวนะ ขอให้คืนนี้เราพอมีแรงเหลือ ประโยคง่าย ๆ แค่นี้ ทำตอนไหนก็ได้ ไม่ต้องรอให้สงบ ไม่ต้องรอให้มีสมาธิดีก่อน
เวลาที่ใจแอบคิดแบบเดียวกับที่เล่ามาข้างต้น คือรำคาญคนป่วยแวบหนึ่งแล้วรู้สึกผิดตามมาทันที ให้ลองหยุดตรงนั้นสักสามวินาที แล้วเปลี่ยนคำพูดในหัวจากคำตัดสิน เป็นคำสังเกตแทน แทนที่จะคิดว่าเราใจร้ายที่รำคาญ ให้คิดว่าตอนนี้เราเหนื่อยมาก เหนื่อยจนความอดทนบางลง เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรผิดปกติ
อีกจุดหนึ่งที่ทำได้ในตอนกลางวัน คือแยกให้ชัดระหว่างการดูแลด้วยกรุณา กับการยอมทุกอย่างเพราะไม่กล้าปฏิเสธ สองอย่างนี้หน้าตาคล้ายกันมาก แต่ข้างในต่างกันโดยสิ้นเชิง กรุณาทำแล้วยังพอมีลมหายใจเหลือ ส่วนการยอมเพราะไม่กล้าปฏิเสธ ทำแล้วรู้สึกกลวงในทุกครั้ง ถ้าสังเกตว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นแบบหลัง อาจถึงเวลาต้องขอความช่วยเหลือจากญาติคนอื่นบ้าง ไม่ใช่เรื่องผิด
และก่อนนอนทุกคืน ลองใช้เวลาสักสองสามนาทีนึกถึงความกรุณาเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนั้น อาจเป็นเรื่องที่เราทำให้คนอื่น หรือเรื่องเล็ก ๆ ที่มีคนทำให้เรา อย่างพยาบาลที่ยิ้มให้ตอนเดินผ่าน หรือคนแปลกหน้าที่เปิดประตูรอ การนึกถึงสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนความเหนื่อยให้หายไป แต่ช่วยเตือนใจว่าโลกที่เรากำลังใช้แรงอยู่นี้ ยังมีความอ่อนโยนหมุนเวียนอยู่ในนั้นเหมือนกัน ไม่ใช่มีแต่ภาระอย่างเดียว
อีกอย่างที่ทำได้เมื่อมีโอกาส คือลองหาช่วงเวลาสั้น ๆ สักสิบนาทีในแต่ละวัน ไปนั่งอยู่คนเดียวจริง ๆ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องคิดแก้ปัญหาอะไรทั้งนั้น แค่หายใจเข้าออกช้า ๆ อยู่กับตัวเองเฉย ๆ ถ้าหาสิบนาทีไม่ได้ ห้านาทีก็นับ ถ้าห้านาทีไม่ได้ สองนาทีในห้องน้ำก็ยังดีกว่าไม่มีเลย เพราะรากที่ได้รับน้ำแม้เพียงหยดเดียวทุกวัน ยังดีกว่ารากที่ไม่เคยได้รับน้ำเลยสักครั้ง
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ
- ความกรุณาที่ไม่มีตัวเราอยู่ในนั้นเลย ไม่ใช่กรุณาที่ยั่งยืน
- เหนื่อยจนใจแข็งขึ้นชั่วครู่ ไม่ได้แปลว่าเราหมดความเมตตา แค่แปลว่าเราเป็นมนุษย์
- รดน้ำที่รากตัวเองบ้าง ก่อนจะถามว่าทำไมกิ่งก้านของเราเริ่มเหลือง
คืนนี้อาจจะยังเหนื่อยอยู่
คำคมที่ลอยมาในไลน์คืนนั้น อาจไม่ได้ทำให้ความเหนื่อยหายไปทันที และก็ไม่จำเป็นต้องหายทันทีด้วย
ดาไลลามะเองก็ไม่ได้บอกว่าความกรุณาจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นในพริบตา ท่านบอกแค่ว่ามันเป็นทางที่เรียบง่ายที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีให้กันได้
คืนนี้ถ้ายังนั่งอยู่ข้างเตียงคนที่รัก มือยังจับมือเขาไว้อยู่ นั่นก็เป็นกรุณาแล้วเหมือนกัน แม้ในใจจะยังเหนื่อยอยู่ก็ตาม
พรุ่งนี้ค่อยรดน้ำที่รากตัวเองอีกสักหน่อยก็ได้ ไม่ต้องรีบให้เสร็จในคืนเดียว
