ใส่ซองทำบุญแล้วทำไมใจยังหนักอยู่
เช้าวันพระ ป้านั่งอยู่หน้าตู้พระในบ้าน มือหนึ่งถือปากกา อีกมือถือซองขาวเปล่า
ป้าคิดอยู่นานว่าจะเขียนตัวเลขเท่าไหร่ดี
ปีที่แล้วน้องสะใภ้ใส่ซองห้าร้อย ป้าใส่สามร้อย แล้วรู้สึกเหมือนมีใครมองอยู่ตลอดงานบุญวันนั้น ทั้งที่ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ
ปีนี้ป้าเลยตั้งใจว่าจะใส่ให้มากกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะอยากให้มากขึ้น แต่เพราะไม่อยากให้ใครมองว่าน้อย
เขียนตัวเลขเสร็จ พับซอง เอาไปวางบนพาน ไหว้พระตามปกติ
แต่ใจไม่ได้เบาขึ้นเลยสักนิด กลับหนักกว่าตอนยังไม่ได้ใส่ซองด้วยซ้ำ
ตลอดพิธี ป้านั่งพนมมือฟังพระสวด แต่ในหัวยังคิดวนอยู่เรื่องเดียว คือตอนที่เจ้าภาพจะประกาศรายชื่อคนทำบุญพร้อมยอดเงิน ป้านั่งลุ้นเบา ๆ ว่าชื่อตัวเองจะถูกอ่านออกมาด้วยตัวเลขที่ดูดีพอไหม
พอถึงจริง ๆ พิธีกรอ่านชื่อป้าผ่านไปเร็วมาก เร็วเท่ากับชื่อคนอื่นทุกคน ไม่มีใครสนใจเป็นพิเศษเลยสักคน
ป้ากลับบ้านพร้อมความรู้สึกแปลก ๆ ที่บอกไม่ถูก ทำบุญไปแล้วทั้งเช้า แต่ในใจกลับไม่มีอะไรที่เรียกว่าบุญเลยสักนิด
ทำบุญไปแล้ว ทำไมใจยังหนักอยู่
เรื่องแบบป้าไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ตู้พระ
มันเกิดตอนหยอดตู้บริจาคแล้วแอบมองว่ามีใครเห็นไหม เกิดตอนโอนเงินทำบุญออนไลน์แล้วรอลุ้นยอดไลก์ใต้โพสต์ เกิดตอนให้เงินญาติที่เดือดร้อน แล้วปีต่อมาแอบนับในใจว่าเขาเคยช่วยเราบ้างหรือเปล่า
เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าทำบุญ แต่ถ้าฟังเสียงในใจตัวเองดี ๆ จะได้ยินอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่การให้
มันคือการนับ
นับว่าให้ไปเท่าไหร่ นับว่าคนอื่นให้เท่าไหร่ นับว่าเราควรได้อะไรกลับมาบ้าง นับว่าคนที่รับไปสมควรได้รับหรือเปล่า
พอมีการนับ ใจก็ไม่มีวันเบา เพราะการนับต้องมีการเปรียบเทียบเสมอ และการเปรียบเทียบไม่เคยจบ ให้มากกว่าคนอื่นก็ยังไม่พอ เพราะกลัวปีหน้าจะมีคนให้มากกว่าเราอีก
ที่แท้แล้วสิ่งที่ป้าทำตอนเขียนซองไม่ใช่ทาน มันคือการค้าขายชนิดหนึ่ง ที่ใช้เงินซื้อความรู้สึกว่าตัวเองไม่น้อยหน้าใคร
และของแบบนี้ ซื้อเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอสักที เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เงินซื้อได้ตั้งแต่ต้น
เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่กับคนใส่ซองเยอะเท่านั้น คนที่มีน้อยก็เป็นได้เหมือนกัน บางคนเดินผ่านคนขอทานหน้าตลาดทุกวัน วันไหนให้ก็รีบเดินหนีทันทีราวกับกลัวถูกขอเพิ่ม วันไหนไม่ให้ก็เดินเร็วขึ้นเหมือนกัน หนีความรู้สึกผิดที่ตามหลอกหลอน ทั้งสองแบบต่างก็ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันของการให้เลยสักวินาทีเดียว
พระพุทธเจ้าไม่ได้วัดทานที่ตัวเลขบนซอง
ในพระไตรปิฎกมีพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงทานของสัตบุรุษไว้ ท่านไม่ได้บอกว่าทานที่ดีคือทานก้อนใหญ่ แต่บอกว่าทานที่ดีคือทานที่ให้ด้วยใจใสตั้งแต่ต้นจนจบ ให้ด้วยศรัทธา ให้ด้วยความเคารพทั้งในของที่ให้และในคนที่รับ ให้โดยไม่ทำร้ายตัวเองหรือใครให้เดือดร้อนเพราะการให้นั้น
พูดง่าย ๆ คือ ท่านมองที่ใจคนให้ ไม่ได้มองที่ตัวเลข
คนให้เหรียญเดียวด้วยใจที่เต็มร้อย กับคนให้เงินก้อนโตด้วยใจที่ยังคิดเรื่องหน้าตา สองอย่างนี้ไม่เท่ากันในทางธรรม แม้ตัวเลขจะต่างกันคนละขั้ว
ในธรรมบทมีคำสอนสั้น ๆ บทหนึ่งที่พูดเรื่องนี้ไว้ตรง ๆ
พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงชนะคนพูดเท็จด้วยคำสัตย์
คำว่า "ชนะคนตระหนี่ด้วยการให้" ไม่ได้หมายถึงการเอาชนะคนอื่นที่หวงเงินกว่าเรา
แต่หมายถึงการเอาชนะความตระหนี่ที่อยู่ในใจเราเอง ตระหนี่ในที่นี้ไม่ใช่แค่หวงเงิน แต่รวมถึงหวงหน้า หวงความรู้สึกว่าตัวเองต้องดูดีกว่าคนอื่นด้วย
ทานที่แท้จึงไม่ใช่การเอาชนะใคร มันคือการเปิดกำมือของตัวเองออก
และในธรรมบทอีกบทหนึ่ง ท่านตรัสไว้ว่า
การให้ธรรมย่อมชนะการให้ทั้งปวง
ท่านไม่ได้บอกว่าการให้เงินไม่มีค่า แต่บอกว่ายังมีการให้อีกแบบที่ค่ามากกว่าตัวเลข คือการให้ความเข้าใจ ให้เวลา ให้การรับฟัง ให้กำลังใจ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นทานเหมือนกัน แม้จะนับเป็นบาทเป็นสตางค์ไม่ได้เลยสักบาทเดียว
นอกจากนี้ยังมีคำสอนเรื่องความบริสุทธิ์ของทานอีกชั้นหนึ่ง ที่พูดถึงทั้งฝั่งผู้ให้และฝั่งผู้รับ ท่านสอนว่าทานจะบริสุทธิ์เต็มที่ได้ ต้องมีทั้งผู้ให้ที่มีใจใสสะอาดและผู้รับที่ประพฤติดีด้วย แต่แม้ผู้รับจะเป็นใครก็ตาม ท่านก็ยังให้ความสำคัญกับใจของผู้ให้เป็นอันดับแรกเสมอ เพราะนั่นคือส่วนเดียวที่เราควบคุมได้จริง ๆ ส่วนคนอื่นจะเป็นอย่างไรต่อ ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องแบกไปด้วย
เทียนเล่มแรกไม่เคยหรี่ลงเพราะจุดให้เล่มอื่น
ลองนึกภาพเวลาไปวัดตอนกลางคืน แล้วมีคนถือเทียนที่จุดไฟแล้วเดินมาขอต่อไฟให้เทียนของเรา
เขาเอาเปลวไฟจากเทียนของเขาแตะกับไส้เทียนของเรา ไฟลุกติด เรามีแสงสว่างเป็นของตัวเองแล้ว
ลองสังเกตดูว่าเทียนเล่มแรกเป็นอย่างไรหลังจากนั้น
เปลวไฟของเขาไม่ได้เล็กลงเลยแม้แต่นิดเดียว ยังสว่างเท่าเดิมทุกประการ
การให้แสงไม่ได้ทำให้ผู้ให้มืดลง มันแค่ทำให้มีแสงเพิ่มขึ้นอีกดวงหนึ่งในที่มืด
ทานก็เป็นแบบนี้ เราคิดว่าถ้าให้ไปแล้วเราจะพร่อง เงินในกระเป๋าน้อยลงจริง แต่สิ่งที่งอกขึ้นมาแทนไม่ใช่สิ่งที่ชั่งตวงวัดด้วยตาชั่งเดียวกับเงิน
สิ่งที่งอกขึ้นคือใจที่เคยแคบลงหน่อยหนึ่งทุกครั้งที่กำมือแน่น แล้วค่อย ๆ กว้างขึ้นทุกครั้งที่แบมือออก
คนที่หวงเทียนของตัวเองจนไม่กล้าให้ใครต่อไฟ ไม่ได้รักษาแสงสว่างไว้ได้มากกว่าเดิมสักนิด เขาแค่ทำให้รอบตัวเขามืดต่อไปเหมือนเดิม ในขณะที่คนอื่นก็ยังมืดอยู่เหมือนเดิมด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น เทียนที่ต่อไฟให้กันแล้ว ยังทำให้ที่นั้นสว่างขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้มีเปลวไฟสองดวงแทนที่จะเป็นดวงเดียว คนที่เดินผ่านมาทีหลังก็มองเห็นทางชัดขึ้นกว่าเดิม ทั้งที่เจ้าของเทียนเล่มแรกไม่ได้เสียอะไรไปเลยสักนิด
ให้แบบไหนถึงจะเรียกว่าทานจริง ๆ
คำถามที่ตามมาคือ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าการให้ของเราเป็นทานจริง ไม่ใช่การซื้อความรู้สึกดีแบบป้ากับซองทำบุญ
วิธีเดียวที่พอตรวจสอบได้คือย้อนกลับมาดูตัวเองตอนก่อนให้ ตอนกำลังให้ และตอนหลังให้
ก่อนให้ ลองหยุดสักสามวินาทีแล้วถามใจตัวเองว่ากำลังจะให้เพราะอยากให้ หรือให้เพราะกลัวถูกมองว่าน้อย ไม่ต้องตอบให้สวยหรู แค่รู้ทันตัวเองตรงนั้นก็พอ บางทีคำตอบที่ได้จะไม่ใช่คำตอบที่อยากได้ยิน แต่การรู้ทันคือจุดเริ่มต้นของการให้ที่แท้จริง
ระหว่างให้ ลองสังเกตว่าใจกว้างขึ้นหรือใจแคบลง ถ้าเป็นทานจริง ตอนที่มือกำลังยื่นของออกไป ใจมักจะรู้สึกโปร่งขึ้นนิดหนึ่ง เหมือนวางของหนักลงจากบ่า ไม่ใช่รู้สึกเสียดายทันทีที่มือปล่อยของนั้นไป
หลังให้แล้ว ลองปล่อยมือจริง ๆ ไม่ต้องตามไปดูว่าคนที่รับเอาไปทำอะไรต่อ ไม่ต้องรอฟังคำขอบคุณ ถ้าได้ยินก็ดี ถ้าไม่ได้ยินก็ไม่เป็นไร เพราะทานที่เสร็จสมบูรณ์แล้วในใจเรา ไม่ต้องรอใครมายืนยันอีก
ตรงนี้เป็นจุดที่หลายคนสะดุด เพราะพอให้เงินญาติไปช่วยแก้ปัญหา แล้วเห็นเขาเอาเงินนั้นไปใช้ในทางที่เราไม่เห็นด้วย ใจก็จะเริ่มเสียดายและโกรธตามมา ทั้งที่ตอนให้ไปนั้นเราตั้งใจช่วยเต็มที่แล้ว ลองสังเกตดูว่าความทุกข์ตรงนี้ไม่ได้มาจากการให้ แต่มาจากการที่เรายังไม่ได้ปล่อยมือออกจากของที่ให้ไปแล้วต่างหาก
อีกอย่างที่ลองทำได้บ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน คือฝึกให้เล็ก ๆ โดยไม่ต้องรอโอกาสใหญ่อย่างวันพระหรืองานบุญประจำปี แบ่งข้าวให้แมวจรหน้าบ้านสักหน่อยตอนเช้า สละที่นั่งบนรถเมล์ให้คนแก่โดยไม่ต้องคิดนาน ตั้งใจฟังคนในบ้านเล่าเรื่องเดิมซ้ำเป็นครั้งที่สิบโดยไม่ขัด นี่ก็เป็นทานเหมือนกัน แม้จะไม่มีซองให้เขียนตัวเลขเลยสักครั้ง
และถ้ามีโอกาส ลองทำบุญเงียบ ๆ สักครั้งดูโดยไม่บอกใครเลย ไม่ต้องถ่ายรูปลงให้คนเห็น ไม่ต้องมีใครรู้ว่าเราทำ แล้วสังเกตว่าใจรู้สึกต่างจากตอนที่อยากให้คนอื่นเห็นหรือเปล่า หลายคนที่ลองทำจะพบว่าความเบาที่ได้จากการให้แบบไม่มีใครรู้นั้น เบากว่าการให้แบบมีคนเห็นอย่างเทียบกันไม่ได้เลย
ไม่ต้องเริ่มจากก้อนใหญ่ก็ได้ ทานที่แท้ไม่ได้วัดกันที่ขนาด แต่วัดกันที่ความใสของใจตอนให้ วันนี้แบมือออกได้แค่นิดเดียวก็นับ พรุ่งนี้อาจจะแบได้กว้างขึ้นอีกนิดหนึ่ง ไม่มีใครต้องเปิดกำมือจนสุดในวันเดียว
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำไว้แค่นี้พอ
- ก่อนให้ ให้ถามใจว่าให้เพราะอยากให้หรือกลัวถูกมอง ระหว่างให้ ให้สังเกตว่าใจโปร่งขึ้นหรือแคบลง และหลังให้แล้ว ให้ปล่อยมือจริง ๆ โดยไม่ต้องรอคำขอบคุณ
ใจที่เบาลงไม่ได้มาจากตัวเลขบนซอง
คืนนี้ถ้าใครกำลังนั่งคิดอยู่ว่าจะใส่ซองเท่าไหร่ดี หรือกำลังลังเลว่าจะให้อะไรกับใครสักคน ลองวางปากกาลงสักครู่
ไม่ต้องรีบตัดสินใจว่าตัวเองใจกว้างพอหรือยัง
แค่รู้ทันว่าตอนนี้ใจกำลังนับอยู่ หรือกำลังให้อยู่ ก็เพียงพอแล้วสำหรับคืนนี้
พรุ่งนี้ถ้ามีโอกาสให้อะไรสักอย่างอีกครั้ง ลองสังเกตใจตัวเองดูเฉย ๆ ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรทันที
เทียนที่จุดต่อให้คนอื่นได้ ไม่เคยหรี่แสงของตัวเองลงเลยสักครั้ง
