นั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน ไม่ได้แปลว่าทำผิด
เช้าวันอาทิตย์ แดดยังไม่แรง อากาศในห้องเย็นสบาย เราปูเบาะนั่งสมาธิตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่เมื่อคืน หลับตาลง หายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง บอกตัวเองว่าวันนี้จะนั่งให้ได้ยี่สิบนาทีแบบไม่ลุกหนี
ผ่านไปสามสิบวินาที ใจก็ลอยไปที่ตะกร้าผ้าที่ยังไม่ได้ซัก
จากตะกร้าผ้า ลอยไปที่อีเมลที่ค้างตอบเจ้านาย จากอีเมลลอยไปที่คำพูดของแม่เมื่อวานตอนโทรศัพท์คุยกัน แล้วก็มาถึงคำถามที่ผุดขึ้นมาเอง ว่าเรานั่งสมาธิถูกวิธีหรือเปล่า เพราะฟังใคร ๆ ก็บอกว่านั่งแล้วใจจะสงบ แต่ของเรานั่งแล้วใจยิ่งวิ่ง
ลืมตาขึ้นมาดูนาฬิกา ผ่านไปได้สี่นาที
ทำไมนั่งสมาธิแล้วยิ่งฟุ้ง
ความรู้สึกที่ตามมาหลังจากนั้นไม่ใช่แค่ความหงุดหงิดที่นั่งไม่นิ่ง แต่เป็นความรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิด
เราเคยได้ยินมาว่าสมาธิคือความสงบ พอนั่งแล้วไม่สงบ ก็เลยแอบคิดว่าเราคงไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้ หรือจิตเราคงฟุ้งซ่านเป็นพิเศษกว่าคนอื่น บางคนถึงกับเลิกนั่งไปเลย เพราะรู้สึกว่ายิ่งนั่งยิ่งแพ้ตัวเอง
ที่จริงแล้วความคิดที่ผุดขึ้นมาระหว่างนั่งสมาธิไม่ใช่สัญญาณว่าเราทำผิด มันเป็นสิ่งที่เกิดกับทุกคนที่เคยนั่ง ตั้งแต่คนที่นั่งวันแรกไปจนถึงคนที่นั่งมาสามสิบปี ต่างกันแค่ว่าคนที่นั่งมานานจะไม่ตกใจกับมันแล้ว
สิ่งที่เราทำโดยไม่รู้ตัวคือ พอความคิดผุดขึ้นมา เราไม่ได้แค่สังเกตมันเฉย ๆ เรากระโดดเข้าไปอยู่ในความคิดนั้นทันที ครุ่นคิดต่อ ต่อเรื่อง ต่อบท จนลืมไปเลยว่ากำลังนั่งสมาธิอยู่ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปหลายนาทีแล้ว
แล้วพอรู้ตัว เราก็ยังไม่ปล่อยมันง่าย ๆ เราเผลอไปตัดสินตัวเองซ้ำอีกชั้นหนึ่ง ว่านั่งไม่ดี ใจไม่นิ่ง ไม่มีวินัย ความคิดชั้นที่สองนี้แหละที่ทำให้การนั่งสมาธิกลายเป็นเรื่องเหนื่อย ทั้งที่จริง ๆ สิ่งที่ต้องฝึกไม่ใช่การห้ามไม่ให้คิด แต่เป็นการรู้ทันว่ากำลังคิด แล้วค่อย ๆ กลับมา
พระพุทธเจ้าก็เคยพูดถึงจิตแบบนี้
เรื่องจิตที่ควบคุมยากไม่ใช่เรื่องใหม่ พระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องนี้ไว้ในธรรมบทตั้งแต่สองพันกว่าปีก่อน
จิตนี้ดิ้นรน กลับกลอกง่าย ห้ามได้ยาก ห้ามได้โดยยาก ผู้มีปัญญาย่อมทำจิตนั้นให้ตรง เหมือนช่างศรดัดลูกศรให้ตรง
สังเกตคำว่า "ดัดให้ตรง" ท่านไม่ได้บอกว่าให้หยุดจิตไม่ให้มันดิ้น เพราะรู้อยู่แล้วว่าธรรมชาติของจิตเป็นแบบนั้น ท่านบอกแค่ว่ามีวิธีดัดมันทีละนิด เหมือนช่างทำลูกศรที่ต้องดัดไม้ซ้ำ ๆ กว่าจะได้ลูกศรตรงสักดอก ไม่มีใครดัดครั้งเดียวแล้วตรงเลย และไม้ที่ดัดแล้วก็ยังมีวันที่มันโค้งกลับไปอีก ต้องดัดซ้ำอยู่เรื่อย ๆ ไม่ใช่ดัดครั้งเดียวแล้วตรงไปตลอดชีวิต
เรื่องนี้บอกอะไรเราสองอย่าง อย่างแรกคือจิตที่ดิ้นรนไม่ใช่ความผิดปกติ เป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นกับคนยุคนี้ที่มีมือถือให้ไถเล่นเยอะ อย่างที่สองคือมีวิธีอยู่จริง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นแบบนั้นไปตลอด แต่วิธีนั้นต้องใช้ความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ความเข้มงวด
ในคำสอนเรื่องอุปสรรคของการปฏิบัติ มีคำหนึ่งที่ท่านใช้เรียกความฟุ้งซ่านที่มากั้นความสงบไว้ เรียกว่า นิวรณ์ แปลง่าย ๆ ว่าสิ่งที่มาบัง เหมือนเมฆที่บังพระอาทิตย์ ไม่ได้แปลว่าพระอาทิตย์หายไป แค่ถูกบังไว้ชั่วคราว ท่านสอนไว้ว่าเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอ ไม่ใช่เรื่องแปลก และมีทางผ่านมันไปได้เสมอ ไม่ต้องรอให้เมฆหายไปเองทั้งหมดก่อนถึงจะเริ่มนั่งได้ แค่รู้ว่าเดี๋ยวมันก็ลอยผ่านไป
น้ำในโอ่งที่เพิ่งถูกกวน
ลองนึกถึงโอ่งน้ำที่บ้านต่างจังหวัด ที่ก้นโอ่งมีตะกอนดินนอนอยู่
ถ้าเราเอามือกวนน้ำในโอ่งแรง ๆ ตะกอนจะฟุ้งขึ้นมาทันที น้ำที่เคยใสก็ขุ่นไปทั้งโอ่ง
พอเห็นน้ำขุ่น หลายคนจะรีบกวนต่อ ด้วยความคิดว่าต้องรีบทำอะไรสักอย่างเพื่อให้น้ำใส ยิ่งกวนก็ยิ่งขุ่น เพราะมือที่ลงไปกวนนั่นแหละคือตัวปัญหา
แต่ถ้าเราแค่เอามือออกจากโอ่ง แล้วตั้งโอ่งทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย ตะกอนจะค่อย ๆ นอนก้นลงเอง ใช้เวลาไม่นานน้ำก็ใสขึ้นมาเอง
จิตที่ฟุ้งซ่านตอนนั่งสมาธิก็เหมือนโอ่งน้ำใบนั้น ความคิดที่ผุดขึ้นมาคือตะกอนที่ลอยอยู่แล้วในใจเรา ไม่ได้เพิ่งเกิดตอนนั่งสมาธิ แค่ตอนนั่งสมาธิเราหยุดสิ่งอื่นที่เคยกลบมันไว้ มันเลยลอยขึ้นมาให้เห็น
การพยายามหยุดคิดด้วยความหงุดหงิด ก็เหมือนการเอามือลงไปกวนโอ่งซ้ำ ยิ่งอยากให้นิ่งเร็ว ยิ่งขุ่นนาน สิ่งที่ต้องทำจริง ๆ กลับตรงกันข้าม คือถอนมือออก ปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นไปก่อน แล้วตะกอนจะนอนก้นของมันเอง
เอามือออกจากโอ่งยังไง
รู้หลักการแล้วก็จริง แต่พอไปนั่งจริง ความคิดก็ยังพารำคาญใจอยู่ดี เพราะจังหวะที่ยากที่สุดไม่ใช่ตอนคิด แต่เป็นตอนที่รู้ตัวว่ากำลังคิด แล้วไม่รู้จะเอามือออกจากโอ่งยังไง
สิ่งแรกที่พอทำได้คือเปลี่ยนวิธีมองความคิดที่ผุดขึ้นมา จากที่เคยมองว่ามันเป็นศัตรูที่ต้องไล่ ให้ลองมองมันเหมือนรถที่วิ่งผ่านถนนหน้าบ้าน เราไม่ต้องวิ่งไปห้ามรถ แค่รู้ว่ามีรถวิ่งผ่าน แล้วปล่อยให้มันวิ่งผ่านไป พอสังเกตแบบนี้บ่อย ๆ ความหงุดหงิดจะค่อย ๆ จางลง เพราะเราไม่ได้สู้กับมันแล้ว
พอรู้ตัวว่าใจลอยไปแล้ว วิธีที่ช่วยได้จริงคือกลับมาที่ลมหายใจโดยไม่ต้องตำหนิตัวเองก่อน บางคนใช้คำเบา ๆ ในใจตอนรู้ตัว เช่นคำว่า "คิดหนอ" แล้วก็พาความสนใจกลับมาที่จมูกหรือท้องที่กำลังพองยุบ ทำแบบนี้ได้ตลอดการนั่ง ไม่มีจำนวนครั้งจำกัด รู้ตัวกี่ครั้งก็กลับมากี่ครั้ง นั่นคือการฝึกจริง ไม่ใช่ความล้มเหลว
สำหรับคนที่ใจฟุ้งมากจนตามลมหายใจเฉย ๆ ไม่ไหว ลองนับลมหายใจเข้าออกเป็นชุดสิบครั้งดู หายใจเข้านับหนึ่ง หายใจออกนับหนึ่งเหมือนกัน ทำแบบนี้ไปจนถึงสิบแล้ววนกลับมาที่หนึ่งใหม่ ถ้านับหลุดกลางทางไม่ต้องเสียใจ แค่กลับไปเริ่มที่หนึ่งอีกครั้ง การนับช่วยให้มีจุดเกาะให้ใจกลับมาได้ง่ายกว่าการตามลมหายใจเฉย ๆ
ถ้าวันไหนนั่งแล้วฟุ้งจนทนไม่ไหวจริง ๆ ให้ลองเปลี่ยนอิริยาบถเป็นเดินจงกรมสักสิบนาทีแทน เดินช้า ๆ รู้สึกที่ฝ่าเท้าแตะพื้นทีละก้าว ร่างกายที่เคลื่อนไหวจะช่วยดึงความสนใจกลับมาได้ง่ายกว่านั่งนิ่งเฉย พอใจเริ่มเบาลงค่อยกลับไปนั่งต่อก็ได้
อีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือช่วงเวลาก่อนนั่ง ถ้าเพิ่งดูข่าวที่ทำให้ใจร้อน หรือเพิ่งทะเลาะกับใครมาสด ๆ แล้วรีบมานั่งสมาธิทันที ใจก็จะฟุ้งเป็นธรรมดา ลองเว้นช่วงสักห้านาทีก่อนนั่ง อยู่เฉย ๆ ปล่อยให้ใจที่ร้อนเย็นลงก่อนสักนิด แล้วค่อยเริ่มนั่ง จะรู้สึกต่างกันมาก
สำหรับคนที่ความคิดเดิมวนกลับมาทุกครั้งที่นั่ง เช่นเรื่องงานที่ค้างคาใจ หรือเรื่องคนในบ้านที่ยังคุยกันไม่จบ ลองหาเวลาสักห้านาทีก่อนนั่งเช่นกัน หยิบกระดาษมาเขียนสิ่งที่ค้างอยู่ในหัวออกมาเป็นตัวหนังสือ ไม่ต้องเรียบเรียงสวย แค่เขียนให้พ้นหัวออกมาก่อน พอถึงเวลานั่งจริง ใจจะไม่ต้องแบกเรื่องนั้นไว้คนเดียวแล้ว เพราะมันถูกเก็บไว้ในกระดาษแล้วส่วนหนึ่ง
หลวงปู่ชาเคยพูดไว้สั้น ๆ ว่า
ถ้าปล่อยวางน้อย ก็สงบน้อย ถ้าปล่อยวางมาก ก็สงบมาก ถ้าปล่อยวางหมด ก็สงบหมด
คำว่าปล่อยวางในที่นี้ไม่ได้แปลว่าทำให้ความคิดหายไป แต่แปลว่าไม่ต้องไปยึดมันไว้แน่น วางได้แค่ไหนก็สงบแค่นั้น คืนนี้วางได้นิดเดียวก็ยังนับ ไม่ต้องรอให้วางได้หมดถึงจะเรียกว่าสำเร็จ
สรุปสั้น ๆ สามอย่างที่พอจับต้นชนปลายได้
- เห็นความคิดแล้วอย่าตำหนิตัวเอง แค่กลับมาที่ลมหายใจเบา ๆ ทุกครั้งที่รู้ตัว
- ถ้าตามลมหายใจไม่ไหว ให้นับลมหายใจเป็นชุดสิบ หลุดก็เริ่มใหม่ที่หนึ่ง
- ก่อนนั่ง ให้เวลาใจสักห้านาทีให้เย็นลงก่อน ถ้าฟุ้งมากจนทนไม่ไหวให้ลุกเดินจงกรมแทน
วันจันทร์หน้าก็ยังต้องนั่งอีก
ไม่มีใครนั่งสมาธิแล้วใจนิ่งตั้งแต่ครั้งแรก แม้แต่คนที่ฝึกมานาน บางวันก็ยังฟุ้งเหมือนเดิม
ที่ต่างกันไม่ใช่ว่าใจของเขาหยุดคิดได้ แต่เขาไม่ตกใจกับมันแล้ว รู้ว่าตะกอนขึ้นมาก็แค่รอให้มันนอนก้นของมันเอง แล้วก็นั่งต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องเอามือลงไปกวนซ้ำ
พรุ่งนี้เช้าถ้ายังฟุ้งอยู่อีก ก็ไม่ได้แปลว่าวันนี้ทำผิดอะไร แค่เป็นอีกวันหนึ่งที่ได้ฝึกเอามือออกจากโอ่งให้เร็วขึ้นอีกนิดเท่านั้นเอง
ยี่สิบนาทีที่ตั้งใจไว้เมื่อเช้า อาจไม่ได้จบลงด้วยความสงบแบบที่จินตนาการไว้ก่อนนั่ง แต่ก็ไม่เป็นไร เบาะยังอยู่ตรงนั้น พรุ่งนี้เช้าก็ยังนั่งใหม่ได้อีก
