อนณสุข: หมดหนี้ไปนานแล้ว แต่ทำไมใจยังไม่เบาสักที
คืนที่โอนเงินงวดสุดท้ายของหนี้บ้าน แฟนเรากอดแล้วกระซิบว่า "จบแล้วนะ เราไม่เป็นหนี้ใครแล้วนะตอนนี้"
เรากอดตอบ พยักหน้า พูดว่าใช่ จบแล้วจริง ๆ
แต่พอไฟดับ อีกฝ่ายหลับไปด้วยความโล่งอก เรากลับนอนลืมตาอยู่แบบนั้นอีกนาน มองเพดานเฉย ๆ ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกตัวเองยังไง มือหนึ่งยังวางอยู่บนอกตัวเอง เหมือนรอให้อะไรสักอย่างข้างในมันคลายลง แต่มันก็ไม่คลาย
สองปีผ่านไปจากคืนนั้น บัญชีธนาคารของเราไม่มีหนี้ก้อนไหนค้างอยู่อีกแล้ว ใบแจ้งหนี้ที่เคยกองอยู่บนโต๊ะก็เอาไปทิ้งหมดตั้งนานแล้ว
เราน่าจะเป็นคนที่เบาที่สุดในบ้านตอนนี้
แต่ทุกครั้งที่มีใครทักว่า "หมดหนี้แล้วสบายใจขึ้นเยอะเลยสิ" เรากลับตอบได้แค่ "ก็…ดีขึ้นแหละ" แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องไปพูดอย่างอื่น
เหมือนมีอะไรบางอย่างค้างอยู่ ทั้งที่ตัวเลขทุกตัวบอกว่ามันจบไปแล้ว
อะไรที่ยังไม่จบ ทั้งที่ตัวเลขบอกว่าจบแล้ว
ลองนั่งนิ่ง ๆ ทบทวนดูดี ๆ จะเห็นว่าช่วงเป็นหนี้หนักที่สุด ไม่ได้มีแค่เรื่องเงินที่หายไป
มีเพื่อนคนหนึ่งที่เราเคยยืมเงินก้อนหนึ่งตอนจนตรอกจริง ๆ เขาโอนให้โดยไม่ถามอะไรมาก แล้วพูดแค่ว่า
"ไม่ต้องรีบคืนก็ได้เพื่อน มีตอนไหนค่อยคืนตอนนั้น"
เราคืนเงินให้เขาครบ พร้อมใส่ดอกเบี้ยเพิ่มเข้าไปเองด้วยความรู้สึกผิด แต่หลังจากวันที่โอนเงินคืนนั้น เราก็ไม่เคยนัดเจอเขาอีกเลย ไม่ใช่เพราะไม่อยากเจอ แต่ทุกครั้งที่นึกถึงหน้าเขา สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาไม่ใช่ความรู้สึกดี ๆ แต่เป็นความอายที่เคยต้องเปิดปากขอ
มีคนในบ้านที่เราเคยพูดจาห้วน ๆ ใส่ตอนเครียดเรื่องผ่อนบ้านหนัก ๆ เขาไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนั้นอีกเลยหลังจากนั้น เหมือนให้อภัยไปนานแล้ว แต่เราเองยังจำน้ำเสียงตัวเองในคืนนั้นได้แม่น จำได้แม้กระทั่งว่าตอนนั้นเขาก้มหน้าเงียบไปนานแค่ไหนก่อนจะเดินออกจากห้อง
มีลูกค้าเก่าที่เราเคยส่งงานให้แบบรีบ ๆ เพราะตอนนั้นต้องรับงานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะรับไหว งานที่ออกมาไม่ได้แย่ แต่เราเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้ทำเต็มที่เท่าที่ควรทำ
หนี้เงินพวกนี้ปิดบัญชีไปหมดแล้ว แต่เรื่องพวกนี้ไม่มีใบเสร็จให้ฉีกทิ้ง ไม่มีธนาคารไหนส่ง SMS มาบอกว่า "ยอดคงเหลือ 0 บาท"
มันเลยยังคงค้างอยู่ตรงนั้น เงียบ ๆ ไม่มีใครทวง แต่ก็ไม่เคยหายไปไหนเองสักที
สุขที่พระพุทธเจ้าเคยพูดถึงคนธรรมดาอย่างเรา
มีพระสูตรหนึ่งเล่าว่า พระพุทธเจ้าเคยตรัสกับคหบดีท่านหนึ่งถึงความสุขของคนที่ยังครองเรือน ยังทำมาหากิน ยังมีลูกมีเมียต้องดูแล ไม่ใช่พระ ไม่ใช่นักบวช
ท่านบอกว่าความสุขแบบนั้นมีอยู่หลายชั้น ซ้อนกันขึ้นไปทีละขั้น
ชั้นแรกคือสุขจากการมีทรัพย์ มีเงินเก็บ มีบ้าน มีของใช้พอเพียง ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องทุกเช้า
ชั้นถัดมาคือสุขจากการได้ใช้ทรัพย์นั้นเลี้ยงดูตัวเองและคนรอบข้าง ได้แบ่งปันบ้าง ได้ทำบุญบ้าง ได้ซื้อของฝากพ่อแม่โดยไม่ต้องคิดหนักว่าจะขาดมือ
ชั้นที่สามคือสุขจากการไม่เป็นหนี้ใคร ท่านเรียกสุขข้อนี้ว่า "อนณสุข" แปลตรงตัวว่าสุขของคนที่ไม่มีหนี้ค้าง เวลานึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองไม่ติดค้างใคร ใจมันจะโล่งขึ้นมาเอง
แต่ที่น่าสนใจคือ ท่านไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ท่านพูดถึงสุขอีกชั้นหนึ่งที่วางไว้สูงกว่าสุขจากการไม่มีหนี้เสียอีก คือสุขจากการงานที่ตัวเองทำมาโดยไม่มีโทษ ไม่ได้เบียดเบียนใคร ไม่ได้ทำอะไรที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ถูกต้อง ท่านเรียกว่า "อนวัชชสุข"
ลองสังเกตลำดับนี้ดี ๆ การไม่มีหนี้เงินเป็นความสุขจริง แต่ความสุขที่มั่นคงกว่านั้นคือการรู้สึกว่าทางที่เราเดินผ่านมา ไม่ได้ทิ้งรอยร้าวไว้ข้างหลังใคร
คนที่ปิดหนี้บัญชีได้ แต่ใจยังไม่เบา ส่วนใหญ่ไม่ได้ติดอยู่ที่ตัวเลข แต่ติดอยู่ที่ว่า ระหว่างทางที่ดิ้นรนปลดหนี้ เราอาจจะพูดคำที่ไม่น่าพูด ทำอะไรที่ไม่น่าทำ หรือทิ้งใครไว้ข้างหลังโดยไม่ได้ตั้งใจ
เรื่องพวกนี้ไม่มีธนาคารไหนคิดดอกเบี้ย แต่ใจเราคิดดอกเบี้ยเองทุกคืน
พระธรรมบทมีคำสอนสั้น ๆ บทหนึ่งที่มักแปลกันว่า
ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ
คำว่าความสงบในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงบ้านที่เงียบ หรือบัญชีที่ไม่มีหนี้ แต่หมายถึงใจที่ไม่มีอะไรค้างให้ต้องคอยหันไปมองข้างหลังอยู่เรื่อย
การไม่มีหนี้เงินทำให้บ้านเงียบขึ้นได้จริง แต่ความสงบที่แท้ต้องมาจากใจที่ไม่มีอะไรค้างคาใครอีก
กล่องใต้เตียงที่ยังไม่ได้เปิด
ลองนึกถึงตอนย้ายบ้านดูสักครั้ง
ช่วงแรกที่ย้ายเข้าบ้านใหม่ ข้าวของกองเกะกะเต็มห้อง เราทยอยแกะกล่อง จัดของเข้าตู้ เก็บกวาดพื้นจนห้องดูโล่งสวย ใครมาเห็นก็ชมว่าบ้านนี้จัดเรียบร้อยดี
แต่มีกล่องใบหนึ่งที่วันนั้นรีบเอาไปดันไว้ใต้เตียงเพราะไม่รู้จะเก็บตรงไหน คิดว่าค่อยมาจัดทีหลัง แล้วก็ลืมมันไปเลย
ผ่านมาหลายปี ห้องยังดูโล่งสวยเหมือนเดิม แขกที่มาเยี่ยมยังชมว่าบ้านนี้เป็นระเบียบ แต่ใต้เตียงนั้นยังมีกล่องใบเดิมวางอยู่ ฝุ่นจับหนา ไม่มีใครเปิด
หนี้เงินก็เหมือนของกองเกะกะกลางห้อง เห็นชัด ต้องเคลียร์ทุกวัน เจ้าหนี้ก็คอยเตือนให้เราไม่ลืม พอเคลียร์หมดห้องก็โล่งจริง ๆ
ส่วนหนี้ใจเหมือนกล่องใต้เตียงใบนั้น ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครทวง ไม่มีดอกเบี้ยที่จับต้องได้ เราเลยเผลอคิดว่ามันไม่สำคัญ ทั้งที่จริง ๆ มันแค่รอวันที่เราจะก้มลงไปเปิดดู
และมันจะไม่หายไปเองแค่เพราะห้องส่วนที่เหลือดูเรียบร้อยแล้ว
จะเริ่มเปิดกล่องนั้นยังไงดี
ถ้าคืนนี้นอนไม่หลับเพราะรู้สึกแบบนี้อยู่ ลองเริ่มจากเรื่องเล็กที่สุดก่อน
ลองนั่งนึกทบทวนดูว่า ระหว่างช่วงที่ลำบากที่สุด มีใครบ้างที่เราอาจจะติดค้างอะไรไว้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน อาจจะเป็นคำขอบคุณที่ไม่เคยพูด คำขอโทษที่ไม่เคยเอ่ย หรือแค่ความตั้งใจที่จะกลับไปหาเขาอีกครั้งแบบที่ไม่ได้มีเรื่องเงินมาคั่นกลาง
เพื่อนที่เคยให้ยืมเงินตอนจนตรอก อาจจะไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าโทรไปคุยเล่นสักครั้งแบบไม่มีวาระซ่อนเร้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินเก่าด้วยซ้ำ แค่กลับไปเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมก็พอ
คนในบ้านที่เคยโดนเราพูดจาห้วน ๆ ตอนเครียดเรื่องเงิน อาจจะแค่อยากได้ยินเราพูดตรง ๆ สักครั้งว่า ตอนนั้นเราเครียดจนพูดไม่ดีใส่เขา ไม่ใช่เพราะเขาทำอะไรผิด
ระหว่างวัน เวลาที่ใจว่างสักนิด อย่างตอนรอน้ำร้อนต้มกาแฟเดือด หรือตอนนั่งอยู่ในรถติดไฟแดง ลองหายใจเข้าออกช้า ๆ สักสิบครั้ง แล้วถามตัวเองเบา ๆ ว่าตอนนี้มีใครที่นึกถึงแล้วใจแอบหนักขึ้นมานิดหนึ่งบ้างไหม ไม่ต้องรีบหาคำตอบ แค่สังเกตว่าใจสะดุดตรงไหนก็พอ
พอเจอคนหรือเรื่องที่ใจสะดุด ให้ลองทำอะไรสักอย่างเล็ก ๆ กับเรื่องนั้นภายในสัปดาห์นั้นเลย ไม่ต้องใหญ่โต อาจจะแค่ส่งข้อความไปทักทายเพื่อนคนนั้นแบบธรรมดา อาจจะแค่บอกคนในบ้านว่าเราขอบคุณที่เขาอดทนกับเราช่วงนั้น อาจจะแค่ตั้งใจทำงานให้ลูกค้าคนต่อไปให้เต็มที่กว่าที่เคยทำให้คนก่อน โดยไม่ต้องบอกใครว่าทำไปเพื่ออะไร
การเปิดกล่องใต้เตียงไม่ได้แปลว่าต้องเอาทุกอย่างในนั้นออกมาเรียงให้เรียบร้อยในคืนเดียว บางทีแค่เปิดฝากล่องออกมาดูว่าข้างในมีอะไรบ้าง ก็เบากว่าการปล่อยให้มันฝังฝุ่นอยู่แบบนั้นแล้ว
คืนนี้อาจจะยังไม่เบาทั้งหมด
ถ้าคืนนี้ยังนอนไม่หลับสนิทเหมือนเดิม ก็ไม่ได้แปลว่าที่ทำมาทั้งหมดไม่มีความหมาย
การปลดหนี้เงินได้คือความสุขจริงอย่างหนึ่ง ไม่มีใครปฏิเสธได้ แค่มันอาจจะไม่ใช่ความสุขก้อนสุดท้ายที่ใจเรากำลังตามหา
พรุ่งนี้เราอาจจะยังไม่ได้โทรหาเพื่อนคนนั้น อาจจะยังไม่ได้พูดคำขอบคุณกับคนในบ้าน
แต่ถ้าคืนนี้เรารู้แล้วว่ากล่องใบนั้นยังอยู่ใต้เตียง แค่รู้เฉย ๆ ก็ถือว่าได้เริ่มแล้ว
ส่วนจะก้มลงไปเปิดเมื่อไหร่ ค่อยว่ากันอีกที
