ความโกรธที่มาไวจนตั้งตัวไม่ทัน มันมาจากไหนกันแน่
รถติดยาวตั้งแต่ปากซอย เราเหยียบเบรกแล้วก็เหยียบคันเร่ง สลับกันแบบนี้มาครึ่งชั่วโมง
จู่ ๆ รถคันหลังก็บีบแตรใส่ เสียงดังแหลม ยาวเกินความจำเป็น
มือเราจับพวงมาลัยแน่นขึ้นทันที หัวใจเต้นแรง คำหยาบผุดขึ้นมาในหัวก่อนที่จะทันคิดด้วยซ้ำว่าจะพูดออกไปดีไหม
กระจกมองหลัง เราเห็นแค่คนขับใส่แว่นกันแดด เขาไม่รู้จักเรา เราก็ไม่รู้จักเขา
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เรากับเขากลายเป็นศัตรูกันไปแล้ว ทั้งที่เมื่อนาทีที่แล้วเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ
เสียงแตรแค่เสียงเดียว แต่ทำไมเราโกรธได้ขนาดนี้
ลองมานั่งดูเรื่องนี้กันช้า ๆ
เสียงแตรที่ดังขึ้นมามีอยู่แค่สามวินาที มันเป็นแค่คลื่นเสียงที่ผ่านหูเราไป
แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น ยาวกว่าสามวินาทีมาก
หัวใจที่เต้นแรง มือที่กำแน่น คำที่ผุดขึ้นในหัว ภาพที่จินตนาการว่าจะเปิดกระจกลงไปด่าเขาสักคำ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนเรารู้สึกว่ามันเป็น "เรา" ไปแล้ว เหมือนกับว่าความโกรธนี้คือตัวเราเอง
แต่ถ้าลองถอยออกมาอีกก้าวหนึ่ง จะเห็นว่าไม่มีขั้นไหนเลยที่โผล่มาลอย ๆ
หูได้ยินเสียง จากนั้นใจก็รับรู้ว่าเสียงนี้แปลว่าอะไร แล้วความรู้สึกไม่พอใจก็ตามมาโดยที่เรายังไม่ทันตัดสินใจอะไรเลยด้วยซ้ำ จากความไม่พอใจนั้น ใจก็อยากให้เรื่องนี้จบ อยากให้คนคันหลังหุบปาก อยากเอาคืน
ทุกขั้นตอนนี้เรียงต่อกันเป็นทอด ๆ เหมือนโดมิโนที่ล้มตัวแรกไปแล้ว ตัวที่สองก็ล้มตาม ตัวที่สามก็ล้มตาม
เราไม่ได้เห็นมันตอนที่มันกำลังเกิด เราเห็นมันก็ตอนที่โดมิโนล้มไปหมดตัวแล้ว ตอนที่เรากำลังจะเปิดกระจกลงไปด่าคนแปลกหน้าคนหนึ่งพอดี
เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่ตอนขับรถ มันเกิดตอนอ่านข้อความในไลน์ที่คนอื่นพิมพ์ห้วน ๆ มาด้วย เกิดตอนที่ลูกไม่ยอมฟังที่พูดซ้ำเป็นครั้งที่สาม เกิดตอนที่เพื่อนร่วมงานเดินผ่านไปโดยไม่ทักด้วย รูปแบบเดียวกันหมด มีจุดกระทบจุดหนึ่ง แล้วทุกอย่างก็เรียงตามมาเอง เร็วเกินกว่าที่เราจะทันเห็นตัวเอง
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี
พระพุทธเจ้าไม่ได้อธิบายเรื่องนี้ด้วยการบอกว่าใครดีใครเลว ท่านอธิบายด้วยการชี้ให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน หลักที่ท่านสอนเรื่องนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท แปลตรงตัวว่า การเกิดขึ้นพร้อมกันแห่งเหตุปัจจัยที่อาศัยกัน พูดง่าย ๆ คือ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเองลอย ๆ ทุกอย่างมีเหตุมาก่อน และเมื่อมีเหตุ ผลก็ตามมาเป็นธรรมดา
ท่านตรัสสรุปหลักนี้ไว้เป็นประโยคสั้น ๆ ที่ท่องกันมาตลอดสองพันกว่าปี
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เมื่อสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้จึงดับไป
ฟังดูเรียบง่ายมาก เกือบจะเรียบง่ายเกินไปด้วยซ้ำ แต่ถ้าเอามาวางทาบกับเรื่องเสียงแตรเมื่อกี้ จะเห็นว่ามันตรงกันทุกขั้น
หูกับเสียงมากระทบกัน ในทางธรรมเรียกว่า ผัสสะ คือจุดที่ประสาทสัมผัสไปเจอกับสิ่งเร้า ตรงนี้เองที่เป็นจุดเริ่มของทุกอย่างที่ตามมา จากผัสสะนั้น ความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจก็ผุดขึ้นทันที เป็นเรื่องที่เกิดเร็วมากจนเราแทบจับต้นชนปลายไม่ทัน
และจากความรู้สึกไม่พอใจตรงนั้นเอง ใจก็เกิดความอยาก อยากให้สิ่งที่ไม่ชอบหายไป อยากเอาคืน อยากให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น ความอยากแบบนี้ ในทางธรรมเรียกว่า ตัณหา
เรื่องราวทั้งหมดที่เราคิดว่าเรา "ตัดสินใจ" โกรธ จริง ๆ แล้วมันเป็นแค่ห่วงโซ่ที่เดินตามกันมาเอง โดยที่ไม่มีใครเป็นคนเริ่มเลยสักคน
มีอีกเรื่องหนึ่งที่ช่วยให้เห็นภาพนี้ชัดขึ้น เป็นเรื่องของพระอัสสชิ พระรูปหนึ่งในสมัยพุทธกาล วันหนึ่งท่านเดินบิณฑบาตอยู่ อากัปกิริยาที่สงบเยือกเย็นของท่านทำให้ชายหนุ่มคนหนึ่งชื่ออุปติสสะเดินตามไปถามว่า ใครคือครูของท่าน และครูสอนอะไร
พระอัสสชิตอบสั้น ๆ ตามที่ท่านพอจะเล่าได้ ใจความว่า
ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และแสดงความดับแห่งธรรมเหล่านั้นด้วย
แค่นั้นเอง อุปติสสะก็เข้าใจขึ้นมาทันที และไม่นานหลังจากนั้นเขาก็บวชและกลายเป็นพระสารีบุตร หนึ่งในพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้า
สิ่งที่ทำให้คำสั้น ๆ นี้ทรงพลังขนาดนั้น อาจไม่ใช่เพราะมันซับซ้อน แต่เพราะมันเป็นความจริงที่ตรงไปตรงมาที่สุด ทุกข์ไม่ได้ลอยมาจากไหน มันมีเหตุ และถ้ารู้เหตุ ก็มีทางดับได้เหมือนกัน
เหมือนไฟที่ต้องมีเชื้อ
ลองนึกภาพกองไฟดู
ไฟไม่ได้ลุกขึ้นมาเองลอย ๆ มันต้องมีเชื้อไฟ มีอากาศ มีประกายไฟสักจุดหนึ่งที่มาจุดมัน ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป ไฟก็ลุกไม่ได้
ความโกรธก็เหมือนกัน มันต้องมีเชื้อของมันเหมือนกัน เชื้อนั้นคือความเคยชินเก่า ๆ ที่เราสะสมไว้ เรื่องที่เคยเจ็บมาก่อน ความเหนื่อยที่สะสมมาทั้งวัน ความคาดหวังที่เรามีต่อโลกว่าทุกคนควรขับรถดี ๆ
เสียงแตรเป็นแค่ประกายไฟจุดเดียว ถ้าไม่มีเชื้อพวกนั้นรออยู่ก่อน ประกายไฟจุดเดียวก็จุดอะไรไม่ติด
นี่คือเหตุผลว่าทำไมบางวันเสียงแตรแบบเดียวกัน เราแทบไม่รู้สึกอะไรเลย ปล่อยผ่านไปเฉย ๆ แต่บางวัน วันที่เราเหนื่อยมาทั้งวัน นอนน้อย ทะเลาะกับใครมาก่อน เสียงแตรเสียงเดียวกันนี้กลับจุดไฟลุกโพลง
ไฟลุกไม่ใช่ความผิดของประกายไฟทั้งหมด และก็ไม่ใช่ความผิดของเชื้อไฟทั้งหมด มันเป็นเพราะทั้งสองอย่างมาเจอกันพอดี
รู้แบบนี้แล้วไม่ได้แปลว่าเราจะไม่โกรธอีกเลย แต่มันช่วยให้เราหยุดโทษแค่ประกายไฟจุดสุดท้าย แล้วหันมาดูเชื้อที่เราสะสมไว้ในตัวเองบ้าง
จะแทรกตรงไหนได้บ้าง
ถ้าทุกอย่างเรียงต่อกันเป็นทอด ๆ แบบนี้ สิ่งที่พอทำได้จริงคือหาจังหวะแทรกเข้าไปก่อนที่โดมิโนตัวสุดท้ายจะล้ม
จังหวะแรกที่แทรกได้คือตอนที่ร่างกายเริ่มมีปฏิกิริยา ก่อนที่คำพูดจะหลุดออกจากปาก ลองสังเกตดูว่าเวลาเริ่มไม่พอใจ ร่างกายมักส่งสัญญาณมาก่อนใจจะทันรู้ตัว หัวใจเต้นแรงขึ้น ไหล่ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว กรามเกร็ง ถ้าจับสัญญาณพวกนี้ทัน แค่หายใจออกยาว ๆ สักครั้งสองครั้ง ก่อนจะพูดหรือทำอะไรต่อ ก็เท่ากับแทรกเข้าไปในห่วงโซ่นั้นได้แล้ว ไม่ต้องรอให้ใจสงบทั้งหมด แค่ถ่วงเวลาไว้สักสามวินาทีก็พอ
จังหวะที่สองคือช่วงก่อนนอนของทุกวัน ลองใช้เวลาสักห้านาทีนึกย้อนดูว่าวันนี้มีตอนไหนที่ใจพุ่งขึ้นมาเร็วผิดปกติบ้าง ไม่ต้องตัดสินว่าตัวเองผิดหรือถูก แค่สังเกตว่าตอนนั้นเราเหนื่อยไหม หิวไหม นอนพอไหม เพราะเชื้อไฟส่วนใหญ่มาจากเรื่องพื้นฐานแบบนี้เอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย
การนึกย้อนแบบนี้ไม่ใช่การขุดคุ้ยเพื่อตำหนิตัวเอง แต่เป็นการทำความรู้จักรูปแบบของตัวเองไปเรื่อย ๆ บางคนจะพบว่าตัวเองมักไม่พอใจง่ายตอนหิวข้าว บางคนพบว่าตัวเองอ่อนไหวเป็นพิเศษตอนดึกดื่น พอรู้รูปแบบของตัวเองแล้ว ครั้งต่อไปที่เจอสถานการณ์คล้ายเดิม เราจะเริ่มเดาทันว่าเชื้อไฟกำลังสะสมอยู่ ก่อนที่ประกายไฟจะมาถึงด้วยซ้ำ
จังหวะที่สามคือตอนที่เชื้อไฟยังไม่ทันสะสม นั่นคือการดูแลร่างกายและใจล่วงหน้า กินข้าวให้ตรงเวลา นอนให้พอ พักสายตาจากจอบ้างระหว่างวัน เรื่องพวกนี้ฟังดูไม่เกี่ยวกับธรรมะเลย แต่จริง ๆ แล้วมันคือการลดเชื้อไฟไม่ให้สะสมมากเกินไป เพราะคนที่พักผ่อนพอ มักมีที่ว่างให้ประกายไฟจุดเล็ก ๆ ผ่านไปได้โดยไม่ลุกเป็นไฟใหญ่
และจังหวะสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การให้อภัยตัวเองในตอนที่โดมิโนล้มไปแล้วจริง ๆ บางวันเราจับจังหวะไม่ทัน พูดอะไรแรงออกไปแล้ว ตรงนี้ไม่ต้องซ้ำเติมตัวเองด้วยการโกรธตัวเองอีกชั้นหนึ่ง เพราะนั่นก็เป็นโดมิโนอีกแถวหนึ่งที่กำลังเริ่มล้มเหมือนกัน แค่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นว่าผัสสะไหนเป็นจุดเริ่ม เชื้อไฟไหนที่สะสมมา ก็นับว่าเป็นก้าวที่พอแล้วสำหรับวันนั้น
คืนนี้ถ้าเสียงแตรดังขึ้นอีก
พรุ่งนี้เราอาจจะยังเจอเสียงแตรดังใส่อีก หรือเจอคำพูดที่ไม่ถูกใจอีกสักคำ
โดมิโนตัวแรกอาจจะล้มอีกครั้งเหมือนเดิม เพราะนั่นเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ยังมีหู มีตา มีใจ
แต่ถ้าวันนั้นเราจับสัญญาณของตัวเองได้เร็วขึ้นอีกนิดเดียว ทันแค่หายใจออกยาวสักครั้งก่อนจะพูดอะไรออกไป
แค่นั้นก็อาจจะพอแล้ว สำหรับโดมิโนแถวหนึ่งที่ไม่ต้องล้มจนสุดแถว
