หน้าแรก/บทความ/พระสูตรสำคัญ
ธรรมบท หนังสือเล่มเก่าที่พ่อขีดเส้นใต้ไว้
พระสูตรสำคัญ

ธรรมบท หนังสือเล่มเก่าที่พ่อขีดเส้นใต้ไว้

24 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

บ่ายวันเสาร์ พี่น้องสามคนนัดกันมาเก็บของในบ้านพ่อ

บ้านที่ว่างเปล่ามาสองเดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่พ่อจากไป ของส่วนใหญ่แบ่งกันไปเรียบร้อย เสื้อผ้าเอาไปบริจาค เครื่องมือช่างยกให้น้องชายคนเล็ก เหลือแต่ชั้นหนังสือมุมห้องที่ยังไม่มีใครแตะ

เราเป็นคนอาสาจัดชั้นหนังสือ เพราะคิดว่าคงเร็ว หนังสือของพ่อส่วนใหญ่เป็นพวกช่างยนต์กับปฏิทินเก่า

แล้วก็ไปเจอเล่มหนึ่งอัดอยู่ในซอกสุดท้าย ปกกระดาษสีน้ำตาลซีด มุมโค้งงอจากการพลิกนับพันครั้ง มีคำว่า "ธรรมบท" พิมพ์อยู่บนปก

เปิดดูข้างในถึงได้รู้ว่าทำไมพ่อเก็บมันไว้ใกล้ตัวขนาดนี้ แทบทุกหน้ามีรอยดินสอ บางบรรทัดขีดเส้นใต้สองรอบ บางหน้าพับมุมไว้ บางบรรทัดพ่อเขียนวันที่กำกับไว้ข้าง ๆ ด้วยลายมือที่คุ้นเคย

เรานั่งลงกับพื้น เปิดอ่านทีละหน้า ทั้งที่ตั้งใจจะจัดของให้เสร็จก่อนเย็น

ทำไมพ่อถึงขีดเส้นใต้บรรทัดนี้

หน้าที่พับมุมไว้มากที่สุด เป็นบรรทัดสั้น ๆ พูดถึงใจที่คิดร้ายแล้วความทุกข์ตามมาเหมือนล้อเกวียนตามรอยเท้าโค

จำได้ว่าพ่อไม่ใช่คนพูดเรื่องธรรมะเลย ตลอดชีวิตแทบไม่เคยได้ยินพ่อยกคำสอนอะไรขึ้นมา พ่อเป็นช่างที่พูดน้อย ทำมากกว่าพูด

แล้วทำไมบรรทัดนี้ถึงถูกขีดเส้นใต้จนกระดาษบางลง

เราลองนึกย้อนกลับไป ปีที่วันที่กำกับข้าง ๆ บรรทัดนั้นบอกไว้ เป็นปีที่ธุรกิจของพ่อเจ๊ง เป็นปีที่พ่อกับคนที่เคยเป็นหุ้นส่วนกันมาสิบปีทะเลาะกันหนักจนไม่คุยกันอีกเลย

พ่อไม่เคยเล่าให้ลูกฟังว่าคืนนั้น ๆ พ่อคิดอะไรอยู่ อาจจะนอนไม่หลับเหมือนกัน อาจจะโกรธจนอยากไปต่อยหน้าคนคนนั้น อาจจะเก็บคำพูดที่อยากพูดแต่พูดไม่ได้ไว้เต็มอก

สิ่งเดียวที่เรารู้แน่ ๆ คือพ่อไปเปิดหนังสือเล่มนี้ พ่อเจอบรรทัดที่พูดถึงใจที่คิดร้าย พ่อขีดเส้นใต้มันไว้ แล้วพ่อผ่านคืนนั้นมาได้

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาธุรกิจของพ่อ ไม่ได้ทำให้หุ้นส่วนคนนั้นกลับมาคุยด้วย แต่มันอาจจะช่วยพ่อผ่านคืนที่หนักที่สุดคืนหนึ่งของชีวิตมาได้ แค่นั้นก็มากพอแล้ว

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนขึ้นในห้องสมุด

พระธรรมบทไม่ใช่ตำราที่มีคนนั่งแต่งขึ้นมาทีเดียวจบ

แต่ละบทเป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบคนใดคนหนึ่ง ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งจริง ๆ ตลอดสี่สิบห้าปีที่ท่านเดินทางสอนธรรม บางบทตรัสตอบพระที่กำลังทะเลาะกัน บางบทตรัสตอบแม่ที่ลูกเพิ่งตาย บางบทตรัสตอบคนที่โกรธจนควบคุมตัวเองไม่ได้ บางบทตรัสตอบพระที่ปฏิบัติมานานแต่ยังไม่พ้นทุกข์สักที

ภายหลังพระสาวกจึงรวบรวมคำเหล่านี้ไว้ด้วยกัน ได้ทั้งหมดสี่ร้อยยี่สิบสามบท จัดเป็นหมวดหมู่ตามเรื่อง เรียกว่าธรรมบท แปลตรงตัวว่าบทแห่งธรรม

นั่นแปลว่าทุกบรรทัดในหนังสือเล่มนี้ เคยผ่านหัวใจของคนจริง ๆ มาก่อนที่จะกลายเป็นตัวหนังสือ คนที่กำลังโกรธจริง คนที่กำลังเศร้าจริง คนที่ผิดหวังกับชีวิตจริง ๆ

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทว่า

ใจเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ ถ้าใจร้ายเสียแล้ว การพูดหรือการกระทำก็ร้ายตาม ทุกข์ย่อมตามเขาไป เหมือนล้อเกวียนตามรอยเท้าโคที่ลากเกวียนไป

และในบรรทัดถัดมา ท่านตรัสด้านตรงข้ามไว้ด้วยว่า

ถ้าใจดีงามเสียแล้ว การพูดหรือการกระทำก็ดีงามตาม ความสุขย่อมตามเขาไป เหมือนเงาตามตัว

สองบรรทัดนี้เป็นบทแรกสุดของหนังสือทั้งเล่ม เหมือนเป็นประตูที่ท่านวางไว้ให้เดินผ่านก่อน ก่อนจะเข้าไปถึงบทอื่น ๆ ทั้งหมด

ท่านไม่ได้บอกว่าอย่าโกรธ ไม่ได้บอกว่าห้ามเศร้า ท่านแค่ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอกชีวิตเรา มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ข้างในเสมอ

กล่องยาที่พ่อแม่เก็บไว้บนหัวตู้

ลองนึกถึงกล่องยาสามัญประจำบ้านที่บ้านไหนก็มักจะมี วางอยู่บนหัวตู้ หรือในลิ้นชักครัว

ในกล่องนั้นมียาหลายซอง แต่ละซองมีฉลากติดไว้ ยาแก้ปวดหัว ยาแก้ท้องเสีย ยาลดไข้ ยาทาแผลไฟไหม้ ปกติเราไม่เคยเปิดกล่องนี้เลยด้วยซ้ำ มันอยู่เฉย ๆ บนหัวตู้เป็นเดือน ๆ

จนกว่าจะมีวันที่ปวดหัวจนทำอะไรไม่ได้ หรือลูกมีไข้ตอนตีสอง เราถึงจะรีบเปิดกล่องนั้น หยิบซองที่ตรงกับอาการ ไม่ใช่กินยาทุกซองพร้อมกัน และไม่ใช่อ่านฉลากยาทั้งกล่องให้จบก่อนแล้วค่อยกิน

ธรรมบทก็เป็นแบบนั้น สี่ร้อยกว่าบทในเล่ม แต่ละบทเหมือนยาแต่ละซอง เขียนขึ้นตอนที่มีคนอาการหนึ่งมาหาพระพุทธเจ้า แล้วท่านให้ยาที่ตรงกับอาการนั้น

คืนที่เราโกรธจนนอนไม่หลับ เราไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งเล่ม เราแค่ต้องหาบทที่พูดถึงความโกรธ

วันที่เราเศร้าเพราะสูญเสียคนที่รัก เราแค่ต้องหาบทที่พูดถึงความพลัดพราก

พ่อของเราก็คงทำแบบนั้นโดยไม่รู้ตัว พ่อไม่ได้อ่านหนังสือทั้งเล่มจบทีเดียว พ่อเปิดหาซองยาที่ตรงกับคืนนั้น แล้วก็ขีดเส้นใต้ไว้ เผื่อคืนต่อไปจะหาเจอง่ายขึ้น

เปิดกล่องยายังไงให้ได้ยาที่ใช่

ปัญหาของคนรุ่นเราคือ พอเจอหนังสือแบบนี้ มักจะพยายามอ่านให้จบเล่มในคืนเดียว เหมือนพยายามอ่านฉลากยาทุกซองในกล่องรวดเดียว สุดท้ายจำอะไรไม่ได้เลยสักบท

วิธีที่พอจะช่วยได้จริง คือเลือกอ่านทีละบทในแต่ละวัน ไม่ต้องรีบ เช้าวันหนึ่งลองเปิดหนังสือแบบสุ่ม อ่านบทที่เจอเพียงบทเดียว อ่านช้า ๆ อ่านสองรอบ แล้วปล่อยมันไว้อย่างนั้น ไม่ต้องพยายามจำ ไม่ต้องพยายามเข้าใจให้ลึกซึ้งทันที ให้มันแค่ผ่านตาไปเป็นความคุ้นเคย

ถ้าวันไหนใจไม่ปกติ กำลังโกรธ กำลังอิจฉา กำลังเสียใจ ให้ลองหาบทที่พูดถึงอารมณ์นั้นตรง ๆ หนังสือธรรมบทฉบับแปลส่วนใหญ่จะแบ่งเป็นหมวดไว้แล้ว เช่นหมวดว่าด้วยความโกรธ หมวดว่าด้วยตัณหา หมวดว่าด้วยความประมาท เปิดไปที่หมวดตรงกับอาการ อ่านทีละบทจนกว่าจะเจอบรรทัดที่รู้สึกว่าใช่ เหมือนคนไข้ค้นกล่องยาจนเจอซองที่ตรงกับอาการวันนั้น

อีกอย่างที่ช่วยได้มากคือ อย่าอ่านแค่ตัวบทเฉย ๆ ให้หาเรื่องราวที่มาก่อนบทนั้นด้วย เพราะแทบทุกบทในธรรมบทมีเรื่องเล่าเป็นฉากหลัง มีชื่อคนที่มาทูลถาม มีเหตุการณ์ที่ทำให้พระพุทธเจ้าตรัสบทนั้นออกมา พออ่านเรื่องราวก่อนแล้วค่อยอ่านบท จะเห็นภาพชัดขึ้นมาก ไม่ใช่แค่ท่องคำสวย ๆ ลอย ๆ

บทหนึ่งที่หลายคนผ่านตาบ่อยคือบทที่ตรัสถึงเรื่องเวรและการให้อภัย

ในโลกนี้ ความโกรธไม่เคยระงับด้วยความโกรธเลยสักครั้ง แต่ระงับได้ด้วยความไม่โกรธ นี้เป็นกฎที่มีมาแต่เดิม

ท่านไม่ได้บอกว่าห้ามโกรธ ไม่ได้บอกว่าโกรธแล้วผิด ท่านแค่ชี้ให้เห็นว่าไฟดับด้วยน้ำ ไม่ใช่ด้วยไฟที่มากขึ้น ถ้าเราเอาความโกรธไปสู้กับความโกรธของคนอื่น ไฟกองนั้นจะไม่มีวันดับ

พอเราอ่านบทนี้แล้วลองนึกถึงคนที่เรากำลังโกรธอยู่ตอนนี้ คำถามที่น่าถามตัวเองไม่ใช่ว่าเราควรให้อภัยเขาไหม แต่เป็นว่า ไฟกองนี้เราอยากเติมเชื้อต่อ หรืออยากปล่อยให้มันค่อย ๆ มอดลง

อีกวิธีหนึ่งที่ใช้ได้จริงในบ้าน คือลองหยิบบทที่ชอบสักบทมาเขียนใส่กระดาษแผ่นเล็ก ๆ ติดไว้ในที่ที่เห็นบ่อย เช่นข้างกระจกห้องน้ำ หรือในกระเป๋าสตางค์ ไม่ใช่เพื่อท่องจำให้ได้ แต่เพื่อให้มันผ่านตาซ้ำ ๆ วันไหนใจร้อน สายตาเหลือบไปเจอ อาจจะช่วยได้โดยไม่รู้ตัว

และถ้ามีโอกาส ลองหยิบบทหนึ่งมาคุยกับคนในบ้านดูบ้าง ไม่ต้องอธิบายความหมายให้ถูกต้องแบบนักวิชาการ แค่เล่าว่าทำไมบทนี้ถึงโดนใจ เล่าแบบที่พ่อของเราอาจจะไม่เคยได้เล่าให้ใครฟัง เพราะบางทีสิ่งที่ขาดหายไปในบ้านหลายบ้าน ไม่ใช่การไม่มีหนังสือดี ๆ แต่เป็นการไม่มีใครชวนกันคุยเรื่องแบบนี้เลย

เก็บหนังสือกลับเข้ากล่องเดิม

เย็นวันนั้นเราไม่ได้จัดชั้นหนังสือเสร็จตามที่ตั้งใจ

น้องสองคนมาเห็นว่านั่งจมอยู่กับหนังสือเล่มเดียวเกือบชั่วโมง เลยเดินมานั่งอ่านด้วยกัน ทั้งสามคนผลัดกันอ่านบทที่พ่อขีดเส้นใต้ไว้ ไม่มีใครพูดอะไรมาก

หนังสือเล่มนั้นตอนนี้อยู่ที่บ้านเรา วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ไม่ได้อยู่ในกล่องเก็บของอีกแล้ว

บางคืนที่นอนไม่หลับ เราก็หยิบมันมาเปิดอ่าน บางทีเจอบทที่พ่อเคยขีดเส้นไว้ บางทีเจอบทใหม่ที่ยังไม่มีรอยดินสอเลย แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าสักวันบทนั้นอาจจะกลายเป็นบทที่เราขีดเส้นใต้เอง