วันที่ปฏิทินไม่มีใครเปลี่ยนหน้าให้
เช้าวันนี้เราลืมตาตื่นตอนหกโมงเป๊ะ เหมือนที่เคยทำมาสี่สิบกว่าปี
มือเอื้อมไปหยิบเสื้อเชิ้ตที่แขวนไว้ข้างเตียงโดยอัตโนมัติ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าไม่ต้องใส่แล้ว ไม่มีประชุมเก้าโมง ไม่มีรถต้องรีบออก ไม่มีใครรอเซ็นเอกสารจากเรา
ปฏิทินบนผนังยังเป็นเดือนที่แล้ว ไม่มีใครเปลี่ยนหน้าให้
เรานั่งที่โต๊ะกินข้าวคนเดียว มองโทรศัพท์ที่วางเงียบอยู่ตรงหน้า เมื่อก่อนเครื่องนี้ดังทั้งวัน มีคนโทรมาถามงาน มีไลน์กลุ่มที่ต้องรีบตอบ ตอนนี้มันเงียบตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าจนถึงมื้อเย็น
ลูกโทรมาถามสารทุกข์สุกดิบสัปดาห์ละครั้ง คุยกันห้านาทีก็หมดเรื่องคุย เขาก็ต้องรีบไปทำงานของเขา วางสายแล้วบ้านก็เงียบเหมือนเดิม
เราถามตัวเองเบา ๆ ว่า ถ้าเราหายไปจากบ้านหลังนี้พรุ่งนี้ จะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างไหม
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่ความเหงาธรรมดา
มันคล้ายกับความรู้สึกที่ค่อย ๆ เลือนหายไปทีละนิด เหมือนเราเคยเป็นตัวละครหลักของเรื่อง แล้ววันหนึ่งบทของเราก็จบลงกลางอากาศ โดยที่เรื่องราวเดินต่อไปโดยไม่มีเรา
ตลอดสี่สิบปีที่ผ่านมา เรารู้ว่าตัวเองมีค่าเพราะอะไร มีค่าเพราะแก้ปัญหาให้คนอื่นได้ มีค่าเพราะมีคนต้องพึ่งการตัดสินใจของเรา มีค่าเพราะชื่อเราอยู่บนป้ายตำแหน่ง มีค่าเพราะทุกเช้าเรามีที่ให้ไป มีคนรอ มีงานให้ทำ
พอป้ายนั้นถูกถอดออก เราก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า แล้วตอนนี้เรามีค่าเพราะอะไร
บางคืนความคิดนี้แหลมคมกว่านั้นอีก มันแปลงร่างเป็นความกลัว กลัวว่าจะกลายเป็นภาระของลูก กลัวว่าจะเป็นคนที่นั่งอยู่มุมบ้านเฉย ๆ ไม่มีใครถามความเห็น กลัวว่าจะตายไปแบบที่ไม่มีใครจำได้ว่าเราเคยทำอะไรไว้บ้าง
ไม่ใช่ว่าเราอยากกลับไปทำงานหนักเหมือนเดิม ร่างกายก็ไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำ เข่าเริ่มปวดตอนขึ้นบันได สายตาเริ่มพร่าตอนอ่านตัวเล็ก ๆ
แต่สิ่งที่หายไปพร้อมกับงาน คือความรู้สึกว่าตัวเอง "จำเป็น" สำหรับใครสักคน และนั่นเป็นความรู้สึกที่เราไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่ามันสำคัญกับเราขนาดนี้ จนกระทั่งวันที่มันหายไป
เมื่อคุณค่าที่เรายึดไว้ไม่เคยเป็นของเราแท้ ๆ
พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่าความแก่เป็นเรื่องน่าอาย และไม่เคยสอนว่าเราต้องรีบหาคุณค่าใหม่มาทดแทนของเก่าให้ทัน
สิ่งที่ท่านชี้ให้เห็นคือ ตำแหน่ง หน้าที่ ชื่อเสียง คำชม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสังขาร คือสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมา มีเหตุปัจจัยให้เกิด แล้วก็มีเหตุปัจจัยให้ดับไปเช่นกัน
ตอนที่เรายังทำงานอยู่ เราไม่ได้เป็นเจ้าของตำแหน่งนั้นจริง ๆ เราแค่ได้ยืมมันมาใช้พักหนึ่ง เหมือนยืมเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่ง พอถึงเวลาก็ต้องคืนเก้าอี้ให้คนถัดไป คนที่มานั่งแทนก็ไม่ได้แย่งอะไรไปจากเรา เขาแค่มาถึงคิวของเขาเท่านั้นเอง
คำที่สวดกันในงานศพ ที่จริงแล้วเป็นคำที่ท้าวสักกะเปล่งออกมาตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน คนไทยได้ยินจนคุ้นหู แต่บางทีเราลืมไปว่ามันไม่ได้พูดถึงแค่ความตาย มันพูดถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วต้องดับไป รวมถึงบทบาทหน้าที่ของเราด้วย
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา บังเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความสงบแห่งสังขารเหล่านั้นเป็นสุข
ไม่เที่ยง ไม่ได้แปลว่าไม่มีความหมาย
ตำแหน่งที่เราเคยมี งานที่เราเคยทำ มีความหมายจริง ๆ ในตอนที่มันเกิดขึ้น คนที่เราเคยช่วยไว้ก็ได้รับการช่วยเหลือจริง ๆ สิ่งที่ไม่เที่ยงคือรูปแบบภายนอกของมัน ไม่ใช่คุณค่าที่มันเคยสร้างไว้
ในธรรมบท พระพุทธเจ้าเคยตรัสถึงคนที่ผมหงอกแต่ยังไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่แท้จริงไว้ว่า
บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นเถระ เพราะเหตุมีผมหงอกบนศีรษะ วัยของเขาแก่รอบแล้ว เขาเรียกว่าเป็นคนแก่เปล่า
ท่านกำลังบอกว่า อายุที่มากขึ้นไม่ได้ทำให้คนมีคุณค่าโดยอัตโนมัติ และในทางกลับกัน การไม่มีตำแหน่งแล้วก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าของคนหายไปเช่นกัน สองเรื่องนี้ไม่ได้ผูกกัน
คุณค่าที่แท้ ท่านวางไว้ที่อย่างอื่น ไม่ใช่ที่ป้ายชื่อ ไม่ใช่ที่ตำแหน่งบนนามบัตร แต่อยู่ที่ใจที่ยังเปิดกว้าง ยังเมตตา ยังพร้อมให้อยู่หรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครมาถอดคืนไปจากเราได้
ต้นมะม่วงหลังหมดฤดูผล
ลองนึกถึงต้นมะม่วงต้นใหญ่ที่อยู่ในบ้านมานานหลายสิบปี
ตอนที่มันออกลูกดก ทุกคนในบ้านชื่นชมมัน เด็ก ๆ วิ่งมาเก็บลูกที่ร่วง แม่บ้านเก็บไปทำมะม่วงดอง เพื่อนบ้านมาขอแบ่งไปกินบ้าง ต้นมะม่วงตอนนั้นดูมีประโยชน์ชัดเจนมาก ใคร ๆ ก็ชี้ให้ดูว่านี่คือต้นที่ให้ผลดีที่สุดในซอย
แต่พอถึงบางปี มันออกลูกน้อยลง หรือไม่ออกเลย ไม่มีใครในบ้านคิดจะโค่นมันทิ้ง
เพราะต้นมะม่วงต้นนั้นยังให้ร่มเงาตอนบ่ายแดดจัด รากของมันยังยึดดินไม่ให้พังตอนฝนตกหนัก นกยังมาทำรังบนกิ่งของมัน และตอนเย็น ๆ คนในบ้านก็ยังชอบเอาเก้าอี้ไปนั่งใต้ต้นมันเหมือนเดิม เด็กที่เคยปีนเก็บมะม่วงตอนเล็ก ๆ พอโตขึ้นก็ยังชอบมานั่งเล่นใต้ต้นเดิมนี้อยู่ดี
คุณค่าของต้นไม้ไม่ได้อยู่ที่การออกผลอย่างเดียว มันแค่เปลี่ยนรูปแบบของการให้ไปเรื่อย ๆ ตามวัยของมัน
เราก็เหมือนกัน ตอนทำงานเราให้แบบหนึ่ง คือให้ผลงาน ให้คำตอบ ให้การตัดสินใจ
พอถึงวัยนี้ เราให้ได้อีกแบบหนึ่ง เป็นร่มเงาให้คนในบ้านมานั่งพักใจ เป็นรากที่ยึดให้ครอบครัวไม่กระจัดกระจายตอนมีเรื่องหนัก ๆ เป็นที่ที่คนรุ่นหลังยังอยากแวะมาหา ไม่ใช่เพราะต้องการอะไรจากเรา แต่เพราะอยู่ใกล้เราแล้วสบายใจ
ไม่มีใครเดินไปบอกต้นมะม่วงว่ามันไร้ค่าเพราะไม่ออกลูกปีนี้ มีแต่เราเองที่มักพูดแบบนั้นกับตัวเอง
สิ่งที่พอทำได้จริงในแต่ละวัน
อย่างแรกที่ช่วยได้มาก คือการสร้างจังหวะเล็ก ๆ ของวันขึ้นมาใหม่
ไม่ต้องยิ่งใหญ่เท่าตารางงานเดิม แค่พอให้ร่างกายและใจรู้ว่าวันนี้เริ่มต้นแล้ว
อาจจะเป็นการรดน้ำต้นไม้หน้าบ้านทุกเช้าตอนหกโมงครึ่ง ใช้เวลาสิบนาที ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องมีใครเห็น
แค่ทำให้มันเป็นจุดเริ่มของวัน แทนที่เสียงนาฬิกาปลุกที่เคยบอกให้รีบไปทำงาน
จังหวะเล็ก ๆ แบบนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะมันคืนความรู้สึกว่าวันนี้เรายังเป็นคนที่ดูแลอะไรบางอย่างอยู่ ไม่ใช่คนที่รอให้วันผ่านไปเฉย ๆ
อย่างที่สอง ลองหาสิ่งที่ทำเพื่อคนอื่นโดยไม่มีใครขอ และไม่หวังให้เขาต้องขอบคุณ
อาจจะเป็นการเดินไปช่วยเพื่อนบ้านที่อายุมากกว่าหิ้วของหนักเข้าบ้านสัปดาห์ละสองครั้ง
หรือทำกับข้าวถ้วยพิเศษเผื่อหลานที่แวะมา หรือไปช่วยงานวัดในเช้าวันที่ว่าง
สิ่งเหล่านี้ดูเล็กน้อยมาก แต่มันคือทานแบบที่ไม่ผูกกับตำแหน่งเลย
ไม่มีใครต้องเซ็นอนุมัติให้เราทำ และคุณค่าของมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมาชมหรือไม่
อย่างที่สาม คือการฝึกสังเกตใจตัวเอง ตอนที่ความคิดแบบ "ไม่มีใครต้องการเราแล้ว" ผุดขึ้นมา
แทนที่จะเถียงกับความคิดนั้น หรือรีบหาเหตุผลมาหักล้างมันทันที
ลองแค่วางมือบนอก แล้วหายใจเข้าออกช้า ๆ สักสิบครั้ง
รู้ตัวว่าตอนนี้เรากำลังนั่งอยู่ตรงนี้ ยังหายใจอยู่ ยังมีชีวิตอยู่
ความคิดที่ผุดมา ไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงทั้งหมด มันเป็นแค่ความคิดที่มาแล้วก็จะผ่านไป เหมือนความคิดอื่น ๆ ที่เคยผ่านมาแล้วในชีวิต
อย่างสุดท้าย คือการถ่ายทอดสิ่งที่เรารู้ให้คนรุ่นหลังฟังบ้าง
อาจจะเป็นการเล่าให้หลานฟังว่าสมัยก่อนบ้านนี้เป็นยังไง หรือสอนทำอาหารจานที่แม่เราเคยทำให้กิน
หรือเล่าเรื่องเก่า ๆ ที่ไม่เคยมีโอกาสเล่าให้ใครฟังตอนยังทำงานอยู่
ไม่ต้องคาดหวังว่าเขาจะจำได้ทุกคำ หรือขอบคุณเราตอนนั้นเลย
การให้แบบนี้มีค่าอยู่ในตัวมันเองแล้ว ไม่ต้องรอผลตอบแทนอะไรกลับมาจึงจะนับว่ามีความหมาย
เย็นนี้ปฏิทินยังว่างอยู่เหมือนเดิม
ปฏิทินบนผนังอาจจะยังไม่มีใครมาเปลี่ยนหน้าให้ พรุ่งนี้ก็อาจจะยังไม่มีประชุมให้ไปนั่ง
แต่ต้นไม้หน้าบ้านรดน้ำแล้ว เพื่อนบ้านได้ของหิ้วเข้าบ้านแล้ว หลานได้ยินเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งแล้ว
วันแบบนี้ก็นับว่าเป็นวันที่มีคุณค่าอยู่ ต่อให้ไม่มีใครเซ็นรับรองก็ตาม
