ฟังทุกคนแล้วยิ่งตัดสินใจไม่ได้
กระดาษที่วางอยู่ตรงหน้าเต็มไปด้วยลายมือของเราเอง เขียนใหม่มาสามรอบแล้วในคืนเดียว
ฝั่งซ้ายเขียนว่า "ไป" ฝั่งขวาเขียนว่า "อยู่" ใต้แต่ละฝั่งมีเหตุผลเรียงกันเป็นแถว แต่ยิ่งเขียนก็ยิ่งไม่แน่ใจ เพราะทุกครั้งที่นึกถึงเหตุผลข้อหนึ่ง ก็จะนึกถึงเสียงของใครสักคนที่เคยพูดเรื่องนี้ไว้
แม่บอกว่าอย่าทิ้งงานราชการ มันมั่นคง อยู่ไปอีกสิบปีก็มีบำนาญ พี่ชายบอกว่าถ้าไม่ลองตอนนี้ก็ไม่มีวันได้ลองอีกแล้ว อายุก็มากขึ้นทุกปี เพื่อนสนิทบอกให้ฟังใจตัวเอง ส่วนอีกคนที่ทำงานสายการเงินบอกว่าอย่าเพิ่งฟังใจ ให้ดูตัวเลขในบัญชีธนาคารก่อนดีกว่า
หกคน หกความเห็น และทุกความเห็นก็ฟังดูมีเหตุผลทั้งนั้น ไม่มีใครพูดมั่ว ไม่มีใครหวังร้าย
เราไม่ได้ขี้เกียจคิดเอง เราถามคนอื่นเพราะกลัวว่าจะตัดสินใจผิด แต่ยิ่งถามมาก ก็ยิ่งเหมือนมีคนหกคนยืนอยู่ในหัว พูดพร้อมกันคนละทิศคนละทาง จนสุดท้ายเสียงของเราเองแทบไม่เหลือที่ยืน
นาฬิกาบอกเที่ยงคืนครึ่งแล้ว พรุ่งนี้ต้องให้คำตอบกับหัวหน้างานใหม่ กระดาษแผ่นนั้นยังว่างเปล่าตรงช่องคำตอบสุดท้าย
เสียงในหัวที่ไม่ใช่เสียงเรา
ลองสังเกตดูดี ๆ เวลาที่เราลังเลเรื่องใหญ่ ๆ สิ่งที่วิ่งอยู่ในหัวไม่ใช่ความคิดของเราล้วน ๆ
มันคือเศษเสี้ยวของทุกคนที่เราเคยฟังมา ปนกันจนแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นของใคร
เสียงของแม่ทำให้เรากลัวความเสี่ยง เสียงของพี่ชายทำให้เรารู้สึกผิดที่ยังไม่กล้า เสียงของเพื่อนทำให้เราสงสัยว่าใจตัวเองต้องการอะไรกันแน่ ทั้งที่เมื่อสิบนาทีก่อนเรายังรู้สึกชัดอยู่เลยว่าอยากได้อะไร
ยิ่งฟังมาก ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเราเองหายไปทีละนิด เหลือแต่คนหกคนมายืนเถียงกันอยู่ในที่ที่เคยเป็นของเราคนเดียว
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ หรือไม่มีจุดยืน คนที่แคร์เรื่องนี้จริง ๆ ต่างหากที่จะเป็นแบบนี้ เพราะถ้าไม่แคร์ ก็คงไม่ต้องฟังใครเลยตั้งแต่แรก คงตัดสินใจไปตามใจแล้วเดินหน้าโดยไม่หันมามอง
แต่มีอีกอย่างที่น่าสังเกตไม่แพ้กัน คนที่ให้คำแนะนำเราแต่ละคน ไม่มีใครต้องแบกรับผลของการตัดสินใจนี้เหมือนที่เราต้องแบก
แม่ไม่ต้องตื่นไปทำงานใหม่ทุกเช้า พี่ชายไม่ต้องนอนคิดเรื่องนี้ตอนตีสอง เพื่อนไม่ต้องเผชิญหน้ากับผลลัพธ์ถ้ามันไม่เป็นอย่างที่หวัง คนสายการเงินก็แค่ให้ความเห็นแล้ววางโทรศัพท์ไปทำงานของตัวเองต่อ
ทุกคนพูดด้วยความหวังดี ข้อนี้จริง แต่ความหวังดีไม่ได้แปลว่าคำแนะนำนั้นจะเหมาะกับชีวิตของเรา ความหวังดีของแต่ละคนก็มาจากประสบการณ์ของเขาเอง ไม่ใช่ของเรา
ชาวกาลามะเคยถามคำถามเดียวกันนี้
มีเรื่องเล่าอยู่ในพระไตรปิฎกที่ตรงกับคืนแบบนี้พอดี
หมู่บ้านหนึ่งชื่อเกสปุตตนิคม มีคนกลุ่มหนึ่งเรียกว่าชาวกาลามะ วันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมา พวกเขาเข้าไปกราบทูลว่า มีนักบวชหลายสำนักผลัดกันเดินทางผ่านหมู่บ้านนี้ แต่ละคนต่างสอนต่างกัน แล้วก็ต่างพูดติเตียนคำสอนของสำนักอื่น จนพวกเขาเองไม่รู้ว่าใครพูดจริง ใครพูดถูก
ฟังดูคุ้น ๆ ใช่ไหม เพียงแต่ของเราไม่ใช่นักบวชเดินทาง เป็นแม่ พี่ชาย เพื่อน และคนที่ทำงานสายการเงิน
พระพุทธเจ้าไม่ได้ตอบว่าให้เชื่อสำนักไหน ท่านตอบกลับไปว่า
อย่าเพิ่งเชื่อเพราะฟังตามกันมา อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเป็นของเก่าที่ทำสืบต่อกันมา อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเสียงเล่าลือ อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเข้ากับความเห็นของตน อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดดูน่าเชื่อถือ หรือเพราะผู้พูดเป็นครูของตน
ท่านบอกต่อไปว่า ให้พิจารณาดูว่าสิ่งนั้นเมื่อทำแล้วเป็นไปเพื่อโทษหรือเพื่อประโยชน์ เป็นสิ่งที่ผู้รู้ติเตียนหรือสรรเสริญ ทำแล้วตนเองและคนรอบข้างเป็นทุกข์มากขึ้นหรือเบาลง ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ ก็ให้ยึดถือปฏิบัติ ถ้าเห็นว่าเป็นไปเพื่อโทษ ก็ให้ละเสีย
พูดง่าย ๆ คือท่านไม่ได้ให้สูตรสำเร็จ ท่านให้เครื่องมือ
เครื่องมือนั้นคือปัญญาที่ไตร่ตรองเอง ไม่ใช่ปัญญาของแม่ ไม่ใช่ปัญญาของพี่ชาย ไม่ใช่ปัญญาของเพื่อน แต่เป็นปัญญาที่เราต้องลงมือใช้เอง ด้วยตัวเราคนเดียว
มีคำสอนบทหนึ่งที่พูดถึงเรื่องนี้ไว้สั้น ๆ ความว่า
แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี
ไม่ใช่แสงจากคนอื่น ไม่ใช่แสงจากคำแนะนำที่ยืมมาใช้ชั่วคราว แต่เป็นแสงที่เราต้องจุดขึ้นเอง ด้วยการพิจารณาด้วยตัวเอง
ผ้ากรองน้ำที่ยายเคยใช้
บ้านต่างจังหวัดสมัยก่อน น้ำที่ตักมาจากบ่อหรือคลองมักมีตะกอนปนอยู่เสมอ
ยายจะเอาผ้าขาวบางมาขึงปากโอ่ง แล้วรินน้ำผ่านผ้านั้นก่อนจะเก็บไว้กิน ตะกอนจะติดอยู่ที่ผ้า เหลือแต่น้ำใสไหลลงไปในโอ่ง
คำแนะนำที่คนอื่นให้เรา ก็เหมือนน้ำจากบ่อ มีทั้งส่วนที่ใสและส่วนที่เป็นตะกอนปนกันอยู่
ตะกอนของแม่คือความกลัวที่แม่แบกมาทั้งชีวิต ตะกอนของพี่ชายคือความเสียดายที่ตัวเองไม่เคยกล้าลองตอนอายุเท่าเรา ตะกอนของเพื่อนอาจเป็นแค่ความอยากให้เราสบายใจในตอนนี้ โดยไม่ได้คิดถึงปีถัดไป ตะกอนของคนสายการเงินคือความเคยชินกับการมองทุกอย่างเป็นตัวเลข
ถ้าเรารับน้ำเข้ามาทั้งบ่อโดยไม่กรอง เราจะดื่มตะกอนของทุกคนเข้าไปพร้อมกัน แล้วก็จะป่วยด้วยความสับสนของคนอื่น ไม่ใช่ของตัวเอง
แต่ถ้าเราไม่ยอมรับน้ำเลยสักหยด ปิดหูปิดตาไม่ฟังใครเลย เราก็อาจพลาดส่วนที่ใสจริง ๆ ที่มีอยู่ในคำแนะนำนั้นไปด้วยเหมือนกัน
ผ้ากรองที่ยายใช้ไม่ได้กันน้ำไม่ให้ไหลผ่าน มันแค่ทำหน้าที่แยกว่าอะไรควรอยู่ อะไรควรผ่านไป
ปัญญาที่พระพุทธเจ้าพูดถึงก็ทำหน้าที่แบบเดียวกัน ไม่ใช่การปิดกั้นไม่ให้ใครพูดกับเรา แต่เป็นการรินทุกคำแนะนำผ่านผ้าที่ชื่อว่า "แล้วมันเป็นไปเพื่อโทษหรือประโยชน์กันแน่"
ก่อนจะตัดสินใจครั้งต่อไป
ตรงนี้เป็นส่วนที่ยากที่สุด เพราะรู้หลักการแล้วก็ยังไม่รู้ว่าคืนนี้จะทำยังไงกับกระดาษแผ่นนั้น
สิ่งแรกที่พอทำได้คือ แยกกระดาษออกมาอีกแผ่นหนึ่ง เขียนหัวว่า "ของใคร" แล้วเอาเหตุผลทุกข้อที่เคยฟังมา มาเขียนใหม่พร้อมชื่อเจ้าของความเห็นกำกับไว้ ไม่ใช่เขียนแค่ว่า "ไปดีกว่าเพราะมั่นคงกว่า" แต่เขียนว่า "แม่บอกว่าไปดีกว่าเพราะมั่นคงกว่า" พอเห็นชื่อกำกับอยู่ท้ายประโยค สมองจะเริ่มแยกออกเองว่านี่คือความกลัวของแม่ ไม่ใช่ของเรา
ต่อมา ให้ถามตัวเองกับแต่ละข้อด้วยคำถามเดียวกับที่พระพุทธเจ้าให้ชาวกาลามะไว้ ไม่ใช่ถามว่าใครพูดน่าเชื่อกว่ากัน แต่ถามว่าทางเลือกนี้ทำแล้วตัวเราและคนรอบข้างจะทุกข์มากขึ้นหรือเบาลง ให้มองไปไกลถึงหนึ่งปีข้างหน้า ไม่ใช่แค่คืนนี้คืนเดียว เพราะการตัดสินใจหลายเรื่องรู้สึกเจ็บก่อนแล้วค่อยเบาทีหลัง หรือรู้สึกสบายก่อนแล้วค่อยหนักทีหลัง ต้องมองให้ไกลกว่าความรู้สึกตอนนี้
อีกอย่างที่ช่วยได้คือ กันเวลาไว้อยู่กับความเงียบสักสิบถึงสิบห้านาทีต่อวัน โดยไม่เปิดโทรศัพท์ ไม่คุยกับใคร แค่นั่งอยู่กับคำถามนั้นเฉย ๆ ไม่ต้องรีบหาคำตอบ ช่วงแรกอาจมีแต่เสียงของคนอื่นดังอยู่ในหัว แต่พอทำไปเรื่อย ๆ เสียงเหล่านั้นจะค่อย ๆ เบาลง แล้วจะเริ่มได้ยินเสียงที่เงียบกว่า เบากว่า แต่เป็นของเราเองจริง ๆ
และถ้ายังไม่แน่ใจ ให้ลองนึกภาพว่าตัดสินใจไปแล้วห้าปีผ่านไป แล้วถามตัวเองว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะรู้สึกขอบคุณตัวเองในคืนนี้ไหมที่เลือกทางนี้ ไม่ใช่ถามว่าคนอื่นจะชมหรือจะว่าอะไร แต่ถามคนคนเดียวที่ต้องอยู่กับผลของมันไปตลอด
สุดท้าย ถ้าตัดสินใจไปแล้วพบว่าไม่ใช่ทางที่ใช่ ก็ไม่ได้แปลว่าการใช้ปัญญาครั้งนั้นผิดพลาด เพราะปัญญาไม่ได้แปลว่าต้องถูกร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป มันแปลว่าเราเลือกด้วยเหตุผลของเราเองอย่างสุดความสามารถ ณ ตอนนั้น ซึ่งดีกว่าการปล่อยให้คนอื่นเลือกแทนแล้วมาโทษเขาทีหลัง
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ
- เขียนชื่อเจ้าของกำกับไว้ท้ายทุกคำแนะนำ จะได้เห็นว่าอันไหนเป็นของเรา อันไหนเป็นของคนอื่น
- ถามว่าทางเลือกนี้ทำแล้วทุกข์มากขึ้นหรือเบาลงในระยะยาว ไม่ใช่ถามว่าใครพูดน่าเชื่อกว่ากัน
- กันเวลาอยู่กับความเงียบทุกวัน จนกว่าจะได้ยินเสียงของตัวเองชัดขึ้น
เช้าวันรุ่งขึ้น
กระดาษแผ่นเดิมอาจจะยังไม่มีคำตอบในคืนนี้ และนั่นก็ไม่เป็นไร
การตัดสินใจที่ดีไม่ได้วัดกันที่ความเร็ว บางเรื่องต้องใช้เวลาหลายคืนกว่าจะเห็นชัดพอจะเขียนลงไปในช่องว่างนั้น
พรุ่งนี้เช้า เสียงของแม่ พี่ชาย เพื่อน อาจจะยังแว่วอยู่บ้าง แต่ถ้าเรารู้จักรินมันผ่านผ้ากรองของตัวเองสักครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งต่อไปก็จะทำได้เร็วขึ้นอีกนิด
และสักวันหนึ่ง เมื่อมีใครสักคนมาถามความเห็นเราเรื่องการตัดสินใจของเขา เราอาจจะไม่รีบบอกว่าเขาควรทำอะไร แต่จะถามเขากลับไปแบบที่พระพุทธเจ้าเคยถามชาวกาลามะแทน
