ล้มเหลวอย่างมีธรรมะ: เรียนรู้จากความผิดพลาด
หกโมงเย็น หัวหน้าเดินออกจากห้องประชุมไปแล้ว เหลือแค่เรานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์คนเดียว
ใบเสนอราคาที่ส่งให้ลูกค้าไปเมื่อเช้า ตัวเลขผิดไปหนึ่งหลัก ลูกค้าเห็นราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริงเกือบครึ่ง แล้วตอบตกลงทันทีก่อนใครจะทันจับผิด กว่าจะรู้ตัว บริษัทก็ต้องยอมรับผลนั้นไว้ เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของปีนี้
ทุกคนในห้องประชุมเมื่อบ่ายได้ยินหมดว่าใครเป็นคนทำไฟล์
กลับถึงบ้าน ข้าวที่ตั้งใจจะกินก็กินได้ไม่กี่คำ ล้างจานเสร็จก็นั่งเฉย ๆ อยู่หน้าจอมือถือโดยไม่ได้ดูอะไรจริงจัง
พอนอนลง ภาพตอนหัวหน้าเปิดไฟล์แล้วเงียบไปสามวินาที ก่อนจะถามว่า "ใครเช็คก่อนส่ง" ก็วนกลับมาฉาย ซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนคลิปสั้น ๆ ที่กดเล่นเองไม่หยุด
เพื่อนร่วมทีมส่งข้อความมาถามว่าโอเคไหม เราพิมพ์ตอบไปว่าโอเค แล้ววางมือถือลงข้างหมอน โดยที่ในใจไม่ได้โอเคอย่างที่พิมพ์ไปเลยสักนิด
ที่จริงเราไม่ได้ร้องไห้เพราะไฟล์ผิด
ถ้าลองฟังเสียงในหัวตอนนั้นดี ๆ จะเห็นว่ามันไม่ได้พูดแค่เรื่องไฟล์
มันพูดว่า เราไม่มีความสามารถพอจะทำงานนี้ มันพูดว่าทุกคนคงมองเราเปลี่ยนไปแล้ว มันพูดว่าถ้าเป็นคนอื่นคงไม่พลาดแบบนี้ มันพูดว่าเราน่าจะโดนไล่ออกในไม่ช้า
ตัวเลขที่พิมพ์ผิดเกิดขึ้นแค่ตอนเช้า ใช้เวลาไม่ถึงนาทีในการกดส่ง
แต่ประโยคพวกนี้เกิดขึ้นซ้ำตลอดทั้งคืน แต่ละรอบก็ยิ่งหนักขึ้นทีละนิด จากพลาดเรื่องไฟล์ กลายเป็นพลาดในฐานะคนทำงาน แล้วลามไปถึงพลาดในฐานะคนคนหนึ่ง
บางช่วงของคืนนั้น มีความคิดแวบเข้ามาว่าอยากลาออกไปเลยตอนนี้เลยด้วยซ้ำ ไม่ใช่เพราะไม่รักงานที่ทำ แต่เพราะรู้สึกว่าถ้าหายไปจากตรงนั้น ความอายก็คงหายไปด้วย
ระหว่างนั้นใจก็แอบเทียบตัวเองกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นไปด้วย คนนั้นทำงานมาห้าปีไม่เคยพลาดแบบนี้ คนนี้เก่งกว่าเราแน่ ๆ ทั้งที่ความจริงเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใครเคยพลาดอะไรมาบ้าง เพราะเราเห็นแต่ด้านที่พวกเขาทำสำเร็จ
ความรู้สึกอายที่โดนหัวหน้าเรียกไปคุยต่อหน้าคนอื่น เป็นเรื่องจริงและเจ็บจริง ตรงนั้นไม่มีใครเถียงได้
แต่ที่ทำให้นอนไม่หลับทั้งคืน ไม่ใช่ความอายตอนบ่ายสามที่ผ่านไปแล้ว เป็นสิ่งที่เราทำต่อตัวเองหลังจากนั้นต่างหาก
ลูกศรดอกที่สอง
ในพระสูตรบทหนึ่งชื่อ สัลลสูตร พระพุทธเจ้าเปรียบความทุกข์ที่เกิดจากเหตุการณ์หนึ่ง ๆ เหมือนถูกยิงด้วยลูกศร
คนทั่วไปเมื่อเจอเรื่องที่ทำให้เจ็บปวด มักไม่ได้เจ็บแค่จากเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์เดียว แต่เจ็บซ้ำจากการโศกเศร้า ครุ่นคิด ตำหนิตัวเอง ต่อเนื่องไปอีก ท่านเปรียบว่าเหมือนถูกยิงด้วยลูกศรดอกแรกไปแล้ว ยังยิงซ้ำด้วยลูกศรดอกที่สองใส่ตัวเองอีกดอก
ปุถุชนผู้มิได้สดับ เมื่อประสบทุกขเวทนา ย่อมเศร้าโศก คร่ำครวญ รำพัน เหมือนถูกลูกศรสองดอกซ้อนกัน ส่วนผู้ที่ฝึกฝนใจมาดี เมื่อประสบทุกขเวทนาเช่นเดียวกัน ย่อมรู้สึกเพียงเท่าที่มันเป็น เหมือนถูกลูกศรเพียงดอกเดียว
ลูกศรดอกแรกคือไฟล์ที่พิมพ์ผิด คือคำถามของหัวหน้าต่อหน้าคนอื่น คือความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ส่วนนี้เราห้ามไม่ได้ มันเกิดไปแล้ว
ลูกศรดอกที่สองคือเสียงที่บอกว่าเราไม่มีค่า คือการฉายซ้ำเหตุการณ์เดิมร้อยรอบในคืนเดียว คือการตัดสินว่าความผิดพลาดครั้งนี้แปลว่าเราเป็นคนแบบไหน
ดอกแรกเราเลือกไม่ได้ แต่ดอกที่สอง เป็นดอกที่เรายิงเข้าตัวเองด้วยมือของเราเอง
ท่านไม่ได้บอกว่าอย่าเจ็บ ไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์นั้นไม่สำคัญ ท่านบอกแค่ว่า ทุกข์มีสองชั้น และชั้นที่สองนั้น เรามีส่วนเลือกได้มากกว่าที่คิด
แก้วที่แตกไปตั้งแต่วันที่ซื้อมา
หลวงพ่อชาเคยเล่าเรื่องแก้วน้ำใบหนึ่งบนโต๊ะของท่าน
ท่านบอกว่า สำหรับท่านแล้ว แก้วใบนี้แตกไปตั้งแต่ตอนที่ท่านซื้อมันมาแล้ว ระหว่างที่ยังใช้อยู่ ท่านก็ดื่มน้ำจากมัน เคาะแล้วมีเสียงกังวานไพเราะ วางไว้ตรงไหนก็สวยงามดี
แต่วันหนึ่งถ้าลมพัดโต๊ะโยก หรือมือใครสักคนไปโดนจนแก้วตกแตก ท่านบอกว่าท่านจะพูดแค่ว่า "อ้อ มันก็เป็นแบบนี้แหละ" เพราะรู้อยู่แล้วตั้งแต่ต้นว่าสักวันมันต้องแตก
เมื่อเราเข้าใจว่าแก้วใบนี้แตกอยู่แล้วในตัวมันเอง ทุกวินาทีที่เรายังมีมันอยู่ ก็กลายเป็นของมีค่าขึ้นมาทันที
ความผิดพลาดในชีวิตการทำงานก็มีลักษณะคล้ายกัน
ไม่มีใครทำงานสิบปียี่สิบปีโดยไม่เคยพลาดสักครั้ง มันเป็นเรื่องที่รอเกิดอยู่แล้วตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มทำงาน เพียงแต่เราไม่รู้ว่าจะเกิดวันไหน กับเรื่องอะไร
ถ้ามองแบบหลวงพ่อชา ตอนที่แก้วแตกจริง ๆ สิ่งที่ทำได้คือก้มลงเก็บเศษแก้ว ไม่ใช่ยืนตะโกนใส่พื้นว่าทำไมแก้วถึงกล้าแตก
การก้มลงเก็บ คือสิ่งที่เราทำได้ทันที ส่วนการโทษตัวเองซ้ำ ๆ เหมือนยืนอยู่ตรงนั้นแล้วเขวี้ยงเศษแก้วใส่เท้าตัวเองอีกที
แล้วจะเอาไปใช้ตอนไหน
ตรงนี้พูดง่ายกว่าทำ เพราะพอความผิดพลาดเกิดขึ้นจริง ใจมันไม่รอฟังหลักธรรมอยู่แล้ว มันพุ่งเข้าไปตำหนิตัวเองก่อนเสมอ
สิ่งที่พอทำได้ในนาทีที่รู้ตัวว่าพลาด คือหยุดแค่หายใจสักสามครั้งก่อนพูดหรือทำอะไรต่อ ไม่ต้องรีบแก้ตัว ไม่ต้องรีบซ่อน แค่รู้ว่าตอนนี้ลูกศรดอกแรกโดนแล้ว และร่างกายกำลังตกใจอยู่ สามลมหายใจนั้นไม่ได้แก้ไฟล์ให้ถูก แต่ช่วยไม่ให้เรารีบพูดอะไรออกไปตอนที่ใจยังสั่นอยู่
พอกลับถึงบ้านในคืนที่ภาพเหตุการณ์วนซ้ำไม่หยุด ลองหยิบกระดาษมาเขียนแยกสองช่องดู ช่องแรกเขียนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามลำดับเวลา ไม่ใส่ความรู้สึก แค่ข้อเท็จจริงล้วน ๆ ว่าเกิดอะไร ใครพูดอะไร ช่องที่สองเขียนสิ่งที่ใจเราเติมเข้าไปเอง เช่นคำว่าไม่มีความสามารถ คำว่าคงถูกไล่ออก คำว่าทุกคนคงมองเราเปลี่ยนไป
พอเขียนแยกออกมาเป็นสองช่อง หลายคนจะเห็นว่าช่องแรกสั้นกว่าที่คิดไว้มาก ส่วนช่องที่สองยาวเป็นหน้ากระดาษ นั่นคือส่วนที่เป็นลูกศรดอกที่สอง เป็นส่วนที่เราแต่งเติมเอง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
อีกอย่างที่ช่วยได้จริงคือ ระหว่างวันลองเล่าเรื่องนี้ให้คนที่ไว้ใจสักคนฟังหนึ่งรอบ ไม่ต้องหาทางแก้ ไม่ต้องขอคำปลอบใจ แค่พูดออกมาให้มีคนได้ยินว่าวันนี้เราพลาดอะไรไป หลายครั้งพอพูดออกมาเป็นคำพูดจริง ๆ เรื่องที่ฟังดูใหญ่โตอยู่ในหัวทั้งคืน จะกลายเป็นเรื่องที่พอพูดจบได้ในสามประโยคเท่านั้นเอง
วันรุ่งขึ้น ถ้าทำอะไรแก้ไขได้จริง ให้ทำแค่เรื่องนั้นเรื่องเดียว อาจจะเป็นการเดินไปคุยกับหัวหน้าตรง ๆ ว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร หรือส่งอีเมลขอบคุณลูกค้าที่ยังให้โอกาสทำงานด้วยต่อ การลงมือแก้ไขเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำได้จริงตรงหน้า มักช่วยพาใจออกจากการวนคิดได้ดีกว่าการนั่งสัญญากับตัวเองว่าจะไม่พลาดอีกทั้งชีวิต เพราะสัญญาแบบนั้นทำไม่ได้จริง และยิ่งทำให้กลัวความผิดพลาดครั้งต่อไปมากขึ้นไปอีก
ระหว่างวันถ้าเผลอได้ยินเสียงในหัวพูดคำตัดสิน อย่างคำว่าเราไม่เก่งพอ ลองสังเกตแค่ว่ามันกำลังพูดอยู่ ไม่ต้องเถียงกับมัน ไม่ต้องพยายามพิสูจน์ว่ามันพูดผิด แค่รู้ว่าตอนนี้มีเสียงแบบนี้ดังอยู่ในหัว เหมือนได้ยินเสียงทีวีบ้านข้าง ๆ เปิดดังไป ไม่ต้องไปเปิดโต้เถียงกับทีวีเครื่องนั้น แค่รู้ว่ามันเปิดอยู่ก็พอ
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ
- เหตุการณ์ที่พลาดจริงมักสั้นกว่าที่เราคิดไว้มาก ส่วนที่ยาวคือสิ่งที่เราเติมเข้าไปเอง
- ลูกศรดอกแรกห้ามไม่ได้ แต่ดอกที่สองเป็นดอกที่เรายิงเข้าตัวเอง
- แก้เรื่องที่แก้ได้จริงตรงหน้าหนึ่งอย่าง ดีกว่าสัญญาว่าจะไม่พลาดอีกทั้งชีวิต
พรุ่งนี้ก็ยังต้องไปทำงานเหมือนเดิม
ความผิดพลาดครั้งนี้อาจจะยังไม่จางไปง่าย ๆ พรุ่งนี้เดินเข้าออฟฟิศอาจจะยังรู้สึกเขิน ๆ อยู่บ้าง
นั่นเป็นเรื่องปกติของคนที่ยังใส่ใจกับงานที่ทำอยู่
แก้วที่แตกแล้วก็แตกไปแล้ว เก็บเศษ ทำความสะอาดพื้น แล้วก็เดินต่อไปหาแก้วใบใหม่ ไม่มีใครเก็บเศษแก้วไว้ทั้งชีวิตเพื่อเตือนตัวเองว่าเคยทำแก้วแตก
วันหลังถ้ามีใครสักคนพลาดอะไรต่อหน้าเรา บางทีเราอาจจะนึกถึงคืนนี้ขึ้นมาได้ แล้วมองเขาด้วยสายตาที่อยากให้คนอื่นมองเราคืนนี้เช่นกัน
พรุ่งนี้เราแค่ทำงานของเราต่อไป ระวังมากขึ้นอีกนิดในจุดที่พลาดมา เท่านั้นก็พอแล้วสำหรับวันหนึ่ง
