มือของแม่ กับความกตัญญูที่มาช้าไปนิดเดียว
สิบเอ็ดโมงคืน หัวถึงหมอนแล้ว ไฟปิดหมดทั้งบ้าน
เรานอนนิ่ง ๆ แล้วก็เริ่มทบทวนวันนี้ตามนิสัย
รถติดตอนเช้าเกือบสี่สิบนาที หัวหน้าพูดจาแปลก ๆ ตอนบ่าย กาแฟที่ซื้อมาหกใส่เสื้อเชิ้ตตัวโปรด แล้วก็ยังมีเรื่องบิลค่าน้ำที่แพงกว่าเดือนที่แล้วอีก
นึกไปนึกมา ครบทุกเรื่องที่ทำให้วันนี้ห่วยลง
แต่พอลองถามตัวเองว่า วันนี้มีอะไรดีบ้างไหม ใจกลับนิ่งไปเฉย ๆ นึกไม่ออกสักอย่าง
ทั้งที่ความจริงวันนี้ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น
ใจเรามีตะแกรงคัดแต่เรื่องแย่
เรื่องแปลกคือ สมองเราจำเรื่องแย่ได้ละเอียดยิบ จำได้แม้กระทั่งน้ำเสียงของหัวหน้าตอนพูดประโยคนั้น จำได้แม้กระทั่งว่าตอนนั้นแอร์ในออฟฟิศเย็นแค่ไหน
แต่เรื่องดี ๆ กลับผ่านไปเงียบ ๆ โดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย
เช้านี้มีคนเปิดประตูรถเมล์รอเราอีกสองวินาที เพื่อนร่วมงานชงกาแฟมาวางไว้ให้เงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร แม่โทรมาถามแค่ว่ากินข้าวหรือยัง
เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นจริง แต่ใจเราไม่ได้บันทึกมันไว้ เหมือนมีตะแกรงบางอย่างคอยกรองผ่านแต่เรื่องที่ทำให้เจ็บ ส่วนเรื่องที่ทำให้อุ่นใจ กรองทิ้งไปหมด
ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนไม่รู้คุณคน เราแค่ไม่เคยฝึกให้ใจหยุดมองเรื่องพวกนั้นเท่านั้นเอง
บางทีเราอาจจะเคยได้รับความช่วยเหลือจากใครสักคนมาทั้งชีวิต แต่ไม่เคยนับสักครั้งว่ามีกี่ครั้งแล้ว
ที่แปลกกว่านั้นคือ ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งมีเรื่องให้จัดการเยอะขึ้น ตะแกรงนั้นก็ยิ่งกรองเก่งขึ้นเรื่อย ๆ จนบางวันเราตื่นมาด้วยความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังเป็นภาระ ทั้งที่ยังมีคนอีกหลายคนคอยพยุงเราอยู่โดยที่เราไม่ทันสังเกต
คนสองแบบที่หาได้ยากในโลก
พระพุทธเจ้าเคยตรัสถึงคนสองแบบที่หาได้ยากในโลกนี้
บุคคลหาได้ยากในโลก คือ บุพการีชน และกตัญญูกตเวทีชน
บุพการี คือคนที่ทำความดีให้ก่อน โดยไม่ต้องรอให้ใครขอ เหมือนพ่อแม่ที่เลี้ยงเรามาโดยไม่เคยยื่นบิลมาเก็บ
กตัญญูกตเวที คือคนที่จำได้ว่าใครเคยทำอะไรให้ แล้วหาทางตอบแทน
ท่านบอกว่าคนสองแบบนี้หายาก ไม่ใช่เพราะคนใจร้ายมีเยอะ แต่เพราะการ "จำ" บุญคุณคนอื่นไว้ มันยากกว่าการจำเรื่องที่คนอื่นทำไม่ดีกับเรามาก
ลองสังเกตดูตัวเราเองก็ได้ คนที่เคยพูดแรงใส่เราเมื่อสิบปีก่อน เรายังจำหน้าเขาได้ จำประโยคได้คำต่อคำ แต่คนที่เคยอยู่เป็นเพื่อนเราทั้งคืนตอนที่เราร้องไห้หนักที่สุด บางทีเราจำได้แค่ลาง ๆ ว่ามีคนอยู่ด้วย
ในคำสอนอีกแห่งหนึ่ง ท่านกล่าวว่าถึงแม้ลูกจะแบกพ่อไว้บนบ่าข้างหนึ่ง แบกแม่ไว้บนบ่าอีกข้างหนึ่ง ดูแลท่านไปตลอดร้อยปี ป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดตัวให้ท่านทุกวัน ก็ยังไม่สามารถตอบแทนคุณท่านได้หมด
ฟังดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ทำไมแค่ดูแลท่านถึงไม่พอ
ลองคิดดูดี ๆ พ่อแม่ไม่ได้ให้แค่ข้าวสามมื้อ ท่านให้ทั้งคืนที่ไม่ได้นอนตอนเราไข้ขึ้นสูง ให้ทั้งเวลาที่ท่านเป็นห่วงแต่ไม่พูดออกมา ให้ทั้งความรู้สึกปลอดภัยที่เรามีมาตั้งแต่จำความไม่ได้ ให้แม้กระทั่งตอนที่เราดื้อจนท่านเหนื่อยแทบขาดใจ ท่านก็ยังไม่ทิ้งเราไปไหน
ของพวกนี้แบกกลับคืนไม่ได้ ตวงกลับคืนไม่ได้ ไม่มีหน่วยวัดไหนในโลกที่ใช้คำนวณมันได้ลงตัวพอดี
ท่านจึงไม่ได้บอกให้เราไป "จ่ายคืน" ให้ครบเป๊ะเหมือนบัญชี แต่ท่านชี้ให้เห็นว่าความกตัญญูไม่ใช่การทำบัญชี มันคือการมองเห็น
แค่มองเห็นว่ามีคนเคยทำอะไรให้เราบ้าง ก็ถือว่าเริ่มแล้ว
ในมงคลสูตร ซึ่งเป็นบทที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบคำถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตเจริญขึ้นจริง ๆ ท่านก็ใส่ความกตัญญูไว้เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เรียงอยู่ในกลุ่มเดียวกับการดูแลพ่อแม่และการสงเคราะห์คนในครอบครัว
ท่านไม่ได้จัดให้ความกตัญญูเป็นแค่มารยาทที่ดี แต่จัดให้เป็นเหตุของความเจริญ เพราะใจที่มองเห็นบุญคุณคนอื่นได้ มักจะเป็นใจที่ไม่แห้งแล้ง ไม่โดดเดี่ยว และไม่ค่อยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกเรื่อง
ต้นไม้ไม่เคยรู้ว่าใครรดน้ำ
ลองนึกถึงต้นไม้ต้นหนึ่งที่ปลูกไว้หน้าบ้าน
ทุกเช้ามีคนมารดน้ำให้ ทุกวัน โดยไม่เคยขาด
ต้นไม้ไม่เคยรู้ตัวหรอกว่ามีคนมารดน้ำ มันแค่รู้สึกว่าดินชื้น รากดูดน้ำได้ แล้วก็โตขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน ใบเขียวขึ้น กิ่งแตกเพิ่ม โดยที่ไม่เคยหันไปมองคนที่ถือบัวรดน้ำอยู่หลังมันสักครั้ง
ถ้าวันหนึ่งฝนแล้ง ไม่มีใครรดน้ำ ต้นไม้ถึงจะเริ่มเหี่ยว มันถึงจะ "รู้" ว่าที่ผ่านมามีน้ำมาตลอด
คนเราก็คล้ายต้นไม้ต้นนั้น เราเติบโตมาได้เพราะมีคนรดน้ำให้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู เพื่อนที่เคยช่วยตอนลำบาก หรือแม้แต่คนแปลกหน้าที่เคยยื่นมือมาช่วยเราครั้งหนึ่งแล้วเราลืมหน้าเขาไปแล้ว
แต่เราไม่รู้สึกถึงมันเลย จนกว่าน้ำนั้นจะหายไป จนกว่าคนคนนั้นจะไม่อยู่แล้ว หรือไม่ก็อยู่ไกลเกินกว่าจะรดน้ำให้เราได้อีก
ความกตัญญูจึงเป็นเหมือนการฝึกให้ตัวเองรู้สึกถึงน้ำ ทั้งที่มันยังไม่แล้ง
ไม่ต้องรอให้เสียใครไปก่อน ถึงจะเห็นว่าเขาสำคัญแค่ไหน
เอาไปใช้ตอนไหนได้บ้าง
ถ้าจะลองเริ่มจริง ๆ ไม่ต้องเริ่มใหญ่
คืนนี้ก่อนหลับ แทนที่จะทบทวนว่าวันนี้แย่ตรงไหน ลองใช้เวลาสักสามนาทีนึกถึงสามเรื่องที่มีคนทำให้เราวันนี้ ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่ อาจจะเป็นแค่คนที่หยิบประตูรอให้ หรือข้อความที่เพื่อนทักมาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ให้นึกถึงหน้าคนคนนั้นด้วย ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ลอย ๆ ผ่านไป ทำแบบนี้ทุกคืนสักพัก ใจจะเริ่มมองหาเรื่องพวกนี้ระหว่างวันเองโดยไม่ต้องฝืน
ถ้าวันไหนได้เจอพ่อแม่หรือคนที่อายุมากในบ้าน ลองมองที่มือของท่านสักครั้ง มือที่เคยทำกับข้าวให้เรากินมาหลายพันมื้อ มือที่เคยจับมือเราตอนเดินไม่มั่นคง มือที่ตอนนี้อาจจะเหี่ยวย่นและสั่นเล็กน้อยเวลาถือช้อน ไม่ต้องพูดอะไร แค่มองแล้วรู้สึกก็พอแล้ว
เวลากินข้าว ก่อนตักคำแรก ลองหยุดสักครึ่งลมหายใจ แล้วนึกถึงคนที่ปลูกข้าว คนที่ขนของมาขาย คนที่ทำกับข้าวจานนี้ให้เรา อาหารหนึ่งจานผ่านมือคนมามากกว่าที่เราคิด การหยุดแค่ครึ่งลมหายใจไม่ได้ทำให้ข้าวเย็นลง แต่ทำให้ใจเราอุ่นขึ้นได้จริง ๆ
และถ้าพอมีโอกาส ให้บอกขอบคุณคนที่เราเป็นหนี้บุญคุณด้วยคำพูดจริง ๆ ไม่ใช่แค่คิดอยู่ในใจ บอกให้เจาะจงว่าขอบคุณเรื่องอะไร ไม่ใช่ "ขอบคุณนะ" ลอย ๆ แต่เป็น "ขอบคุณที่ตอนนั้นรอฟังจนจบ" หรือ "ขอบคุณที่ยังโทรมาถามทุกอาทิตย์" คำพูดแบบนี้มีน้ำหนักกว่าคำขอบคุณทั่วไปมาก และคนที่ได้ยินมักจะจำไว้นานกว่าที่เราคิดไว้เสียอีก บางคนอาจจะพูดกลับมาว่า "แค่นี้เอง" แต่สายตาเขาจะบอกอีกอย่าง
อีกอย่างที่ทำได้คือ เวลานึกถึงคนที่เคยทำร้ายใจเรา ลองถามตัวเองสักนิดว่า มีใครอีกไหมที่เคยทำดีกับเราในช่วงเวลาเดียวกันนั้น บางทีคนที่ทำให้เราเจ็บกับคนที่ประคองเราไว้ อาจจะเกิดขึ้นในวันเดียวกันด้วยซ้ำ เพียงแต่เราเลือกจำแค่ฝั่งเดียว
หรือถ้าอยากให้ความรู้สึกนี้อยู่ได้นานกว่าหนึ่งคืน ลองหากระดาษแผ่นเล็ก ๆ เขียนชื่อคนสักสามคนที่เรารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณมากที่สุดในชีวิต แล้วเขียนต่อว่าเขาทำอะไรให้เราบ้าง เขียนแค่คนละสามบรรทัดก็พอ ไม่ต้องยาว แล้วเก็บกระดาษนั้นไว้ในลิ้นชักที่เปิดบ่อย ๆ วันไหนที่ใจเราแห้งจนนึกอะไรดี ๆ ไม่ออกเลย หยิบมันออกมาอ่านอีกรอบ บางทีแค่นั้นก็พอทำให้ใจชุ่มขึ้นได้
ลองทำสักสัปดาห์เดียวก็พอ ไม่ต้องทำให้ครบทุกวัน แค่เริ่มสักสองสามครั้งก็ยังนับ
- นึกถึงสามเรื่องดี ๆ ก่อนนอน พร้อมหน้าคนที่ทำให้
- มองมือของพ่อแม่หรือคนที่อายุมากในบ้านสักครั้ง
- หยุดครึ่งลมหายใจก่อนกินข้าว นึกถึงคนที่ทำให้มื้อนี้เกิดขึ้น
- ขอบคุณใครสักคนด้วยคำพูดที่เจาะจง ไม่ใช่คำลอย ๆ
คืนพรุ่งนี้อาจจะนึกออกง่ายขึ้น
พรุ่งนี้ตอนหัวถึงหมอนอีกครั้ง อาจจะยังนึกเรื่องแย่ ๆ ออกก่อนอยู่ดี นั่นเป็นเรื่องปกติ ใจที่ฝึกมาแบบนั้นนานหลายปี ไม่เปลี่ยนในคืนเดียว
แต่ถ้าคืนไหนที่นึกเรื่องดี ๆ ออกมาได้สักเรื่องหนึ่ง แม้จะเล็กแค่ไหน ก็นับว่าตะแกรงในใจเราเริ่มกรองน้อยลงแล้ว
และบางทีคืนที่นึกออกมาได้เรื่องเดียวนั้นเอง อาจเป็นคืนที่เรานอนหลับสบายกว่าทุกคืนที่ผ่านมา
