หน้าแรก/บทความ/ชีวิตและธรรมะ
ความสุขที่ต้องเติมตลอด กับความสุขที่ไม่ต้องเติมเลย
ชีวิตและธรรมะ

ความสุขที่ต้องเติมตลอด กับความสุขที่ไม่ต้องเติมเลย

25 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

เดือนนี้โบนัสออก ตัวเลขในบัญชีเด้งขึ้นมาเยอะกว่าที่คิดไว้

เราเปิดแอปธนาคารดูซ้ำสามสี่รอบ ยิ้มคนเดียวอยู่หน้าจอ

ตกเย็นนั่งเลือกโทรศัพท์รุ่นใหม่ที่อยากได้มาหลายเดือนแล้ว กดสั่งแบบไม่ต้องคิดมาก เพราะเงินพร้อมแล้ว

สามวันต่อมากล่องมาส่งถึงบ้าน แกะซอง ดึงพลาสติกออก กลิ่นเครื่องใหม่ลอยขึ้นมา ความรู้สึกตอนนั้นดีมาก ดีจนอยากถ่ายรูปโชว์ให้ทุกคนที่รู้จักเห็น

คืนนั้นวางมันไว้ข้างหมอน เผื่อลืมตาตื่นมาจะได้เห็นมันก่อนอย่างอื่น

ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ เรายังหยิบมันมาส่องบ่อย แต่ความรู้สึกเริ่มเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง จากที่เคยตื่นเต้นทุกครั้งที่จับ กลายเป็นแค่ใช้งานตามปกติ

ผ่านไปสามสัปดาห์ มันกลายเป็นแค่โทรศัพท์เครื่องหนึ่งที่อยู่ในกระเป๋า เหมือนเครื่องเก่าที่เคยรักมากตอนซื้อใหม่ ๆ เหมือนกัน

แล้ววันหนึ่งเราเห็นโฆษณารุ่นถัดไปผ่านตา

ใจแวบขึ้นมาแวบหนึ่งว่า รุ่นนั้นน่าจะดีกว่า

เรารู้ตัวเองดีว่าตอนซื้อเครื่องนี้ก็เคยคิดแบบเดียวกัน ว่านี่แหละรุ่นที่จะทำให้พอใจสักที

ความสุขที่ต้องคอยเติมไม่ให้พร่อง

ลองนึกดูดี ๆ เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่กับโทรศัพท์

งานใหม่ก็เป็นแบบเดียวกัน ตื่นเต้นเต็มที่ในเดือนแรก มีคนทักทาย มีโต๊ะทำงานใหม่ มีนามบัตรใบใหม่

พอเข้าเดือนที่สาม ความตื่นเต้นนั้นจางลงจนแทบไม่เหลือ งานเดิม คนเดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมแล้ว

คนที่เพิ่งได้บ้านหลังใหม่ก็เจอแบบเดียวกัน ปีแรกภูมิใจทุกมุมของบ้าน ปีที่สามเริ่มมองหาบ้านที่ใหญ่กว่า สวยกว่า ทำเลดีกว่า

แม้แต่ความรักในช่วงต้น ที่แค่ได้คุยกันก็มีความสุขทั้งวัน พอผ่านไปสองสามปี การคุยแบบเดิมกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว

ไม่ใช่ว่าของเดิมมันแย่ลง มันยังเหมือนเดิมทุกอย่าง

แต่ใจเราต่างหากที่เปลี่ยนไป

ความสุขแบบนี้มีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่ง คือมันมาไวและจางไวพอ ๆ กัน พอมันจาง เราก็รู้สึกพร่อง แล้วก็ต้องหาอะไรมาเติมใหม่อีก

เติมแล้วก็พร่อง พร่องแล้วก็เติม วนอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ

ที่น่าคิดคือ เราไม่เคยหยุดถามว่า ทำไมของที่เพิ่งทำให้เรามีความสุขเมื่อเดือนก่อน วันนี้กลับให้ความรู้สึกอะไรกับเราไม่ได้อีกแล้ว

เราแค่รีบไปหาของชิ้นถัดไป โดยไม่เคยกลับมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับของชิ้นก่อน

บางคืนก็นั่งไถหน้าจอดูคนอื่นโพสต์ทริปเที่ยว โพสต์บ้านใหม่ โพสต์ของที่เพิ่งซื้อ

ดูไปดูมา ใจก็แอบคิดว่าถ้าเรามีแบบนั้นบ้างคงมีความสุขกว่านี้

ทั้งที่คนโพสต์เอง อีกไม่กี่สัปดาห์ก็อาจจะรู้สึกเฉย ๆ กับของชิ้นนั้นเหมือนที่เราเคยเป็นกับโทรศัพท์เครื่องนี้

พระพุทธเจ้าพูดถึงความสุขไว้มากกว่าหนึ่งแบบ

ในพระธรรมบท มีข้อความหนึ่งที่พูดเรื่องนี้ไว้ตรง ๆ

ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง

คำว่า "สันโดษ" ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าอยู่คนเดียวเงียบ ๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่หมายถึงความพอใจในสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้า

ไม่ใช่พอใจแบบเฉื่อยชาไม่คิดจะทำอะไร แต่พอใจแบบที่ใจไม่ต้องวิ่งหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา

ท่านเรียกมันว่าทรัพย์ เพราะมันมีค่าจริง ๆ ในความหมายเดียวกับเงินทอง

คนมีเงินมากแต่ใจไม่เคยพอ ก็จนอยู่ดี คนมีน้อยแต่ใจพอ กลับรวยกว่า

อีกข้อความหนึ่งในพระธรรมบทบทเดียวกันบอกไว้ว่า

ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ

ตรงนี้น่าสนใจมาก เพราะท่านไม่ได้บอกว่าความสุขจากการได้ของใหม่ ได้เลื่อนตำแหน่ง หรือได้สิ่งที่อยากได้เป็นเรื่องผิด

ท่านแค่ชี้ให้เห็นว่ามีความสุขอีกแบบหนึ่งที่ไม่เหมือนกัน เป็นความสุขที่ไม่ต้องหาอะไรมาเติมเลย เพราะตัวมันเองไม่ได้พร่องตั้งแต่แรก

ความสุขแบบแรก เกิดจากการได้สิ่งที่อยากได้ พอได้แล้วมันจะค่อย ๆ จางลงเป็นธรรมดา เพราะใจของเราเริ่มอยากได้สิ่งถัดไปทันทีที่ได้สิ่งนี้มา มันจึงต้องอาศัยของข้างนอกมาเติมอยู่ตลอด เหมือนวิ่งไล่ตามเงาตัวเอง ยิ่งวิ่งเงาก็ยิ่งอยู่ห่างเท่าเดิม

ความสุขแบบที่สอง ไม่ได้เกิดจากการได้อะไรเพิ่ม แต่เกิดจากใจที่หยุดวิ่งหา

สองแบบนี้ไม่ได้ขัดกัน คนเรายังใช้ชีวิต ยังทำงาน ยังซื้อของที่จำเป็นได้ตามปกติ

เพียงแต่ถ้าเราฝากความสุขทั้งหมดไว้กับแบบแรกอย่างเดียว ชีวิตจะกลายเป็นการวิ่งหาของใหม่ไม่มีวันจบ และยิ่งวิ่งนาน ระยะเวลาที่ความสุขแต่ละครั้งอยู่กับเราได้ก็จะยิ่งสั้นลงเรื่อย ๆ

ลองสังเกตดูก็ได้ว่าตอนเด็ก ๆ ขนมชิ้นเดียวก็มีความสุขได้ทั้งวัน

พอโตขึ้น ต้องมีของหลายอย่างกว่าเดิมมาก ถึงจะรู้สึกว่าพอเทียบเท่าความสุขแบบเดิมได้

นั่นไม่ใช่เพราะขนมเปลี่ยนไป แต่เพราะใจของเราเคยชินกับการได้แล้วต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ

แก้วที่ก้นรั่ว กับบ่อน้ำที่เต็มอยู่แล้ว

ลองนึกภาพแก้วน้ำใบหนึ่ง ก้นแก้วมีรอยร้าวเล็ก ๆ

เรารินน้ำใส่จนเต็มปาก ดูสวยงามดี

แต่อีกไม่กี่นาทีน้ำก็ค่อย ๆ ซึมออกจากรอยร้าว จนแก้วพร่องลงอีกครั้ง

เราก็รินใหม่ ให้เต็มอีกที มันสวยอยู่พักหนึ่งแล้วก็พร่องอีก

ยิ่งรอยร้าวใหญ่ ยิ่งต้องรินถี่ขึ้น จนบางวันแทบไม่ได้วางเหยือกน้ำลงเลย

ความสุขที่มาจากการได้ของใหม่ ก็เหมือนการรินน้ำใส่แก้วใบนี้ ริน แล้วก็รั่ว แล้วก็ต้องรินใหม่ ไม่มีวันจบ

ทีนี้ลองนึกถึงบ่อน้ำอีกแบบหนึ่ง เป็นบ่อที่มีตาน้ำอยู่ข้างใต้ น้ำผุดขึ้นมาเองตลอดเวลา ไม่ต้องมีใครรินอะไรลงไปเลย

บ่อแบบนี้ไม่มีวันพร่อง เพราะมันไม่ได้อาศัยการเติมจากข้างนอก

ความสงบใจที่พูดถึงในพระธรรมบทก็มีลักษณะแบบนั้น ไม่ใช่การได้อะไรมาเติม แต่เป็นการเจอกับสิ่งที่มีอยู่ในใจเราอยู่แล้ว ตั้งแต่ยังไม่ได้ไปหาอะไรจากข้างนอกเลยด้วยซ้ำ

คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราควรเลิกรินน้ำใส่แก้ว เพราะบางเรื่องในชีวิตก็ยังต้องรินอยู่ดี

แต่เป็นว่าเราเคยลองเดินไปดูบ่อน้ำนั้นบ้างหรือยัง หรือมัวแต่ยืนถือเหยือกรินแก้วที่รั่วอยู่ทั้งวัน

หลายคนไม่เคยเดินไปดูบ่อนั้นเลยสักครั้งในชีวิต เพราะไม่รู้ว่ามันมีอยู่ ทั้งที่มันอยู่ไม่ไกลจากตรงที่เรายืนถือเหยือกอยู่เลย

ตรงนี้แหละที่พอลงมือทำได้

จุดที่พอทำได้จริงไม่ใช่การห้ามตัวเองไม่ให้ซื้อของ หรือบังคับตัวเองให้ไม่ดีใจเวลาได้อะไรมา

เพราะความดีใจตอนได้ของใหม่ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร

สิ่งที่พอสังเกตได้คือ ตอนที่ความสุขนั้นเกิดขึ้น ลองถามใจตัวเองเบา ๆ ว่าตอนนี้ใจเรานิ่งอยู่ หรือใจเรากำลังคิดถึงสิ่งถัดไปแล้ว

บางทีของยังไม่ทันแกะกล่องเสร็จด้วยซ้ำ ใจก็แอบไปคิดถึงรุ่นต่อไปแล้ว

แค่รู้ทันตรงนี้ ก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญมาก

อีกอย่างที่ลองทำได้คือ ก่อนจะซื้อของชิ้นถัดไป ให้รอสักหนึ่งคืน

ไม่ใช่เพื่อห้ามซื้อ แต่เพื่อให้เห็นว่าความอยากตอนดึกกับความอยากตอนเช้า มันเข้มข้นไม่เท่ากัน

บางทีของที่คิดว่าต้องได้ตอนกลางคืน พอตื่นมาตอนเช้าก็รู้สึกเฉย ๆ กับมันแล้ว

ระหว่างวัน ลองหาเวลาสักสิบนาทีที่ไม่ต้องดูอะไร ไม่ต้องฟังอะไร ไม่ต้องเลื่อนจอ

นั่งเฉย ๆ อยู่กับตัวเองตรงนั้น

ช่วงแรกอาจจะรู้สึกอึดอัด อยากหยิบโทรศัพท์มาดู อยากมีอะไรมาเติมความว่างนั้น

ให้รู้แค่ว่าอึดอัดจริง ๆ ไม่ต้องรีบหนีไปไหน

ความว่างที่เราอึดอัดอยู่นั้นแหละ คือที่เดียวกับที่ความสงบใจซ่อนอยู่

พอนั่งอยู่กับมันได้นานขึ้นทีละนิด ความอึดอัดจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความเบา

อีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ระหว่างวัน คือลองสังเกตตอนกินข้าวมื้อธรรมดา ๆ ไม่ใช่มื้อพิเศษอะไร

กินช้าลงสักหน่อย รับรู้รสชาติของแต่ละคำจริง ๆ ไม่ใช่กินไปดูจอไป

ความอิ่มแบบนี้ก็เป็นความพอแบบหนึ่ง เพียงแต่เรามักไม่ทันสังเกตเพราะมันไม่มีอะไรตื่นเต้น

ก่อนนอนแต่ละคืน ลองนึกย้อนดูว่าวันนี้มีตอนไหนบ้างที่ใจเรารู้สึกพอ โดยที่ไม่ได้เพิ่งได้อะไรมาใหม่

อาจจะเป็นตอนกินข้าวเย็นกับคนในบ้าน หรือตอนนั่งพักหลังอาบน้ำเสร็จ

ช่วงเวลาแบบนั้นมีอยู่จริง เพียงแต่เรามักมองข้ามไป เพราะมันไม่มีอะไรตื่นเต้นให้จดจำ

ถ้าจำได้ยาก ลองพูดออกมาเบา ๆ ตอนที่รู้สึกพอ อย่างเช่นตอนวางส้อมลงหลังกินข้าวอิ่ม

แค่พูดในใจว่า "พอแล้ว" เฉย ๆ

คำสั้น ๆ แบบนี้ช่วยให้ใจจำได้ว่าความพอมีหน้าตาเป็นแบบไหน จะได้จำมันไว้เทียบกับความรู้สึกตอนอยากได้ของใหม่

คืนนี้อาจจะยังอยากได้ของชิ้นนั้นอยู่

พรุ่งนี้ถ้าเห็นของที่อยากได้อีกครั้ง ก็คงยังอยากอยู่ดี นั่นเป็นเรื่องปกติของคนเรา

ไม่ต้องรีบไปอยู่ในบ่อน้ำที่ไม่พร่องตั้งแต่วันนี้

โทรศัพท์เครื่องที่ยังนอนอยู่ข้างหมอนก็ยังใช้งานได้ดีเหมือนเดิม

รุ่นถัดไปที่เห็นในโฆษณาก็จะยังอยู่ตรงนั้น ไม่ได้หายไปไหน

แค่รู้ไว้ว่าบ่อน้ำที่ไม่ต้องเติมนั้นมีอยู่จริง ก็พอแล้วสำหรับคืนนี้