เมตตาแบบไม่มีเงื่อนไข ตอนที่เขาไม่เคยจำเราได้
เจ็ดโมงเช้าทุกวัน เราเดินเข้าไปในห้องนอนของแม่ หยิบผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น เช็ดหน้าเช็ดตัวให้ท่าน ป้อนข้าว ป้อนยา แล้วพยุงท่านไปนั่งข้างหน้าต่างรับแดดอ่อน ๆ ตอนเช้า
ทำแบบนี้มาสามปีแล้ว
แม่เป็นอัลไซเมอร์ระยะที่จำเราไม่ได้แล้ว บางวันท่านมองหน้าเราเหมือนมองคนแปลกหน้า บางวันท่านด่าว่าเราเป็นขโมยที่แอบเข้ามาในบ้าน
เช้านี้ก็เหมือนกัน เราป้อนข้าวให้ท่านคำแล้วคำเล่า ท่านก็บ้วนออกมาเลอะเสื้อเรา แล้วผลักมือเราออก
เราเก็บช้อน ล้างหน้าตัวเอง แล้วนั่งลงตรงขอบเตียง
ในใจมีคำถามผุดขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ — ทำไปเพื่ออะไร ในเมื่อไม่มีวันไหนที่ท่านจะขอบคุณเราสักครั้ง
เราอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อ นั่งลงกินข้าวคนเดียวในครัว มือยังสั่นนิดหน่อยจากที่โดนผลักเมื่อครู่
พี่สาวโทรมาถามอาการแม่ เหมือนโทรมาถามทุกเช้า แต่ไม่เคยถามว่าวันนี้เราเป็นยังไงบ้าง
เราตอบไปตามปกติว่าแม่สบายดี วางสายแล้วก็มานั่งคิดต่อ
ถ้าเมตตาที่แท้จริงต้องไม่มีเงื่อนไข แล้วทำไมใจเรายังแอบรอให้แม่ยิ้มให้สักครั้ง เหมือนรอใบเสร็จที่ไม่เคยได้
เรื่องที่เราไม่ค่อยพูดกับใคร คือความรู้สึกแปลก ๆ ที่โผล่ขึ้นมาตอนดูแลคนที่ไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังดูแลเขาอยู่
เราไม่ได้อยากให้แม่กราบขอบคุณ เราแค่อยากให้ท่านจำเราได้สักวินาทีเดียว
อยากให้แววตาที่มองมา บอกว่า "นี่ลูกเรา" ไม่ใช่ "นี่ใคร"
พอไม่ได้แบบนั้น ใจมันจะแอบเทียบ เทียบกับเพื่อนที่แม่ยังจำได้ เทียบกับตัวเองเมื่อสามปีก่อนที่ยังมีความหวัง
แล้วก็มีความรู้สึกผิดตามมาอีกชั้น เพราะรู้สึกว่าตัวเองกำลังคิดถึงแต่สิ่งที่ตัวเองจะได้ ทั้งที่คนป่วยอยู่ตรงหน้าต่างหากที่ลำบากที่สุด
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่กับคนที่ดูแลพ่อแม่ป่วย
คนที่คอยดูแลลูกที่ติดยา คนที่ให้ยืมเงินญาติซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนที่เป็นฝ่ายง้อในความสัมพันธ์ทุกครั้ง ก็เจอความรู้สึกแบบเดียวกัน
ให้ไป ให้ไป ให้ไป แล้ววันหนึ่งก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า เมื่อไหร่จะถึงตาที่เราจะได้รับบ้าง
พอถามคำถามนี้ ใจจะแอบรู้สึกผิดอีกชั้นหนึ่ง เหมือนการคิดแบบนี้เป็นเรื่องเห็นแก่ตัว
แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัวเลย มันเป็นเรื่องธรรมดาของใจมนุษย์ ใจที่ให้ไปนาน ๆ โดยไม่มีอะไรเติมกลับเข้ามา ก็ย่อมรู้สึกพร่องเป็นธรรมดา
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรามีใจแบบนี้ ปัญหาอยู่ที่เราไม่รู้ว่าจะวางใจแบบนี้ลงตรงไหน
บางคนเลือกเก็บไว้จนกลายเป็นความขมขื่น บางคนเลือกฝืนยิ้มจนตัวเองเหนื่อยกว่าเดิม ทั้งสองแบบไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยสักทาง
ให้โดยไม่ต้องรอใบเสร็จ
มีพระสูตรบทหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ชื่อกรณียเมตตสูตร เป็นบทที่พระสงฆ์สวดกันมาสองพันกว่าปีจนถึงทุกวันนี้
ในสูตรนี้มีท่อนหนึ่งที่ยกอุปมาไว้ว่า
มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน ด้วยการยอมสละแม้ชีวิตได้ฉันใด พึงเจริญเมตตาอันไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง ฉันนั้น
ท่านไม่ได้ยกอุปมานี้ขึ้นมาลอย ๆ
ท่านเลือกภาพของแม่ที่ปกป้องลูกคนเดียว เพราะความรักแบบนั้นเป็นความรักที่มนุษย์เข้าใจได้ลึกที่สุด ไม่คิดเลขว่าลูกให้อะไรกลับมาบ้าง ไม่หยุดรักตอนที่ลูกดื้อ ไม่ถอนรักตอนที่ลูกไม่มองหน้า
เมตตาแบบไม่มีเงื่อนไขที่ท่านสอน จึงไม่ใช่การไม่รู้สึกอะไรเลย และไม่ใช่การฝืนยิ้มทั้งที่ข้างในเหนื่อยล้า
มันคือความรู้สึกดีต่อคนตรงหน้า ที่ไม่ผูกไว้กับว่าเขาจะตอบแทนเรายังไง
สังเกตดี ๆ คำว่า "ไม่มีเงื่อนไข" ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าต้องให้แบบไม่มีขอบเขต ไม่ได้แปลว่าต้องยอมทุกอย่างจนตัวเองพังไปด้วย
มันหมายถึงแค่ว่า การให้ของเราไม่ได้ตั้งราคาไว้ล่วงหน้า ไม่ได้ให้ไปเพื่อรอเก็บเงินคืน
ในกรณียเมตตสูตรยังมีอีกท่อนหนึ่งที่ขยายภาพนี้ให้กว้างออกไปอีก
พึงแผ่ไมตรีจิตอันไม่มีประมาณไปยังสัตว์ทั้งปวง ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่มีสิ่งกีดกั้น ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู
เมตตาที่แผ่ออกไปแบบนี้ ไม่ได้เลือกแผ่เฉพาะคนที่แผ่กลับมาหาเรา
มันแผ่ไปถึงคนที่จำเราไม่ได้ด้วย
ครูบาอาจารย์หลายท่านมักพูดถึงเมตตาในแง่นี้ ว่าเป็นธรรมที่ฝึกกับคนยากก่อน ไม่ใช่ฝึกกับคนที่รักเราง่ายอยู่แล้ว
เพราะคนที่รักเราง่าย ไม่ต้องฝึกอะไรเลยเราก็รักเขาได้เองอยู่แล้ว
ต้นไม้ที่แผ่ร่มไม่เลือกคน
ลองนึกถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ขึ้นอยู่ริมทาง
ต้นไม้ต้นนั้นแผ่กิ่งก้านเป็นร่มเงาให้คนเดินผ่าน คนที่แวะพักใต้ร่มบางคนก้มกราบขอบคุณต้นไม้ บางคนนั่งพักแล้วเดินจากไปเฉย ๆ ไม่หันมองด้วยซ้ำ บางคนถึงกับหักกิ่งเอาไปทำฟืน
ต้นไม้ไม่ได้เลือกแผ่ร่มเฉพาะคนที่โค้งคำนับ
มันแผ่ร่มเพราะนั่นคือสิ่งที่ต้นไม้เป็น ไม่ใช่เพราะกำลังรอให้ใครเห็นคุณค่าของมัน
แม่ที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างตอนเช้า ก็เหมือนต้นไม้ต้นนั้นในวันที่ยังแข็งแรง
ท่านเคยแผ่ร่มให้เราตอนที่เรายังเล็ก โดยไม่เคยถามว่าเราจะจำได้ไหม ป้อนข้าวให้เราตอนที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องขอบคุณใคร
ตอนนี้ถึงตาที่เราจะเป็นร่มเงาให้ท่านบ้าง ในวันที่ท่านจำร่มเงานั้นไม่ได้แล้ว
ไม่ใช่เพราะหวังว่าสักวันท่านจะจำได้แล้วขอบคุณเรา
แต่เพราะการแผ่ร่มไม่เคยต้องรอให้ใครเห็นคุณค่าของมันมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ต้นไม้บางต้นถูกโค่นไปเลยก็มี โดยที่ไม่เคยได้รับคำขอบคุณสักคำ
แต่ตราบใดที่ยังยืนอยู่ และยังมีกิ่งก้าน มันก็ยังแผ่ร่มต่อไป นั่นคือธรรมชาติของมัน ไม่ใช่ภาระที่มันต้องแบก
จะให้แบบนี้ได้ยังไงในเช้าพรุ่งนี้
ลองนึกดูว่าเช้าพรุ่งนี้ ก่อนเดินเข้าห้องแม่ เราจะทำอะไรได้บ้าง
สิ่งแรกที่พอทำได้จริง คือหยุดยืนอยู่หน้าประตูสักสิบวินาที ก่อนเปิดเข้าไป
ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่หายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง
แล้วในใจบอกตัวเองสั้น ๆ ว่า วันนี้เราจะดูแลท่าน โดยไม่รอให้ท่านจำเราได้
ประโยคสั้น ๆ แบบนี้ไม่ได้ช่วยให้แม่จำเราได้ขึ้นมาจริง ๆ
แต่มันช่วยตั้งใจเราไว้ก่อนที่ความหวังจะแอบเดินตามเราเข้าห้องไปด้วย
อย่างที่สอง คือลองแผ่เมตตาให้แม่เป็นคำพูดสั้น ๆ ในใจ
ไม่ต้องนั่งสมาธิเป็นชั่วโมง แค่ตอนที่เช็ดหน้าให้ท่าน ลองพูดในใจว่า ขอให้แม่สบายกาย สบายใจ
พูดแม้ตอนที่ท่านผลักมือเราออก พูดแม้ตอนที่ท่านด่าว่าเราเป็นขโมย
ตอนแรกอาจจะรู้สึกฝืน เหมือนพูดคำที่ใจยังตามไม่ทัน
ไม่เป็นไร ปากพูดไปก่อน ใจจะค่อย ๆ ตามมาเอง เหมือนเดินตามทางที่ยังไม่คุ้นเคยในตอนแรก
อย่างที่สาม คือการดูแลตัวเองโดยไม่รู้สึกผิด
เมตตาไม่มีเงื่อนไขไม่ได้แปลว่าต้องทนจนตัวเองพังไปด้วย
ถ้าวันไหนเหนื่อยมาก ให้พี่สาวหรือคนอื่นมาสลับดูแลแทนสักสองชั่วโมง ก็ยังนับว่าเรามีเมตตาต่อแม่อยู่ดี
เพราะคนที่ดูแลด้วยร่างกายที่หมดแรง มักจะดูแลด้วยน้ำเสียงที่หมดความอดทนตามไปด้วยเสมอ
การพักจึงไม่ใช่การทรยศความรัก มันคือการรักษาความรักให้อยู่ได้นานกว่าหนึ่งวัน
ลองโทรบอกพี่สาวตรง ๆ ว่าอยากพักบ้าง ไม่ต้องรอให้ตัวเองล้มก่อนแล้วค่อยขอความช่วยเหลือ
อย่างสุดท้าย คือการลองแผ่เมตตาข้อนี้ให้ตัวเองด้วยเช่นกัน
ตอนที่รู้สึกน้อยใจว่าทำไมแม่ไม่จำเรา ให้ลองพูดในใจกับตัวเองว่า ขอให้เราเข้มแข็งพอสำหรับวันพรุ่งนี้ด้วย
ไม่ต้องละอายที่จะพูดแบบนี้กับตัวเอง
เพราะคนที่ให้เมตตาคนอื่นได้นาน ๆ ต้องมีเมตตาเหลือให้ตัวเองบ้างเหมือนกัน ไม่งั้นน้ำในโอ่งจะแห้งก่อนที่จะได้รดใครเลย
ตอนเย็นก่อนนอน ลองถามตัวเองเบา ๆ ว่าวันนี้เราให้ไปเท่าไหร่
ไม่ใช่เพื่อคิดบัญชีเอากับใคร แต่เพื่อรู้ว่าเราควรเติมพลังให้ตัวเองแค่ไหน สำหรับวันพรุ่งนี้ที่ยังมาไม่ถึง
ถ้าจะจำอะไรกลับไปจากตรงนี้ ลองจำสามอย่างนี้พอ
- หยุดสิบวินาทีก่อนเข้าไปดูแล เพื่อวางความหวังว่าจะได้อะไรกลับมาลงก่อน
- แผ่เมตตาเป็นคำพูดสั้น ๆ ในใจ แม้วันที่เขาไม่รับรู้ว่าเรากำลังให้อะไรอยู่
- ดูแลตัวเองโดยไม่รู้สึกผิด เพราะน้ำที่แห้งแล้วไม่มีอะไรจะรดใครได้อีก
เช้านี้ก็ยังไม่มีใบเสร็จ
เช้าวันถัดมา เราเปิดประตูเข้าไปหาแม่อีกครั้ง
ท่านมองมาเหมือนเดิม แววตาที่ไม่รู้ว่าใครกำลังยืนอยู่ตรงหน้า
แต่ครั้งนี้เราหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้งก่อนเข้าไป
ไม่รู้เหมือนกันว่าพรุ่งนี้จะยังทำแบบนี้ได้ไหม
แต่เช้านี้ เราแค่เดินเข้าไปหาท่าน โดยไม่ได้ถือใบเสร็จติดมือเข้าไปด้วย
