หน้าแรก/บทความ/ชีวิตและธรรมะ
คืนที่บ้านเงียบ กับการหัดอยู่กับตัวเองให้เป็น
ชีวิตและธรรมะ

คืนที่บ้านเงียบ กับการหัดอยู่กับตัวเองให้เป็น

25 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

สองทุ่มของวันศุกร์ ไลน์ที่ส่งไปตอนเย็นยังไม่มีใครตอบครบ มือถือวางนิ่งอยู่ข้างหมอน เราหยิบขึ้นมาปาดหน้าจออีกรอบ ทั้งที่รู้อยู่ว่าไม่มีอะไรใหม่

บ้านเงียบกว่าทุกวัน ลูกไปนอนค้างบ้านเพื่อน คู่ชีวิตไปธุระต่างจังหวัดสองคืน เราอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เที่ยง

ตอนกลางวันไม่รู้สึกอะไรเลย มีงานให้ทำ มีเสียงรถวิ่งข้างนอก แต่พอฟ้ามืด ความเงียบเริ่มมีน้ำหนัก เหมือนมีอะไรมาวางทับอยู่บนอก ไม่ถึงกับหนัก แต่รู้สึกได้ตลอดเวลา

เราลุกไปเปิดทีวีทั้งที่ไม่ได้อยากดู แค่อยากได้ยินเสียงคนพูดในบ้าน

ยุคนี้มีอีกชั้นหนึ่งซ้อนเข้ามาด้วย

เราเห็นตัวเลขคนออนไลน์อยู่ในแอปเดียวกับที่เราง้างอ่านข้อความ เห็นเครื่องหมายว่าเขาอ่านแล้ว

แต่เห็นแล้วยิ่งจุกกว่าเดิม เพราะรู้ว่าเขาอ่านแล้ว แค่ยังไม่อยากตอบเรา

ไม่มีใครอยู่ด้วย กับไม่มีใครเข้าใจ คนละเรื่องกัน

ลองนึกดูดี ๆ เราไม่ได้อยู่คนเดียวจริง ๆ ขนาดนั้น

ในโทรศัพท์มีเพื่อนเป็นร้อย ในไลน์กลุ่มมีข้อความค้างอ่านหลายสิบ พรุ่งนี้ก็ต้องเจอเพื่อนร่วมงานอีกแล้ว

แต่ความรู้สึกที่นั่งอยู่ตรงกลางอกตอนนี้ ไม่ได้หายไปเพราะมีคนอยู่รอบตัว

นี่คือจุดที่คนมักสับสน อยู่คนเดียวกับรู้สึกเหงา เป็นคนละเรื่องกัน

คนอยู่คนเดียวในกุฏิกลางป่าอาจไม่เหงาเลยสักนิด ส่วนคนที่นั่งอยู่ท่ามกลางงานเลี้ยงที่มีคนรู้จักเต็มห้อง อาจรู้สึกเหงาที่สุดในคืนนั้นก็ได้

เพราะสิ่งที่ทำให้เหงา ไม่ใช่การไม่มีคนอยู่ด้วย แต่คือความรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่อยู่ข้างในเรา

คนที่เพิ่งเกษียณก็เจอความรู้สึกนี้บ่อย บ้านที่เคยมีเสียงลูกวิ่งเล่นตอนเช้า ตอนนี้เงียบกริบตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน ลูกโตแล้วแยกบ้านไปมีครอบครัวของตัวเอง คู่ชีวิตบางคนก็จากไปก่อน เหลือแต่เราคนเดียวกับบ้านหลังเดิม

ยิ่งค้นลึกลงไปอีกนิด จะเจออะไรที่แปลกกว่านั้น

หลายครั้งที่เรานั่งเหงาอยู่คนเดียว จริง ๆ แล้วเราไม่ได้อยากได้ใครสักคนมานั่งข้าง ๆ

เราแค่อยากหนีความเงียบ อยากมีเสียงกลบความคิดที่วิ่งวนอยู่ในหัว

คนที่ดูแลพ่อแม่ป่วยติดเตียงอยู่ทั้งวันก็รู้จักความรู้สึกนี้ดี อยู่ในห้องเดียวกับอีกคนตลอดเวลา แต่คุยกันแทบไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายพูดไม่ไหวแล้ว

ตัวอยู่ด้วยกัน แต่ใจของแต่ละคนอยู่คนละที่ ความเหงาแบบนี้เจ็บกว่าการอยู่คนเดียวจริง ๆ เสียอีก

พอแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันได้ จะเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีใครอยู่ด้วย

ปัญหาอยู่ที่เรายังไม่เคยหัดอยู่กับตัวเองแบบที่ไม่ต้องหนี

พึ่งตนเอง ไม่ใช่การถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว

ในคืนสุดท้ายก่อนพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน มีพระหลายรูปเศร้าโศกมาก โดยเฉพาะพระอานนท์ที่อยู่ใกล้ชิดท่านมาตลอดหลายสิบปี

เรื่องเล่ากันมาว่าพระอานนท์ถึงกับเดินไปยืนร้องไห้อยู่คนเดียวข้างเสาประตู ทั้งที่ท่านอยู่ใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามากที่สุดคนหนึ่ง

ความใกล้ชิดขนาดนั้นก็ยังปกป้องท่านจากความรู้สึกสูญเสียไม่ได้ เพราะสิ่งที่ท่านกำลังจะสูญเสีย คือที่พึ่งที่ท่านฝากใจไว้มาตลอดชีวิต

ท่านรู้ว่าเมื่อท่านจากไป หลายคนจะรู้สึกเหมือนไม่มีที่พึ่งอีกต่อไป จึงตรัสสอนไว้ประโยคหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี

จงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย

ฟังผ่าน ๆ อาจเหมือนท่านบอกให้ทุกคนอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต แต่ไม่ใช่แบบนั้นเลย

ท่านไม่ได้บอกว่าอย่าพึ่งใคร อย่ารักใคร อย่าคบใคร

ท่านบอกว่า อย่าวางความสงบของใจไว้บนคนอื่นทั้งหมด เพราะคนอื่นมีวันมาและมีวันไป เหมือนที่ท่านเองก็กำลังจะจากไปในคืนนั้น

ถ้าใจเราต้องรอให้มีใครสักคนมานั่งข้าง ๆ ถึงจะสงบได้ วันไหนที่เขาไม่อยู่ ใจเราก็จะแกว่งไปตามเขาด้วย

ในธรรมบทยังมีอีกบทหนึ่งที่พูดถึงเรื่องนี้ตรง ๆ

พึงนั่งคนเดียว นอนคนเดียว เดินคนเดียวไม่เกียจคร้าน ฝึกตนเองอยู่คนเดียว พึงยินดีอยู่ในป่าลำพัง

คำว่า "พึงยินดี" ตรงนี้สำคัญมาก ไม่ใช่ "จำใจอยู่" ไม่ใช่ "ทนอยู่"

แต่เป็นการอยู่คนเดียวแบบที่ใจไม่ได้รอให้ใครมาเติมอะไรให้

นั่นคือเป้าหมาย ไม่ใช่การตัดขาดจากใคร แต่เป็นการมีใจที่ไม่ต้องพึ่งคนอื่นตลอดเวลาถึงจะอยู่ได้

บ่อน้ำในบ้าน กับถังรองน้ำฝนหน้าบ้าน

บ้านสมัยก่อนบางหลังมีบ่อน้ำของตัวเองอยู่ในบริเวณบ้าน ขุดลงไปจนเจอตาน้ำใต้ดิน

น้ำในบ่อแบบนี้มีตลอดทั้งปี ฝนจะตกหรือไม่ตกก็ไม่ค่อยกระทบ เพราะมันมีต้นทางของมันเองอยู่ลึกลงไปในดิน

ส่วนบ้านที่ไม่มีบ่อ ต้องอาศัยถังรองน้ำฝนที่ตั้งไว้หน้าชายคา

ถังแบบนี้ดีตอนฝนตกหนัก แต่พอถึงหน้าแล้งที่ฝนหายไปหลายเดือน น้ำในถังก็แห้งขอดจนเห็นก้นถัง

ใจของคนเราก็มีสองแบบนี้เหมือนกัน

ใจที่ต้องรอน้ำฝนจากคนอื่น คือใจที่สงบได้ก็ต่อเมื่อมีคนมาหา มีคนทัก มีคนชม พอฝนขาดช่วง ใจก็แห้ง

ใจที่มีบ่อของตัวเอง ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องการฝนเลย ฝนตกลงมาก็ยังรับไว้ ยังดีใจที่มีคนมาหา

แต่ระหว่างที่ฝนยังไม่ตก บ่อของตัวเองก็ยังมีน้ำพอให้ตักขึ้นมาใช้ได้ ไม่ต้องรอจนแล้งตาย

สิ่งที่เรากำลังหัดทำ ไม่ใช่การปิดบ้านไม่ให้ฝนเข้า

แต่คือการขุดบ่อของตัวเองให้ลึกพอ

การขุดบ่อไม่มีใครขุดเสร็จภายในวันเดียว ต้องขุดลงไปทีละชั้น ผ่านดินแข็งบ้าง หินบ้าง กว่าจะถึงตาน้ำข้างล่าง

ใจของเราก็เหมือนกัน วันแรกที่ลองอยู่กับความเงียบเฉย ๆ อาจจะยังรู้สึกอึดอัดอยู่มาก นั่นเป็นเรื่องปกติของดินชั้นแรกที่ยังแข็งอยู่

หัดอยู่กับตัวเองให้เป็นเพื่อนกัน

เรื่องแรกที่พอทำได้จริง คือช่วงเวลาที่ความเหงาโผล่ขึ้นมา ให้ลองอยู่กับมันสักครู่ก่อนที่จะรีบหนี

แทนที่จะหยิบมือถือทันที ลองนั่งเฉย ๆ สักสองสามนาที

สังเกตว่าความเหงาที่ว่านี้ มันอยู่ตรงไหนของร่างกาย บางคนรู้สึกที่หน้าอก บางคนรู้สึกที่ลำคอ

แค่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ไม่ต้องรีบไล่มันไป มันจะเบาลงเองเมื่อเราไม่ได้วิ่งหนีมัน

เรื่องที่สอง คือลองสร้างสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำคนเดียวแล้วรู้สึกดี ไม่ใช่เพื่อฆ่าเวลา แต่เพื่อให้เกียรติเวลาที่อยู่กับตัวเอง

อาจเป็นการชงชาถ้วยหนึ่งอย่างตั้งใจ รอน้ำเดือด เทน้ำ นั่งจิบช้า ๆ โดยไม่เปิดอะไรคลอไปด้วย

หรือจะเป็นการเดินเล่นรอบบ้านสิบนาทีตอนหัวค่ำ ไม่ต้องมีจุดหมาย แค่เดินแล้วมองต้นไม้ในซอย

ทำแบบนี้บ่อย ๆ ใจจะเริ่มรู้สึกว่าเวลาคนเดียวเป็นเวลาที่ปลอดภัย ไม่ใช่เวลาที่ต้องรีบเติมอะไรให้เต็ม

ไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมใหญ่โต แค่สิบนาทีที่ทำอะไรสักอย่างช้า ๆ โดยไม่ต้องมีใครดูก็พอแล้ว

เรื่องที่สาม คือลองแยกให้ออกว่าตอนนี้เราอยากได้การเชื่อมต่อจริง ๆ หรือแค่อยากหนีความเงียบ

ถ้าอยากได้การเชื่อมต่อจริง ๆ การโทรหาคนที่คุยแล้วสบายใจสักคน ดีกว่าการไถหน้าจอดูชีวิตคนอื่นเป็นชั่วโมง

แต่ถ้าสิ่งที่ต้องการคือแค่หนีความเงียบ ให้ลองกลับไปที่เรื่องแรก คืออยู่กับมันสักครู่ก่อน

ไถหน้าจอแก้เหงาได้ชั่วขณะ แต่พอวางมือถือลง ความเหงามักจะยังอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม บางทีหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เรื่องสุดท้าย คือลองพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแบบที่จะพูดกับเพื่อนสนิทที่กำลังเหงา

ถ้าเพื่อนคนหนึ่งมานั่งเหงาตรงหน้าเรา เราคงไม่พูดว่า "อ่อนแอจัง" หรือ "แค่นี้ก็ทนไม่ได้เหรอ"

เราคงพูดเบา ๆ ว่าไม่เป็นไรนะ วันนี้เหนื่อยมาเยอะ

ลองพูดประโยคแบบนั้นกับตัวเองดูบ้าง แม้จะรู้สึกแปลก ๆ ในตอนแรกก็ตาม

บางคนพูดออกเสียงเบา ๆ คนเดียวในห้อง บางคนแค่คิดในใจก็พอ ไม่มีวิธีไหนถูกกว่ากัน ขอแค่พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนจริง ๆ

ทำไปเรื่อย ๆ ใจจะเริ่มเชื่อว่าตัวเองก็เป็นเพื่อนที่ดีให้ตัวเองได้ ไม่ต้องรอให้ใครมาทำหน้าที่นั้นแทน

คืนนี้บ้านก็ยังเงียบเหมือนเดิม

ทีวีที่เปิดทิ้งไว้ยังพูดอยู่เหมือนเดิม มือถือยังวางอยู่ข้างหมอนเหมือนเดิม

แต่ถ้าลองปิดทีวีลงสักครู่ นั่งฟังความเงียบจริง ๆ ดูสักครั้ง อาจจะพบว่ามันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

อาจจะยังมีเสี้ยวหนึ่งของใจที่อยากหยิบมือถือขึ้นมาดูอีกรอบ ก็ปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นได้ ไม่ต้องบังคับตัวเองให้สงบทันที

บ่อน้ำในบ้านไม่ได้ขุดเสร็จในคืนเดียว แต่ทุกครั้งที่เรานั่งอยู่กับตัวเองได้นานขึ้นอีกนิด ก็เหมือนขุดลึกลงไปอีกหนึ่งช้อน