หน้าแรก/บทความ/ชีวิตและธรรมะ
เงินเท่าไหร่ถึงจะพอ
ชีวิตและธรรมะ

เงินเท่าไหร่ถึงจะพอ

25 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

สี่ทุ่มกว่า บ้านเงียบแล้ว

มือถือยังสว่างอยู่ในมือ

นี่เป็นครั้งที่สามของคืนนี้ที่เปิดแอปธนาคารขึ้นมาดู

ตัวเลขในบัญชีก็ตัวเดียวกับที่เห็นเมื่อสิบนาทีก่อน ไม่ได้เปลี่ยนไปไหน แต่ก็ยังเปิดดูอยู่ดี เหมือนหวังว่าถ้าดูอีกรอบ มันจะบอกอะไรที่ต่างไปจากเดิม

พรุ่งนี้ต้องโอนค่าเทอมลูก

อาทิตย์หน้าคิวผ่อนบ้านจะตัด

เดือนหน้ายังไม่รู้ว่าจะมีงานเสริมเข้ามาไหม

ตัวเลขในบัญชีไม่ได้น้อยจนอยู่ไม่ได้ แต่ใจก็ไม่เคยรู้สึกว่าพอสักที

มือวางมือถือลง แต่ตาก็ยังลืมอยู่ในความมืด

คิดถึงตอนบ่ายที่เพื่อนร่วมงานคุยกันเรื่องรถคันใหม่ เสียงหัวเราะของเขาตอนเล่าเรื่องดาวน์บ้านหลังที่สอง

เราไม่ได้อิจฉาเขาแบบเปิดเผย แต่มีอะไรบางอย่างหนัก ๆ ค้างอยู่ในอกตั้งแต่ตอนนั้น

ที่จริงเราไม่ได้กลัวตัวเลข

ลองสังเกตดี ๆ สิ่งที่ทำให้นอนไม่หลับ ไม่ใช่ตัวเลขในบัญชีตรง ๆ

เป็นคำถามที่วนอยู่ในหัวต่างหาก

"ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะทำยังไง" "คนอื่นเขามีมากกว่านี้กันหมด" "ทำไมทำงานหนักขนาดนี้แล้วยังไม่พอสักที"

หลายคนตั้งเป้าไว้ในใจว่า ถ้ามีเงินเก็บถึงจำนวนหนึ่ง จะค่อยสบายใจ

พอถึงจำนวนนั้นจริง ๆ กลับพบว่าใจยังไม่สบายอยู่ดี เป้าหมายแค่ขยับไปไกลกว่าเดิมอีกนิด

เหมือนวิ่งไล่เงาตัวเอง วิ่งเร็วแค่ไหนเงาก็อยู่ห่างเท่าเดิม

ไม่ใช่เพราะเราวิ่งช้าเกินไป

แต่เพราะสิ่งที่ไล่อยู่ ไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ตั้งแต่แรก

และที่แปลกกว่านั้น คือคนที่มีเงินเก็บมากกว่าเราหลายเท่า บางคนก็นอนไม่หลับด้วยเหตุผลเดียวกันนี้เป๊ะ

ยิ่งมีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกลัวเสียมากเท่านั้น เป็นความกลัวคนละแบบ แต่หนักไม่ต่างกันเลย

ความทุกข์เรื่องเงินจึงไม่ได้ผูกอยู่กับจำนวนในบัญชี มันผูกอยู่กับระยะห่างระหว่างสิ่งที่มีกับสิ่งที่ใจคิดว่าควรจะมี

ระยะห่างนั้นต่างหากที่ทำให้นอนไม่หลับ ไม่ใช่ตัวเลข

ทรัพย์ที่ไม่มีวันหมด

มีคำสอนบทหนึ่งในธรรมบท ที่คนไทยได้ยินกันมานาน จนบางทีก็ผ่านหูไปเฉย ๆ

อโรคยา ปรมา ลาภา สันตุฏฐี ปรมัง ธนัง

แปลตรง ๆ ว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ความสันโดษเป็นทรัพย์อันประเสริฐ

คำว่า "สันโดษ" ตรงนี้ไม่ได้แปลว่าอยู่นิ่ง ๆ ไม่ทำอะไร

ไม่ได้แปลว่าห้ามอยากมีมากขึ้นกว่าเดิม

แต่แปลว่า รู้จักพอใจในสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้า ในขณะที่ยังทำงานหาเลี้ยงชีพต่อไปตามปกติ

เป็นทรัพย์ที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีธนาคาร แต่อยู่ในใจของคนที่ถือเงินจำนวนนั้นอยู่

คนที่มีเงินล้านแต่ใจไม่เคยพอ ก็ยังจนอยู่ดีในความหมายนี้

คนที่มีเงินไม่มาก แต่รู้ว่าตอนนี้พอกินพอใช้แล้ว กลับมีทรัพย์อีกชนิดที่คนแรกไม่มี

มีอีกครั้งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้ไว้ชัดมาก เป็นคำสอนที่ประทานแก่ชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อทีฆชาณุ แห่งตระกูลโกลิยะ

ทีฆชาณุเป็นคนธรรมดา ทำมาหากิน มีครอบครัวต้องดูแล ไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ในทุกวันนี้

เขาเข้าไปกราบทูลถามตรง ๆ ว่า คนที่ยังครองเรือนอยู่แบบเขา จะมีความสุขได้อย่างไร ทั้งในชาตินี้และต่อไปข้างหน้า

พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้เขาเลิกทำมาหากิน ไม่ได้บอกให้สละทรัพย์สินไปบวช

ท่านตรัสถึงสิ่งที่ทำให้ชีวิตคนครองเรือนมีความสุขในชาตินี้ไว้สี่อย่าง

อย่างแรก ขยันหมั่นเพียรในงานที่ทำ ให้เชี่ยวชาญในงานนั้นจริง ๆ ไม่ใช่ทำ ๆ หยุด ๆ

อย่างที่สอง รู้จักรักษาทรัพย์ที่หามาได้ ไม่ให้รั่วไหลไปเพราะความประมาทหรือถูกใครหลอกเอาไป

อย่างที่สาม คบคนดี คนที่ไม่ชักจูงไปในทางที่ทำให้ชีวิตเสียหาย

อย่างที่สี่ ใช้ชีวิตให้พอดีกับรายได้ ไม่ฝืดจนตัวเองอึดอัด และไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินตัว

สี่ข้อนี้ไม่มีข้อไหนบอกให้ทีฆชาณุรวยกว่าเดิม

แต่ทุกข้อบอกให้เขามีสติกับสิ่งที่เขามีอยู่แล้ว

ท่านเรียกความสุขแบบนี้ว่าเป็นความสุขที่จับต้องได้ตั้งแต่ในชาตินี้เลย ไม่ต้องรอชาติหน้า

ไม่ใช่ความสุขที่วัดกันด้วยจำนวน แต่วัดกันด้วยว่าเราอยู่กับสิ่งที่เรามีได้อย่างมั่นคงแค่ไหน

ต้นไม้กับน้ำ

ลองนึกถึงต้นไม้ต้นหนึ่งในบ้าน

ถ้าไม่รดน้ำเลย มันก็เหี่ยว ใบร่วง ค่อย ๆ ตายไป

แต่ถ้ารดน้ำทุกวันจนดินแฉะตลอดเวลา รากก็เน่า ต้นไม้ต้นเดียวกันนั้นก็ตายได้เหมือนกัน

เงินก็เหมือนน้ำสำหรับต้นไม้ต้นนั้น

ไม่มีเงินเลยก็อยู่ลำบาก ทุกข์จริง ปฏิเสธไม่ได้

แต่เงินท่วมจนไม่รู้จะใช้ทำอะไร แล้วยังอยากได้เพิ่มอยู่ตลอดเวลา ก็เป็นทุกข์อีกแบบหนึ่ง เป็นทุกข์แบบที่คนภายนอกมองไม่ค่อยเห็น

สิ่งที่ต้นไม้ต้องการจริง ๆ ไม่ใช่น้ำมากที่สุดเท่าที่จะหาได้

แต่เป็นน้ำที่พอดีกับขนาดรากของมัน รดสม่ำเสมอ ไม่ขาดไม่เกิน

คนรดน้ำที่ดีไม่ใช่คนที่มีสายยางยาวที่สุด

แต่เป็นคนที่รู้จังหวะของต้นไม้ต้นนั้นจริง ๆ

บ้านที่รดน้ำเก่ง มักไม่ใช่บ้านที่ซื้อปุ๋ยแพงที่สุดมาใส่

แต่เป็นบ้านที่เดินออกมาดูต้นไม้ทุกเช้า รู้ว่าวันนี้ดินยังชื้นอยู่หรือแห้งแล้ว

การดูแลเงินก็ต้องอาศัยการมาดูบ่อย ๆ แบบนั้นเหมือนกัน ไม่ใช่ปล่อยไว้เฉย ๆ แล้วหวังว่าจะดีขึ้นเอง

เอากลับไปใช้ได้ตั้งแต่คืนนี้

สี่ข้อที่พระพุทธเจ้าตรัสกับทีฆชาณุ เอามาปรับใช้ในชีวิตจริงได้ไม่ยาก

ข้อแรก เรื่องขยันหมั่นเพียรในงาน

ไม่ได้แปลว่าต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม แต่แปลว่าเข้าใจสิ่งที่ทำอยู่ให้ลึกขึ้น

สัปดาห์ละครั้ง ลองนั่งทบทวนสักสิบนาทีว่าเดือนนี้เงินเข้ามาจากไหนบ้าง ออกไปทางไหนบ้าง

ไม่ต้องตัดสินตัวเอง แค่ดูให้เห็นชัด ๆ ก็พอ

ข้อที่สอง เรื่องรักษาทรัพย์ที่หามาได้

ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการกันเงินส่วนหนึ่งออกไปทันทีที่เงินเดือนเข้า ก่อนที่ใจจะทันคิดเรื่องอื่น

ไม่ต้องเยอะ กันไว้ก่อนให้เป็นนิสัย

เดือนละนิดก็ยังดีกว่าไม่กันเลยสักบาท

ส่วนหนึ่งของการรักษาทรัพย์ คือการระวังไม่ให้ใครมาหลอกเอาไปง่าย ๆ ด้วย

เจอข้อเสนอลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง ให้ชะลอไว้ก่อนอย่างน้อยหนึ่งคืน ไม่ตัดสินใจตอนที่ยังตื่นเต้นอยู่

ข้อที่สาม เรื่องคบคนดี

ในยุคนี้อาจต้องขยายความอีกนิด ว่าหมายถึงคนที่เราตามดูในโทรศัพท์ด้วย

ถ้าเปิดโซเชียลแล้วรู้สึกว่าตัวเองจนลงทุกครั้งที่เลื่อนจอ อาจถึงเวลาต้องดูให้น้อยลง

หรือเลือกตามคนที่ใช้ชีวิตสงบ ๆ พอดี ๆ แทนคนที่ทำให้ใจร้อนรน

คนดีในความหมายนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรวยกว่าเรา

แต่เป็นคนที่คุยเรื่องเงินกับเราได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่คนที่ชวนเราไปในทางที่เกินตัวตลอดเวลา

ข้อที่สี่ เรื่องใช้ชีวิตให้พอดีกับรายได้

ลองถามตัวเองเป็นระยะว่า ถ้าพรุ่งนี้รายได้หายไปครึ่งหนึ่ง เรายังใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้ไหม

ถ้าคำตอบคือไม่ได้เลย นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าชีวิตขยายตัวเร็วกว่าที่ควร ไม่ใช่สัญญาณว่าต้องหาเงินเพิ่มอย่างเดียว

รายได้เพิ่มแล้วค่าใช้จ่ายก็มักจะเพิ่มตามไปโดยไม่รู้ตัว เป็นเรื่องปกติของคนทุกคน

แต่ถ้าลองหยุดสักครู่ก่อนซื้อของชิ้นใหญ่ ถามตัวเองว่าอยากได้เพราะจำเป็น หรืออยากได้เพราะเพิ่งเห็นคนอื่นมีก่อน คำตอบมักจะชัดขึ้นเยอะ

อีกอย่างที่ช่วยได้จริงในระยะยาว คือการแบ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้คนอื่นบ้าง ไม่ต้องรอให้รวยก่อนค่อยให้

เพราะมือที่เคยแบ่งให้คนอื่นได้ มักเป็นมือที่กำเงินแน่นน้อยกว่ามือที่ไม่เคยแบ่งเลย

ถ้าจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ

  • เงินไม่ใช่ศัตรู แต่ใจที่ไม่เคยรู้สึกพอต่างหากที่ทำให้เหนื่อย
  • รดน้ำต้นไม้พอดี ๆ สม่ำเสมอ ดีกว่ารดจนท่วมแล้วรากเน่า
  • กันเงินไว้ก่อนใช้ แค่นี้ก็เป็นการรักษาทรัพย์แบบที่พระพุทธเจ้าสอนไว้แล้ว

คืนนี้

ถ้าคืนนี้ยังอดไม่ได้ที่จะเปิดแอปธนาคารดูอีกรอบ ก็ไม่เป็นไร

ตัวเลขนั้นจะยังเป็นตัวเลขเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะเราดูมันกี่ครั้งก็ตาม

แต่ครั้งต่อไปที่มือกดเข้าแอป ลองสังเกตดูสักนิดว่า ใจกำลังหาอะไรอยู่ในตัวเลขนั้น

บางทีสิ่งที่หากันจริง ๆ ไม่ได้อยู่ในนั้นเลยสักนิด

พรุ่งนี้ค่าเทอมก็จะโอนไปตามปกติ ชีวิตก็จะเดินต่อไปตามที่มันเป็น

เพื่อนร่วมงานคนนั้นจะยังมีรถคันใหม่อยู่เหมือนเดิม เราจะยังไม่มีอยู่เหมือนเดิม

โลกจะยังเป็นแบบนั้นต่อไป ไม่เปลี่ยนเพราะเรานอนคิดถึงมันกี่ชั่วโมง

แค่ใจไม่ต้องแบกเรื่องนี้ไปด้วยตลอดทั้งคืนก็พอ