เสียงเลื่อยที่ไม่กล้าตัดลงไป
เช้าวันเสาร์ พ่อบ้านหลังหนึ่งยืนถือเลื่อยอยู่ใต้ต้นมะม่วง มองขึ้นไปที่กิ่งก้านที่แผ่ปกคลุมทั้งลานบ้าน
ต้นนี้พ่อของเขาปลูกไว้ตั้งแต่ปีที่เขาเกิด ตอนนี้ผ่านมาสี่สิบกว่าปีแล้ว รากของมันดันกำแพงจนแตกร้าว ใบร่วงเกลื่อนหลังคาบ้านข้าง ๆ จนเพื่อนบ้านมาบ่นหลายรอบ
ภรรยาบอกว่าตัดทิ้งเถอะ ปลูกใหม่ก็ได้ ต้นเล็ก ๆ ดูแลง่ายกว่า ไม่ต้องกวาดใบทุกเช้า
เขายกเลื่อยขึ้น เล็งไปที่ลำต้น แล้ววางลง
ไม่ใช่เพราะกลัวเหนื่อย แต่เพราะมีบางอย่างในใจที่ยังตัดสินใจไม่ได้ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นแค่ต้นไม้ต้นหนึ่ง
ต้นไม้ต้นเดียว ทำไมถึงลังเล
ถ้าลองถามตัวเองตรง ๆ ว่าทำไมถึงตัดไม่ลง คำตอบแรกที่ผุดขึ้นมามักจะเป็นเรื่องความทรงจำ ต้นนี้พ่อปลูก พ่อไม่อยู่แล้ว ต้นนี้จึงเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของพ่อที่ยังอยู่
แต่ถ้านั่งอยู่กับความรู้สึกนั้นนานกว่านั้น จะเจอคำถามอีกชั้นหนึ่งที่ลึกกว่า
มันคือคำถามว่า สิ่งที่มีชีวิตแต่พูดไม่ได้ ร้องไม่ได้ ต้นไม้ต้นนี้ นับเป็น "ชีวิต" ในความหมายที่เราต้องเกรงใจไหม หรือมันเป็นแค่วัตถุที่บังเอิญเติบโตได้
คนส่วนใหญ่ในบ้านตอบคำถามนี้แบบไม่ต้องคิด มันคือต้นไม้ ตัดได้ ปลูกใหม่ได้ จบ
แต่มือที่ถือเลื่อยอยู่ตอนนั้นไม่ยอมขยับลงง่าย ๆ
ความลังเลแบบนี้ไม่ได้แปลว่าอ่อนแอหรือคิดมากเกินไป มันอาจจะเป็นสัญญาณว่าลึก ๆ แล้วเรารู้อยู่แล้วว่าตัวเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่กำลังจะตัด ไม่ใช่คนนอกที่ยืนดูอยู่ห่าง ๆ
พระพุทธเจ้ากับต้นไม้ที่ห้ามตัด
ในสมัยพุทธกาล มีข้อวัตรอยู่ข้อหนึ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึงกันมากนัก คือพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุไม่พึงตัด ถอน หรือทำลายต้นไม้และเมล็ดพืชโดยไม่จำเป็น
ข้อนี้อยู่ในพระวินัยจริง ไม่ใช่แค่คำสอนทั่วไป พระที่ล่วงละเมิดต้องอาบัติ
น่าคิดว่าทำไมพระพุทธเจ้าถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ทั้งที่ต้นไม้ไม่มีระบบประสาทแบบสัตว์ ไม่ร้องเจ็บให้เราได้ยิน
คำอธิบายที่พอเข้าใจได้คือ ท่านไม่ได้กำลังสอนเรื่องต้นไม้เพียงอย่างเดียว แต่กำลังฝึกใจของคนที่ถือมีดถือขวานอยู่ ให้เป็นใจที่ไม่เคยชินกับการทำลายอะไรง่าย ๆ โดยไม่คิด
ใจที่ตัดต้นไม้อย่างไม่ใยดี วันหนึ่งอาจกลายเป็นใจที่ตัดสัมพันธ์กับคน หรือตัดความเมตตาต่อสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวไปด้วย โดยไม่รู้ตัวว่ามันค่อย ๆ ด้านลงทีละนิด
ในธรรมบทมีข้อความหนึ่งที่พูดถึงเรื่องนี้ไว้ตรง ๆ
สัตว์ทั้งปวงย่อมสะดุ้งต่อโทษทัณฑ์ สัตว์ทั้งปวงย่อมกลัวต่อความตาย บุคคลเอาตนเป็นเครื่องเปรียบเทียบแล้ว ไม่ควรฆ่าเอง ไม่ควรใช้ให้ผู้อื่นฆ่า
คำว่า "เอาตนเป็นเครื่องเปรียบเทียบ" นี่เองที่เป็นหัวใจ ท่านไม่ได้ห้ามเพราะกลัวบาปลอย ๆ แต่ให้ลองนึกถึงใจตัวเองเป็นตัวตั้ง ถ้าเราไม่อยากถูกทำร้าย สิ่งมีชีวิตอื่นก็คงไม่อยากเช่นกัน
ทีนี้ลองขยับมองให้กว้างขึ้นอีกชั้นหนึ่ง จากต้นไม้ต้นเดียว ไปถึงคำถามว่าทำไมพุทธศาสนาถึงดูเหมือนโอบอุ้มธรรมชาติทั้งหมดเอาไว้ด้วย
หลักธรรมข้อหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เรียกว่าอิทัปปัจจยตา แปลตรงตัวว่า ความที่สิ่งนี้มีเพราะสิ่งนั้นมี หลักนี้พูดไว้สั้น ๆ ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ
ในพระไตรปิฎก หลักนี้ถูกใช้อธิบายสายของความทุกข์ในใจคนโดยเฉพาะ ว่าความอยาก ความยึด ความทุกข์ เกิดขึ้นต่อเนื่องกันอย่างไร ไม่ใช่ตำราว่าด้วยนิเวศวิทยา
แต่ท่านพุทธทาสภิกขุ ครูบาอาจารย์ที่อธิบายธรรมะให้เข้าใจง่ายในยุคหลัง ได้นำหลักอิทัปปัจจยตานี้มาขยายความต่อ ว่าความเป็นเหตุเป็นปัจจัยแบบนี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะในใจคน แต่เป็นกฎที่แทรกอยู่ในธรรมชาติทั้งหมดเช่นกัน ฝนตกเพราะมีเหตุปัจจัยพร้อม รากไม้ชอนไชหาน้ำเพราะมีเหตุปัจจัยพร้อม ไม่มีอะไรลอยขึ้นมาเดี่ยว ๆ โดยไม่เกี่ยวกับอะไรเลย
ถ้าเข้าใจตามที่ท่านพุทธทาสขยายความไว้ การที่เราตัดต้นไม้ต้นหนึ่งอย่างไม่คิด ก็ไม่ต่างจากการดึงเส้นด้ายเส้นหนึ่งออกจากผืนผ้าที่ทอกันไว้แน่นทั้งผืน จะกระทบตรงไหนบ้าง เราอาจมองไม่เห็นในทันที แต่มันไม่ได้แปลว่าไม่กระทบ
กำแพงที่ร้าว กับรากที่ไม่มีเจตนาร้าย
กลับมาที่ต้นมะม่วงต้นนั้นอีกครั้ง
รากของมันดันกำแพงจนแตก ไม่ใช่เพราะมันอยากทำร้ายใคร รากไม้ไม่มีความคิดที่จะแกล้งใคร มันแค่เดินตามที่น้ำอยู่ ที่ไหนชื้น มันก็ชอนไชไปทางนั้น
กำแพงเกิดปัญหา ไม่ใช่เพราะต้นไม้ชั่วร้าย แต่เพราะทุกอย่างในธรรมชาติเดินตามเหตุปัจจัยของมันเอง ต้นไม้ทำตามธรรมชาติของต้นไม้ กำแพงก็รับผลตามธรรมชาติของกำแพง
คนเราก็เหมือนกัน เวลาทำอะไรลงไปกับต้นไม้ต้นหนึ่ง กับผืนดินผืนหนึ่ง กับแม่น้ำสายหนึ่ง มันไม่ได้จบอยู่แค่จุดที่เราลงมือ
เหมือนโยนหินก้อนหนึ่งลงน้ำ วงคลื่นไม่ได้หยุดอยู่ตรงจุดที่หินตก มันแผ่ออกไปเรื่อย ๆ จนถึงริมฝั่งที่เรามองไม่เห็นจากตรงที่ยืนอยู่
การตัดต้นไม้ต้นหนึ่งอาจดูเหมือนจบในห้านาที แต่ร่มเงาที่หายไป นกที่เคยมาเกาะ ดินที่เคยร่วนซุยเพราะรากคอยกักน้ำไว้ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หายไปพร้อมกับเสียงเลื่อยที่หยุดลง มันค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละนิดในเวลาที่เรามองไม่ทัน
ถ้าอย่างนั้นควรทำอย่างไรกับต้นมะม่วงต้นนี้
คำตอบไม่ใช่ว่าห้ามตัดต้นไม้เด็ดขาด พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ได้สอนแบบนั้น ข้อวัตรที่ว่ามาคือห้ามทำลายโดยไม่จำเป็น ไม่ใช่ห้ามยุ่งกับธรรมชาติเลยแม้จะเดือดร้อนจริง
สิ่งที่พอทำได้จริงในชีวิตประจำวัน เริ่มจากการหยุดสักครู่ก่อนตัดสินใจทำลายสิ่งมีชีวิตอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ในกระถางที่โตช้าจนรำคาญ หรือรังมดที่ขึ้นอยู่ข้างบ้าน ให้ถามตัวเองก่อนสักคำถามเดียวว่า จำเป็นจริงไหม หรือแค่ไม่อยากรอ ถ้าคำตอบคือจำเป็นจริง ก็ทำไปเถิด แต่ให้ทำด้วยใจที่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ใช่ทำเพราะความเคยชินหรือความรำคาญชั่ววูบ
สำหรับต้นมะม่วงต้นนี้ ทางเลือกที่ไม่สุดโต่งทั้งสองด้านมีอยู่ อาจจะตัดแต่งกิ่งที่ยื่นไปรบกวนเพื่อนบ้านให้สั้นลง หรือตัดเฉพาะรากด้านที่ดันกำแพงโดยไม่ต้องโค่นทั้งต้น ช่างตัดต้นไม้มืออาชีพทำแบบนี้ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องยอมเสียเวลาหาข้อมูลมากกว่าคว้าเลื่อยมาตัดทิ้งในเช้าวันเดียว
ในชีวิตประจำวันที่ไม่เกี่ยวกับต้นไม้ใหญ่ขนาดนั้น ก็ยังมีจังหวะเล็ก ๆ ให้ฝึกใจแบบเดียวกันได้ทุกวัน เวลารดน้ำต้นไม้ตอนเช้า ลองใช้เวลาสักสองสามนาทีอยู่กับมันจริง ๆ ไม่ต้องถือมือถือไปด้วย สังเกตว่าใบไหนเหี่ยว ใบไหนงาม แค่นั้นก็เป็นการฝึกความใส่ใจแบบหนึ่งแล้ว โดยไม่ต้องเรียกมันว่าอะไรใหญ่โต
เวลาเจอแมลงตัวเล็ก ๆ ในบ้าน อย่างมดหรือแมงมุม ก่อนจะตบหรือฉีดยาทันที ลองสังเกตใจตัวเองสักสามวินาทีว่าปฏิกิริยานั้นมาจากอันตรายจริงหรือมาจากความรำคาญเฉย ๆ ถ้าแค่รำคาญ การเขี่ยออกไปนอกบ้านก็ทำหน้าที่ได้เหมือนกัน โดยไม่ต้องจบชีวิตมันเพื่อความสะดวกของเราแค่วูบเดียว
และถ้าจะปลูกอะไรสักอย่างไว้ในบ้าน ไม่จำเป็นต้องเป็นต้นใหญ่ ต้นเล็ก ๆ ในกระถางสักต้นก็พอ แล้วดูแลมันไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่เพื่อฝึกใจให้คุ้นกับการรับผิดชอบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นในระยะยาว ไม่ใช่แค่ตอนที่มันสวยถูกใจเรา
เช้าวันนั้นเลื่อยยังไม่ได้ใช้
สุดท้ายพ่อบ้านคนนั้นวางเลื่อยลง แล้วเดินไปหาช่างตัดต้นไม้ในหมู่บ้านแทน
ต้นมะม่วงยังอยู่ตรงนั้น เพียงแต่กิ่งที่ยื่นไปรบกวนเพื่อนบ้านถูกตัดให้สั้นลง รากด้านที่ดันกำแพงถูกจัดการอย่างระมัดระวังโดยไม่ทำร้ายทั้งต้น
เขาไม่รู้หรอกว่าตัดสินใจถูกทางพุทธศาสนาหรือเปล่า ไม่ได้คิดถึงคำว่าอิทัปปัจจยตาด้วยซ้ำตอนที่ยืนอยู่ตรงนั้น
รู้แค่ว่าเช้าวันรุ่งขึ้น เขายังได้ยินเสียงนกที่เคยมาเกาะกิ่งอยู่เหมือนเดิม
