เลี้ยงลูกด้วยธรรมะ: สร้างเด็กดีไม่ต้องบังคับ
สองทุ่มสิบห้า โต๊ะกินข้าวยังไม่ได้เก็บ แต่สมุดการบ้านของลูกชายวางเปิดอยู่หน้าเดิม หน้าเดียวกับเมื่อชั่วโมงก่อน
เราเดินผ่านไปมาสามรอบแล้ว รอบแรกยังใจเย็น รอบที่สองเริ่มเสียงสูงขึ้น รอบที่สามเราเอ่ยประโยคที่ตัวเองก็ไม่อยากพูด
"ทำไมไม่เข้าใจง่าย ๆ แบบนี้"
ลูกก้มหน้า ปากกาในมือหยุดขยับ ห้องเงียบไปพักหนึ่ง เสียงพัดลมหมุนอยู่เหมือนเดิม แต่บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปแล้ว
เราเดินออกจากห้อง มือยังสั่นนิดหนึ่ง ไม่รู้ว่าโกรธเพราะการบ้านหรือโกรธเพราะกลัวอะไรบางอย่างที่พูดไม่ออก
คืนนั้นเรานอนคิดอยู่นาน ไม่ใช่คิดเรื่องเลขในสมุด แต่คิดว่าตัวเองเป็นแม่แบบไหนกันแน่ เป็นแม่แบบเดียวกับที่เคยสาบานไว้ตอนอุ้มลูกแรกเกิดว่าจะไม่มีวันเป็นหรือเปล่า
กลัวว่าถ้าไม่คุม เขาจะเสียคน
ถ้าลองนั่งนิ่ง ๆ แล้วถามตัวเองตรง ๆ ว่าทำไมถึงต้องคุมทุกฝีก้าวของลูกขนาดนี้ คำตอบที่ออกมามักไม่ใช่ "เพราะอยากให้เขาเก่ง"
แต่เป็น "เพราะกลัว"
กลัวว่าถ้าเราไม่จี้ เขาจะขี้เกียจไปตลอดชีวิต กลัวว่าถ้าเราปล่อย เขาจะเดินหลงทาง กลัวว่าถ้าวันนี้เราใจอ่อน พรุ่งนี้จะแก้ไม่ทัน
ความกลัวพวกนี้ไม่ได้มาจากความอยากร้าย มันมาจากความรักล้วน ๆ
แต่ปัญหาคือ ความรักที่ผสมความกลัวเข้าไปมาก ๆ มันเปลี่ยนหน้าตาไปโดยไม่รู้ตัว จากการดูแล กลายเป็นการควบคุม จากการสอน กลายเป็นการบังคับ จากการอยากให้เขาเป็นคนดี กลายเป็นการอยากให้เขาทำตามที่เราวางไว้
เด็กที่โตมาในบ้านแบบนี้อาจจะเรียบร้อยจริง ทำตามที่บอกจริง แต่บ่อยครั้งสิ่งที่เขาเรียนรู้ไม่ใช่ว่าอะไรถูกอะไรผิด เขาเรียนรู้แค่ว่าต้องทำอย่างไรพ่อแม่ถึงจะเลิกโมโห
พอวันหนึ่งไม่มีเราคอยจี้ ไม่มีใครคอยคุม เขาอาจจะไม่รู้เลยว่าต้องเลือกยังไงด้วยตัวเอง
หลายคนที่คุมลูกแบบนี้ ถ้าย้อนกลับไปดูตัวเองตอนเด็ก จะพบว่าเราเองก็โตมาในบ้านแบบเดียวกัน ถูกจี้แบบเดียวกัน กลัวแบบเดียวกัน แล้ววันนี้เราก็ส่งต่อความกลัวนั้นให้ลูกโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะเราอยากทำร้ายเขา แต่เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่เราเคยเห็นมา ไม่มีใครเคยสอนวิธีอื่นให้เราเลือกใช้
พระที่ดีดพิณเป็น
มีเรื่องเล่าในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับพระรูปหนึ่งชื่อโสณะ ก่อนบวชท่านเป็นลูกเศรษฐี เคยเล่นพิณมาตั้งแต่เด็ก
พอบวชแล้ว ท่านตั้งใจปฏิบัติหนักมาก เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตกเป็นแผล นั่งสมาธิจนแทบไม่ได้พัก คิดว่ายิ่งบีบตัวเองมากเท่าไหร่ยิ่งไปถึงเร็วเท่านั้น
แต่ยิ่งบีบ ใจยิ่งฟุ้ง ยิ่งเครียด ยิ่งไม่ก้าวหน้าไปไหน จนท่านเริ่มท้อ คิดจะสึก คิดว่าตัวเองคงไม่มีบุญพอสำหรับทางนี้
พระพุทธเจ้าทราบเรื่อง เสด็จไปหาท่านแล้วถามคำถามง่าย ๆ คำถามหนึ่ง เป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวกับธรรมะเลยสักนิด
ท่านถามว่า ตอนที่โสณะยังเล่นพิณอยู่ ถ้าขึงสายพิณตึงเกินไป เสียงที่ได้จะไพเราะไหม
โสณะตอบว่าไม่ไพเราะ
พระพุทธเจ้าถามต่อว่า แล้วถ้าขึงสายหย่อนเกินไปล่ะ เสียงจะไพเราะไหม
โสณะตอบว่าก็ไม่ไพเราะเหมือนกัน
พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า เสียงที่ไพเราะเกิดขึ้นตอนที่สายพิณตึงพอดี ไม่ตึงไปไม่หย่อนไป การปฏิบัติก็เหมือนกัน
ความเพียรที่จัดจ้านเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ความเพียรที่หย่อนเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ท่านจงตั้งความเพียรให้เสมอกัน
ท่านไม่ได้บอกให้โสณะหยุดพยายาม และไม่ได้บอกให้พยายามน้อยลงเรื่อย ๆ ท่านบอกให้หาจุดพอดี ซึ่งแต่ละคนต้องค่อย ๆ หาเอง ไม่มีใครขึงสายให้แทนกันได้
เรื่องนี้เล่าไว้สำหรับคนที่ปฏิบัติธรรม แต่ฟังแล้วมันแปลกที่เข้ากับคืนที่เรายืนอยู่หน้าประตูห้องลูกได้พอดี
เพราะการเลี้ยงลูกก็เหมือนกับสายพิณเส้นนั้น ตึงไปลูกจะเครียดจนไม่กล้าทำอะไรด้วยตัวเอง หย่อนไปลูกจะไม่รู้ว่าขอบเขตอยู่ตรงไหน และจุดพอดีของสายพิณแต่ละเส้นก็ไม่เท่ากัน เหมือนลูกแต่ละคนในบ้านเดียวกันก็ยังต้องการจุดพอดีที่ต่างกัน
ต้นไม้ที่รดน้ำจนรากเน่า
ลองนึกถึงต้นไม้ต้นหนึ่งที่เราปลูกไว้ในกระถาง
เราอยากให้มันโตเร็ว ใบเขียวเร็ว ออกดอกเร็ว เราเลยรดน้ำทุกเช้าทุกเย็น รดจนดินแฉะตลอดเวลา
ต้นไม้ต้นนั้นไม่ได้โตเร็วขึ้นเลย รากของมันเริ่มเน่า เพราะรากต้องการช่วงที่ดินแห้งบ้าง เพื่อจะได้แผ่ตัวหาน้ำเอง ถ้าน้ำมาถึงตลอดเวลา รากก็ไม่จำเป็นต้องแผ่ไปไหน มันอยู่เฉย ๆ รอ
วันที่เราลืมรดน้ำสักครั้ง ต้นไม้ต้นนั้นจะอ่อนแอที่สุด เพราะไม่เคยฝึกหาน้ำด้วยตัวเองเลยสักครั้ง
เด็กก็เหมือนกัน การจี้ การเตือน การคุมทุกฝีก้าวคือน้ำที่เรารดให้ ยิ่งรดมากยิ่งดูเหมือนดูแลดี แต่รากของเขา คือความสามารถในการตัดสินใจเอง จะไม่มีวันได้แผ่ออกไปหาทางของตัวเอง
ไม่ได้แปลว่าปล่อยเลยตั้งแต่ต้นจะดีกว่า ต้นไม้ที่ไม่เคยได้น้ำเลยก็ตายเหมือนกัน คนที่ไม่เคยมีใครสอนอะไรเลยก็ไม่ต่างจากต้นไม้ที่ขาดน้ำ
แต่คำถามที่ควรถามทุกครั้งก่อนจะพูดหรือจี้ลูกอีกรอบ อาจไม่ใช่ "ทำแบบไหนแล้วเขาจะทำตาม" แต่เป็น "ทำแบบไหนแล้วรากของเขาจะได้แผ่ออกไปเอง"
สิ่งที่พอทำได้จริงในบ้าน
จุดพอดีของแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน เด็กแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่มีทิศทางบางอย่างที่ลองปรับได้ตั้งแต่คืนนี้
ก่อนจะพูดอะไรกับลูกตอนที่เขาทำพลาด ลองหยุดสักสามวินาที หายใจเข้าออกหนึ่งครั้ง แล้วถามตัวเองว่ากำลังจะพูดเพราะอยากสอนเขา หรือกำลังจะพูดเพราะกำลังโกรธ ถ้าเป็นอย่างหลัง รอสักพักก่อนดีกว่า เพราะคำพูดตอนโกรธมักจะเป็นคำพูดที่บาดลึกที่สุดและจำได้นานที่สุด บางคำเราลืมไปแล้ว แต่ลูกยังจำได้จนโต
ปล่อยให้เขาพลาดในเรื่องเล็ก ๆ บ้าง เช่น ลืมเอาการบ้านใส่กระเป๋า ลืมเอาเสื้อกันหนาวไป เรื่องที่พลาดแล้วไม่มีอันตรายถึงชีวิต ให้เขาได้รับผลของมันด้วยตัวเอง ไม่ต้องรีบเอาไปส่งให้ทันเวลาทุกครั้ง เพราะบทเรียนที่ได้จากการลืมของครั้งหนึ่งด้วยตัวเอง มักจำได้นานกว่าคำเตือนร้อยครั้งจากปากเรา
ให้เขาได้เลือกเองบ้างในเรื่องที่ไม่ได้ส่งผลใหญ่โต เช่น จะทำการบ้านวิชาไหนก่อน จะใส่เสื้อสีอะไรไปโรงเรียน เรื่องเล็กแบบนี้ถ้าเราปล่อยให้เขาตัดสินใจเอง เขาจะค่อย ๆ ฝึกกล้ามเนื้อของการตัดสินใจไปทีละนิด แล้ววันที่ต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่กว่านี้ เขาจะไม่ใช่มือใหม่ที่ไม่เคยเลือกอะไรเองมาก่อนเลย
แทนที่จะบอกว่าต้องทำอะไร ลองเล่าให้ฟังว่าเราเคยเจอเรื่องแบบนี้แล้วทำยังไง เด็กมักจะฟังเรื่องเล่ามากกว่าคำสั่ง เพราะเรื่องเล่าไม่มีน้ำเสียงบังคับอยู่ในนั้น เขาจะรู้สึกว่ากำลังได้ฟังคนคนหนึ่งเล่าเรื่อง ไม่ใช่กำลังโดนสอน
และในวันที่เขาทำอะไรได้ดีด้วยตัวเอง แม้จะเป็นเรื่องเล็กมาก อย่างเก็บของเล่นเองโดยไม่มีใครบอก ให้สังเกตเห็นตรงนั้นออกมาดัง ๆ ไม่ต้องรอให้เขาทำเรื่องใหญ่ก่อนถึงจะชม เพราะการที่มีคนเห็นว่าเขาทำดีด้วยตัวเอง มีน้ำหนักกว่าการถูกเตือนว่าอย่าทำแบบนั้นมาก
ถ้าจะจำสั้น ๆ กลับไปสักสามข้อ
- หยุดสามวินาทีก่อนพูดตอนโกรธ
- ปล่อยให้พลาดเรื่องเล็กได้ด้วยตัวเอง
- เห็นเขาทำดีแล้วพูดออกมาให้เขาได้ยิน
คืนพรุ่งนี้อาจจะยังจี้อยู่เหมือนเดิม
ถ้าคืนพรุ่งนี้เรายังอดใจไม่ได้ ยังจี้ลูกเหมือนเดิมอีกรอบ ก็ไม่ได้แปลว่าล้มเหลว
สายพิณที่ตึงมาทั้งชีวิตย่อมไม่คลายลงในคืนเดียว มันค่อย ๆ ผ่อนทีละนิด และบางคืนก็ตึงกลับไปเหมือนเดิมได้เหมือนกัน นั่นเป็นเรื่องปกติของคนที่กำลังฝึกอะไรใหม่
สิ่งที่พอทำได้คือกลับมาสังเกตตัวเองบ่อยขึ้นทีละนิด ว่าคืนนี้เรารดน้ำมากไปหรือน้อยไป
ลูกที่กำลังนั่งก้มหน้าอยู่ในห้องตอนนี้ ไม่ได้ต้องการแม่ที่สมบูรณ์แบบ เขาต้องการแค่คนที่พอจะหยุดฟังเขาได้บ้างในบางคืน
แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับคืนนี้แล้ว
