รักเขา แล้วทำไมใจเราถึงทุกข์
สิบเอ็ดโมงคืนหนึ่ง เราวางโทรศัพท์ไว้ข้างหมอน แล้วก็หยิบมันขึ้นมาดูอีกครั้ง
ข้อความที่ส่งไปเมื่อสี่โมงเย็นยังไม่มีคนตอบ เห็นแค่คำว่า "อ่านแล้ว" ขึ้นมาตอนหกโมง แล้วก็เงียบ
เราลองพิมพ์อะไรสักอย่างไปอีกที ลบทิ้ง พิมพ์ใหม่ ลบอีก สุดท้ายก็ไม่ได้ส่งอะไรเพิ่ม
ระหว่างนั้นหัวเราวิ่งไปไกลมาก จากเรื่องเขาเงียบ ไปถึงเรื่องเขาอาจจะเบื่อเราแล้ว ไปถึงเรื่องเมื่อสามปีก่อนที่เขาก็เคยเงียบแบบนี้ก่อนจะบอกว่าอยากพักความสัมพันธ์
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในหัวเรา ในขณะที่เขาอาจจะแค่หลับไปเฉย ๆ
ความรักที่กลายเป็นงานเฝ้าระวัง
ถ้าลองสังเกตดี ๆ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ได้มาจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
มันมาจากสิ่งที่เรากลัวว่าจะเกิดขึ้น
เรารักเขา นั่นเป็นเรื่องจริง แต่พร้อมกับความรักนั้น มีอีกอย่างหนึ่งที่แอบติดมาด้วยโดยเราไม่ทันสังเกต คือความกลัวที่จะเสียเขาไป
สองอย่างนี้อยู่ใกล้กันมากจนแยกไม่ค่อยออก เรารู้สึกว่าที่เราคอยเช็คโทรศัพท์ทุกสิบนาที คือความรัก เรารู้สึกว่าที่เราคิดล่วงหน้าไปถึงทุกสถานการณ์ที่เขาอาจจะทิ้งเราไป คือความใส่ใจ
แต่ลองถามตัวเองตรง ๆ ดู ตอนที่เราทำแบบนั้น ใจเราเบาหรือหนัก
คนที่กำลังรักมักไม่ใช่คนที่นอนไม่หลับเพราะกังวล คนที่นอนไม่หลับเพราะกังวลคือคนที่กำลังกลัวจะสูญเสียสิ่งที่ตัวเองรัก ซึ่งเป็นคนละอารมณ์กัน แม้จะเกิดจากคนคนเดียวกันก็ตาม
เราไม่ได้ผิดที่กลัว ทุกคนที่เคยรักใครสักคนย่อมมีเสี้ยวของความกลัวนี้อยู่บ้าง แต่ถ้าปล่อยให้ความกลัวเป็นคนขับ ความสัมพันธ์จะกลายเป็นงานเฝ้าระวังไปโดยไม่รู้ตัว แทนที่จะเป็นที่พักใจเหมือนที่ควรจะเป็น
เมื่อลูกตาย พระพุทธเจ้าไม่ได้ปลอบ
มีเรื่องเล่าในพระไตรปิฎกอยู่เรื่องหนึ่ง เล่าถึงชายคนหนึ่งที่ลูกชายเพียงคนเดียวเสียชีวิต
เขาโศกเศร้ามาก ไม่กินข้าว ไม่ทำงาน เดินไปที่ป่าช้าแล้วร้องถามหาลูกอยู่คนเดียว มีคนแนะนำให้เขาไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เขาก็ไป
พระพุทธเจ้าฟังเขาเล่าจนจบ แล้วตรัสว่า ความโศกเศร้า ความคร่ำครวญ ความทุกข์ใจทั้งหลาย ล้วนเกิดจากสิ่งที่เรารัก ผู้ใดไม่มีสิ่งเป็นที่รัก ผู้นั้นก็ไม่มีสิ่งเหล่านี้
ชายคนนั้นฟังแล้วไม่พอใจ เขารู้สึกว่าพระพุทธเจ้ากำลังบอกให้เขาอย่ารักลูกตัวเอง เขาเดินออกมาบ่นให้คนอื่นฟังว่าคำสอนนี้ฟังไม่ขึ้น
ความไม่พอใจนี้ไปถึงพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์เล่าให้พระนางมัลลิกาฟัง พระนางจึงถามพระเจ้าปเสนทิโกศลกลับว่า พระองค์รักพระนางไหม
พระเจ้าปเสนทิโกศลตอบว่ารัก
พระนางถามต่อว่า ถ้าพระนางเป็นอะไรไป พระองค์จะทุกข์ไหม
พระเจ้าปเสนทิโกศลตอบว่าทุกข์แน่นอน
พระนางจึงบอกว่า นี่แหละคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส ท่านไม่ได้ห้ามพระองค์รักพระนาง เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าตราบใดที่ยังมีสิ่งเป็นที่รัก ตราบนั้นก็ยังมีที่มาของความทุกข์อยู่ด้วยเสมอ เป็นของคู่กัน แยกกันไม่ได้
ในธรรมบทมีข้อความที่ตรงกับเรื่องนี้อยู่ว่า
จากสิ่งที่รักย่อมเกิดความโศก จากสิ่งที่รักย่อมเกิดความกลัว ผู้ใดพ้นแล้วจากสิ่งเป็นที่รัก ผู้นั้นย่อมไม่มีความโศก ที่ไหนเล่าจะมีความกลัว
และอีกบทหนึ่งในหมวดเดียวกันว่า
ไม่ควรผูกใจไว้กับสิ่งใดจนเกินไป เพราะการพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักนั้นเป็นทุกข์ ผู้ที่ไม่ผูกทั้งสิ่งที่รักและสิ่งที่ชัง ย่อมไม่มีเครื่องร้อยรัดใจ
อ่านผ่าน ๆ อาจฟังดูเหมือนท่านกำลังบอกให้เราเลิกรัก แต่ถ้าอ่านช้า ๆ จะเห็นว่าท่านไม่ได้พูดถึงการรักหรือไม่รัก ท่านพูดถึงวิธีที่เราถือสิ่งที่เรารักไว้ต่างหาก
ไม่มีใครในเรื่องนี้บอกให้พระเจ้าปเสนทิโกศลเลิกรักพระนางมัลลิกา ไม่มีใครบอกให้ชายคนนั้นเลิกรักลูก คำสอนนี้ไม่ได้พาเราออกจากความรัก แต่พาเราไปดูให้ลึกกว่าความรัก ไปดูที่มือที่กำลังถือมันอยู่
ทรายในกำมือ
ลองนึกภาพว่าเรากำทรายไว้เต็มมือ
ถ้าเรากำแน่น ๆ ด้วยความกลัวว่าทรายจะไหลออก ทรายจะยิ่งไหลออกจากง่ามนิ้วเร็วขึ้น ยิ่งกำแน่นเท่าไหร่ ยิ่งเหลือทรายอยู่ในมือน้อยลงเท่านั้น
แต่ถ้าเราแบมือออกเบา ๆ ปล่อยให้ทรายอยู่บนฝ่ามือตามธรรมชาติของมัน ทรายกลับอยู่กับเรานานกว่า
ความสัมพันธ์ก็มีลักษณะคล้ายกันแบบนี้ ยิ่งเรากำแน่น คอยเช็ค คอยควบคุม คอยกลัวว่าจะเสียเขาไป เรายิ่งผลักเขาออกไปโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่มีใครอยากอยู่ในมือที่กำแน่นตลอดเวลา
ส่วนคนที่แบมือ ไม่ได้แปลว่าไม่รัก เขาแค่รู้ว่าทรายอยู่บนฝ่ามือของเขาจริง ๆ อยู่แล้ว ไม่ต้องบีบก็ยังอยู่ตรงนั้น และถ้าวันหนึ่งทรายจะไหลออกไปจริง ๆ การบีบแน่นก็ไม่เคยช่วยอะไรอยู่ดี มันแค่ทำให้วันที่ยังมีทรายอยู่กลายเป็นวันที่เหนื่อยไปเปล่า ๆ
หลายคนพอฟังอุปมานี้แล้วเข้าใจผิดไปอีกทาง คิดว่าแบมือแปลว่าไม่สนใจ ปล่อยไปตามเรื่อง ไม่ใช่แบบนั้น มือที่แบอยู่ก็ยังเป็นมือที่ถือทรายอยู่เหมือนกัน แค่ไม่ได้ถือด้วยความกลัว
แล้วจะรักแบบแบมือได้ยังไง
ฟังดูดีในหลักการ แต่พอถึงเวลาจริง ใจที่กลัวก็ยังกลัวอยู่ดี คำถามคือตอนที่มือเรากำลังจะกำแน่น เราจะรู้ทันได้ยังไง
จุดเริ่มต้นที่ทำได้จริงคือ ตอนที่รู้สึกอยากเช็คโทรศัพท์เป็นครั้งที่สาม ให้ลองหยุดมือไว้ก่อนสักสามวินาที แล้วถามตัวเองเงียบ ๆ ว่าตอนนี้เรากำลังอยากรู้ข้อมูลจริง ๆ หรือกำลังอยากให้ความกลัวสงบลง สองอย่างนี้หน้าตาคล้ายกันมากแต่ไม่เหมือนกัน การเช็คด้วยความกลัวจะไม่มีวันพอ เพราะไม่ว่าจะเห็นอะไร ใจก็ยังหาเรื่องกลัวต่อได้อีกอยู่ดี
อีกอย่างที่ช่วยได้คือการแยกสิ่งที่เกิดขึ้นจริงออกจากเรื่องที่เราแต่งต่อ เอากระดาษมาแผ่นหนึ่ง เขียนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไว้บรรทัดหนึ่ง เช่น เขาไม่ตอบข้อความมาห้าชั่วโมงแล้ว จากนั้นเขียนเรื่องที่เราคิดต่อไว้อีกฝั่งหนึ่ง เช่น เขาเบื่อเราแล้ว เขากำลังคิดจะเลิก พอเขียนแยกกันแบบนี้ หลายคนจะเห็นว่าฝั่งที่เป็นเรื่องจริงมีอยู่บรรทัดเดียว ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นเรื่องที่ใจเราแต่งขึ้นเองในความมืด
ตอนกลางวันที่ใจสงบกว่านี้ ลองหาเวลาสักสิบนาทีนั่งเงียบ ๆ แล้วส่งความรู้สึกดี ๆ ไปให้คนที่เรารัก โดยไม่ต้องขอให้เขารักตอบเท่ากัน แค่ตั้งใจว่าอยากให้เขาสบายใจ อยากให้เขามีความสุข ไม่ว่าความสุขนั้นจะมาจากเราหรือไม่ก็ตาม การแผ่เมตตาแบบนี้ฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่จริง ๆ แล้วมันฝึกใจให้คุ้นกับการรักโดยไม่ต้องเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อคนละมัดกับที่เราใช้ตอนกำมือแน่น ทำบ่อย ๆ เข้า ใจจะเริ่มแยกออกเองว่าความรักกับความกลัวไม่ใช่อย่างเดียวกัน
และสิ่งที่มักถูกมองข้ามที่สุดคือการมีชีวิตส่วนที่ไม่เกี่ยวกับเขาเลย งานที่เราชอบทำคนเดียว เพื่อนที่คุยกันได้โดยไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์ เวลาที่นั่งอยู่กับตัวเองเฉย ๆ โดยไม่ต้องมีใครมายืนยันว่าเราโอเค เพราะถ้าความสุขทั้งหมดของเราแขวนอยู่กับคนคนเดียว มือเราจะกำแน่นขึ้นเรื่อย ๆ โดยธรรมชาติ เนื่องจากถ้าเสียเขาไปเท่ากับเสียทุกอย่าง แต่ถ้าเรายังมีพื้นที่อื่นในชีวิตที่มั่นคงอยู่บ้าง มือเราจะแบได้ง่ายขึ้นเองโดยไม่ต้องฝืนใจตัวเอง
เวลาที่คุยกับเขาก็เช่นกัน ถ้าจะถามอะไรที่กังวลอยู่ในใจ ให้ถามตอนที่ใจเราสงบพอจะฟังคำตอบได้จริง ไม่ใช่ถามตอนกำลังกลัวสุดขีด เพราะคำถามที่ออกมาจากความกลัวมักฟังดูเหมือนการจับผิด แม้ใจเราจะแค่อยากอุ่นใจก็ตาม และคำตอบที่ได้กลับมาตอนนั้นก็มักถูกใจที่กลัวอยู่แล้วตีความให้แย่กว่าความเป็นจริงเสมอ
ถ้าจะจำสักสามอย่างจากตรงนี้
- ความกลัวสูญเสียกับความรักหน้าตาคล้ายกัน แต่ทำให้ใจหนักคนละแบบ ลองสังเกตว่าตอนนี้ใจเราเบาหรือหนัก
- ก่อนจะเช็คโทรศัพท์อีกครั้ง หยุดสามวินาที แล้วถามว่ากำลังหาข้อมูลจริง หรือกำลังหาให้ความกลัวสงบ
- มีพื้นที่ในชีวิตที่ไม่เกี่ยวกับเขาเลยไว้บ้าง จะช่วยให้มือที่กำแน่นค่อย ๆ คลายลงเอง
คืนนี้โทรศัพท์อาจจะยังเงียบอยู่
ถ้าคืนนี้เขายังไม่ตอบ ก็ปล่อยให้มันเงียบไปแบบนั้นก่อนได้
ไม่ได้แปลว่าเราไม่รักพอ และไม่ได้แปลว่าความสัมพันธ์นี้มีปัญหา บางทีมันแปลว่าเขาแค่หลับไปแล้วจริง ๆ
พรุ่งนี้เช้าถ้าเขาทักมา เราจะรู้ว่าคืนนี้ที่กังวลไปทั้งคืนนั้น เป็นเรื่องที่เราแต่งขึ้นเองอยู่ดี
ทรายยังอยู่บนฝ่ามือเราเหมือนเดิม แค่เรายังไม่ได้แบมือออกดูเท่านั้นเอง
