คืนที่หัวถึงหมอนแล้วใจยังไม่ยอมพัก
สี่ทุ่มครึ่งแล้ว ไฟในห้องดับ ผ้าห่มคลุมถึงไหล่ ทุกอย่างพร้อมสำหรับการนอน
แต่พอหลับตาลง หัวกลับไม่ยอมปิดตาม
พรุ่งนี้ต้องส่งงานให้ทันเก้าโมง ลูกยังไม่ได้จ่ายค่าเทอม เมื่อบ่ายเราลืมตอบข้อความคนที่โทรมาสามครั้ง แล้วก็ยังมีเรื่องที่พูดไปตอนเย็นกับคนในบ้าน ที่ยังไม่แน่ใจว่าเขาโกรธไหม
เรื่องพวกนี้ไม่ได้ใหญ่ทั้งหมด บางเรื่องเล็กด้วยซ้ำ แต่พอถึงเวลานอน มันเดินแถวเข้ามาทีละเรื่อง ไม่มีใครยอมกลับ
เราพลิกตัวไปทางซ้าย นับหนึ่งถึงร้อย พลิกกลับมาทางขวา ลองหายใจลึก ๆ สักสิบครั้ง
แล้วก็แอบเปิดมือถือดูเวลา
เที่ยงคืนสิบเอ็ดนาที อีกไม่ถึงเจ็ดชั่วโมงจะต้องตื่น ความคิดที่ว่า "ต้องรีบหลับแล้ว" กลับกลายเป็นความคิดใหม่อีกก้อนหนึ่งที่ทับถมเข้าไปอีก
คืนแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่คืนเดียว บางสัปดาห์เกิดขึ้นสามสี่คืนติดกัน จนเริ่มสงสัยว่าตัวเองผิดปกติหรือเปล่า ทั้งที่ตอนกลางวันก็ดูเหมือนใช้ชีวิตได้ปกติดี
ยังไม่ปิดไฟ ทั้งที่หลับตาแล้ว
ร่างกายเราง่วงจริง ๆ นะ ทั้งวันทำงานมาหนัก ตาก็ล้า หลังก็เมื่อย
แต่มีส่วนหนึ่งในตัวเราที่ไม่ยอมหยุดทำงาน ส่วนนั้นคือหัว
หัวของเราคิดว่าตัวเองยังมีหน้าที่ค้างอยู่ ต้องคิดให้จบเรื่องพรุ่งนี้ ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น ต้องวางแผนให้ครบทุกทาง ก่อนจะอนุญาตให้ตัวเองพัก
เหมือนเรามีพนักงานคนหนึ่งในบ้าน ที่ทำงานหนักทั้งวันแล้วยังไม่ยอมเลิกกะตอนดึก เพราะกลัวว่าถ้าหยุดคิดตอนนี้ พรุ่งนี้จะรับมือไม่ทัน
ทั้งที่ความจริงแล้ว การนอนไม่หลับไม่ได้ทำให้พรุ่งนี้ดีขึ้นสักเรื่องเดียว
มันแค่ทำให้เราไปเจอพรุ่งนี้แบบเพลียกว่าเดิม
แพ้ไม่ได้สักเรื่อง เลยไม่ยอมนอน
ลองสังเกตดูให้ดี เรื่องที่วนอยู่ในหัวตอนดึก ส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องที่เรากำลังหาทางแก้
มันคือเรื่องที่เรากำลัง "เถียงให้ชนะ" อยู่ในใจ
สังเกตว่าคืนที่นอนไม่หลับที่สุด มักเป็นคืนหลังวันที่เราแพ้อะไรสักอย่าง แพ้การเถียง แพ้ให้กับเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ หรือแพ้ให้กับความรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอ พอถึงเวลานอน สมองจึงอาสาซ้อมใหม่ให้ครบทุกฉาก เผื่อคราวหน้าจะพูดได้ดีกว่าเดิม
คำที่เขาพูดตอนเย็น เราคิดคำตอบที่คมกว่าเดิมได้อีกสิบแบบ เรื่องงานที่ยังไม่เสร็จ เราคิดแผนสำรองไปแล้วสี่ห้าทาง ราวกับว่าถ้าคิดให้ครบทุกทาง เราจะไม่แพ้ให้กับความไม่แน่นอนของพรุ่งนี้
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทว่า
ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ผู้สงบระงับย่อมอยู่เป็นสุข ละทั้งการชนะและการแพ้เสียได้
ท่านไม่ได้บอกให้เรายอมแพ้ทุกเรื่อง และไม่ได้บอกว่าการเอาชนะปัญหาเป็นเรื่องผิด
ท่านชี้ให้เห็นแค่ว่า ความสุขที่แท้ไม่ได้อยู่ที่ฝั่งชนะหรือฝั่งแพ้เลยสักฝั่ง
มันอยู่ที่การวางทั้งสองฝั่งลง
คืนนี้เราไม่จำเป็นต้องชนะเรื่องที่พูดไปตอนเย็น ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาพรุ่งนี้ให้จบตอนตีหนึ่ง เรื่องพวกนี้รอถึงพรุ่งนี้ตอนที่หัวเราแล่นกว่านี้ได้
สิ่งที่ทำให้จิตฟุ้งจนนอนไม่หลับ ในทางธรรมเรียกกว้าง ๆ ว่านิวรณ์ คือสภาพที่ใจถูกอะไรบางอย่างมากั้นไม่ให้สงบ ตัวหนึ่งในนั้นคือความฟุ้งซ่านและความกังวลใจ อีกตัวคือความอยากได้อยากมีที่ยังไม่จบ ทั้งสองตัวนี้ชอบมาเยี่ยมตอนที่ร่างกายเราหยุดนิ่งที่สุด เพราะไม่มีอะไรอย่างอื่นให้ใจไปวุ่นแทน
ธรรมบทอีกตอนหนึ่งพูดถึงจิตไว้ว่า
จิตนี้ดิ้นรนกลับกลอก ห้ามได้โดยยาก ผู้มีปัญญาย่อมฝึกจิตให้ตรง จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้
คำว่า "ฝึก" ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าบังคับให้จิตหยุดคิด เพราะยิ่งบังคับ จิตยิ่งดิ้น
แต่หมายถึงการฝึกสังเกตว่า ตอนนี้จิตกำลังพาเราไปทางไหน แล้วค่อย ๆ พากลับ
โอ่งน้ำที่ถูกคนทั้งวัน
ลองนึกถึงโอ่งน้ำหน้าบ้าน
ตอนกลางวันเราตักน้ำเข้าตักน้ำออกทั้งวัน มือกวนน้ำไปมา ใบไม้ร่วงลงไปบ้าง ฝุ่นจากลมพัดลงไปบ้าง น้ำในโอ่งจึงขุ่นตลอดเวลาที่เรายังใช้งานมันอยู่
พอตกดึก เราหยุดตักน้ำแล้ว วางกระบวยลง
แต่ถ้าเรายังเอามือลงไปกวนโอ่งต่อ ทั้งที่ไม่มีใครสั่งให้กวน น้ำก็จะขุ่นเหมือนเดิม ไม่ว่าจะดึกแค่ไหน
ใจของเราตอนกลางคืนก็เหมือนโอ่งใบนั้น เรื่องราวทั้งวันตกตะกอนอยู่ก้นใจอยู่แล้ว สิ่งที่ทำให้มันขุ่นต่อไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้น แต่เป็นมือที่เรายังเอาลงไปกวนซ้ำ ผ่านการคิดทวนซ้ำไปซ้ำมา
โอ่งน้ำไม่เคยต้องพยายามใสขึ้นเอง มันแค่ต้องการให้เราหยุดกวน แล้วปล่อยให้ตะกอนจมของมันเอง ตามธรรมชาติของมัน
ใจเราก็เหมือนกัน ไม่ต้องพยายามทำให้สงบ แค่หยุดกวนมันก็พอ
มีคนจำนวนไม่น้อยที่พยายามทำตรงกันข้าม พอน้ำขุ่นก็ยิ่งรีบตักออกมาส่องดู ยิ่งส่องยิ่งขุ่น เหมือนเราที่พอใจไม่สงบ ก็ยิ่งพยายามคิดวิเคราะห์ว่าทำไมถึงไม่สงบ ยิ่งวิเคราะห์ก็ยิ่งกวนหนักเข้าไปอีก ทั้งที่สิ่งที่โอ่งต้องการมีอยู่อย่างเดียว คือเวลาที่ไม่มีใครมายุ่งกับมัน
ก่อนหัวจะถึงหมอนคืนนี้
ถ้าจะเริ่มลองทำอะไรสักอย่างในคืนนี้ ให้เริ่มตั้งแต่ก่อนเข้านอนสักครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่ตอนที่นอนอยู่บนเตียงแล้ว
หยิบกระดาษมาแผ่นหนึ่ง เขียนทุกเรื่องที่ค้างอยู่ในหัวลงไปแบบสั้น ๆ ไม่ต้องหาทางแก้ตอนนี้ แค่บันทึกไว้ว่าพรุ่งนี้มีเรื่องอะไรต้องจัดการบ้าง งานที่ต้องส่ง คนที่ต้องโทรหา เรื่องที่ยังค้างคาใจ เขียนให้หมดในหนึ่งหน้ากระดาษ
การเขียนออกมาไม่ได้ทำให้ปัญหาหาย แต่ทำให้หัวเราไม่ต้องแบกมันไว้เป็นความจำ เพราะกระดาษจำแทนให้แล้ว พอถึงเวลานอน ถ้าเรื่องพวกนั้นโผล่กลับมาอีก เราบอกตัวเองได้ว่ามันถูกจดไว้แล้ว ไม่ต้องคิดซ้ำตอนนี้
ช่วงหนึ่งชั่วโมงก่อนนอน ลองงดหยิบจอมาไถดูข่าวหรือข้อความคนอื่น เพราะการไถจอตอนดึกก็เหมือนการเอามือลงไปกวนโอ่งเพิ่มอีกรอบ แต่ละเรื่องที่เห็นผ่านตากลายเป็นเรื่องใหม่ให้หัวหยิบมาคิดต่อ ทั้งที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลยด้วยซ้ำ ลองเปลี่ยนเป็นนั่งเฉย ๆ ในแสงสลัว หรือฟังเสียงอะไรที่เบาและซ้ำ ๆ แทน
พอขึ้นเตียงแล้ว ให้ลองพาความสนใจไปที่ร่างกายทีละส่วน เริ่มจากปลายเท้า รู้สึกถึงน้ำหนักที่กดลงบนที่นอน ไล่ขึ้นมาที่น่อง เข่า ต้นขา ปล่อยให้แต่ละส่วนหนักและอ่อนตัวลงไปทีละนิด ไล่ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงหน้าผาก ใช้เวลาสักห้านาที ไม่ต้องรีบ
ระหว่างนั้นถ้าความคิดแทรกเข้ามา ไม่ต้องไล่มันออกไป แค่รู้ว่ามันมา แล้วพาความสนใจกลับไปที่ส่วนของร่างกายที่กำลังทำอยู่ วิธีนี้ต่างจากการพยายามหยุดคิด เพราะเราไม่ได้สู้กับความคิด เราแค่ให้ความสนใจไปอยู่ที่อื่นแทน
ถ้าเผลอหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลา ให้ลองงดไว้ก่อน เพราะตัวเลขที่เห็นมักกลายเป็นความคิดใหม่ทันที เช่นคิดว่าเหลือเวลานอนอีกไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งความคิดนี้เองที่ทำให้ยิ่งหลับยาก ถ้านอนอยู่เกินยี่สิบนาทีแล้วยังไม่ง่วง ลองลุกไปนั่งเงียบ ๆ ในที่แสงสลัว ไม่เปิดจอ ไม่ต้องทำอะไร นั่งฟังเสียงลมหายใจตัวเองสักพัก แล้วค่อยกลับไปนอนใหม่ ดีกว่าฝืนนอนแล้วหงุดหงิดกับตัวเองที่นอนไม่หลับ
ส่วนเรื่องที่ยังคาใจกับคนในบ้าน ถ้าจำเป็นต้องคุยกันจริง ๆ ให้เก็บไว้คุยตอนกลางวัน ตอนที่ใจทั้งสองฝ่ายยังไม่เหนื่อย ไม่ใช่ตอนดึกที่เราแค่อยากได้คำตอบเพื่อให้ตัวเองหลับลง เพราะคำตอบที่ได้มาแบบนั้น มักไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง
ลองจำสามอย่างนี้ไว้ก่อนนอนคืนนี้
- เรื่องที่ยังไม่จบ เขียนใส่กระดาษได้ ไม่ต้องแบกไว้ในหัว
- ไม่ต้องสู้กับความคิด แค่ย้ายความสนใจไปที่ร่างกายแทน
- ถ้านอนเกินยี่สิบนาทีแล้วยังไม่หลับ ลุกไปนั่งเงียบ ๆ ดีกว่าฝืนอยู่บนเตียง
คืนนี้อาจจะยังไม่หลับเร็ว
ถ้าทำแล้วคืนนี้ก็ยังไม่หลับเร็วอยู่ดี ก็ไม่เป็นไร
ไม่มีใครฝึกกวนโอ่งให้หยุดได้ตั้งแต่คืนแรก มือที่เคยกวนมาทั้งวันย่อมอยากกวนต่อเป็นธรรมดา
พรุ่งนี้เราอาจจะเพลียกว่าปกตินิดหน่อย ก็ปล่อยให้เป็นแบบนั้นไปก่อน
แต่ถ้าคืนพรุ่งนี้เรารู้ทันมือที่กำลังจะกวนได้เร็วขึ้นอีกนิด น้ำในโอ่งก็จะมีโอกาสได้นิ่งนานขึ้นอีกหน่อย
ไม่ต้องรอให้โอ่งใสแจ๋วตั้งแต่คืนนี้ แค่ขุ่นน้อยลงกว่าเมื่อคืนก่อนก็ถือว่าไปถูกทางแล้ว
พรุ่งนี้เช้า คนที่พูดประโยคนั้นตอนเย็น อาจจะยิ้มทักเราเหมือนเดิม ส่วนเราอาจจะยังรู้สึกอะไรค้างอยู่นิดหนึ่ง นั่นก็ไม่แปลก
แค่คืนนี้เราไม่ต้องแบกมันไปนอนด้วยทั้งหมด ก็ถือว่าคืนนี้ไม่ได้สูญเปล่าแล้ว
