สติหนึ่งลมหายใจ ตอนงานถาโถมทั้งวัน
สิบเอ็ดโมงเช้า ยังไม่ทันครึ่งวันเลยด้วยซ้ำ
มือถือสั่นอีกครั้ง ไลน์กลุ่มงานขึ้นข้อความใหม่
หัวหน้าพิมพ์มาว่า "ขอดูงานชิ้นนี้ก่อนบ่ายโมงได้ไหม"
เรายังนั่งอยู่ที่โต๊ะเดิม เก้าอี้ตัวเดิม แต่ในหัวมีงานอีกสามชิ้นที่ยังไม่ได้เริ่ม อีเมลอีกสิบฉบับที่ยังไม่ได้ตอบ และการประชุมอีกนัดที่กำลังจะมาถึงในอีกครึ่งชั่วโมง
หัวใจเต้นเร็วขึ้นนิดหนึ่ง ทั้งที่ตัวเราไม่ได้ขยับไปไหนเลยสักก้าว
มือยังวางอยู่บนคีย์บอร์ด สายตายังจ้องหน้าจอเดิม แต่ข้างในเหมือนมีอะไรบางอย่างเร่งให้วิ่งอยู่ตลอดเวลา
พอตกเย็นกลับถึงบ้าน ล้มตัวลงนอน ก็ยังรู้สึกเหมือนไม่ได้พักสักนาทีเดียวตลอดทั้งวัน
เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่วันนี้วันเดียว
มันเป็นแบบนี้มาหลายสัปดาห์แล้ว จนเราเริ่มคิดว่านี่คงเป็นเรื่องปกติของคนทำงาน ใครก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น
งานที่กองอยู่ตรงหน้า ไม่ได้หนักเท่าที่คิด
ลองสังเกตดูดี ๆ
สิ่งที่ทำให้เหนื่อยที่สุดตอนนี้ ไม่ใช่งานสามชิ้นที่ยังไม่ได้เริ่ม
แต่เป็นความคิดที่วิ่งไปหางานทั้งสามชิ้นพร้อมกัน ทั้งที่มือเราทำได้ทีละอย่างเท่านั้น
ระหว่างพิมพ์งานชิ้นแรก ใจเราแอบไปคิดถึงอีเมลที่ยังไม่ได้ตอบ พอเปิดอีเมล ใจก็กระโดดไปคิดถึงประชุมที่จะถึง
ร่างกายอยู่ที่โต๊ะทำงานตลอดเวลา แต่ใจวิ่งไปที่อื่นเกือบทั้งวัน
บางทีใจก็แอบวิ่งไปไกลกว่านั้นอีก ไปเทียบตัวเองกับเพื่อนร่วมงานที่ดูเหมือนทำงานคล่องกว่า ไปคิดว่าเมื่อกี้ที่ตอบหัวหน้าไปแบบนั้น จะดูไม่ดีหรือเปล่า
เรื่องพวกนี้ยังไม่เกิดขึ้นจริงสักอย่าง แต่ใจเราไปอยู่กับมันแล้วเรียบร้อย
ร่างกายเราซื่อมาก มันตอบสนองตามที่ใจสั่ง ใจเครียดเรื่องที่ยังไม่เกิด กล้ามเนื้อบ่าก็เกร็งตามไปด้วย ทั้งที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงสักอย่าง
พอถึงเย็น เราจะเหนื่อยแบบบอกไม่ถูกว่าเหนื่อยจากอะไร ทั้งที่งานที่ทำจริงอาจแค่ครึ่งวัน
ที่เหลืออีกครึ่งวัน เราใช้ไปกับการทำงานในหัว ที่ไม่มีใครมองเห็น แม้แต่ตัวเราเอง
สังเกตดูกรามตัวเองตอนนี้ก็ได้ กัดแน่นอยู่หรือเปล่า
หายใจของเราตอนนี้สั้น ๆ ตื้น ๆ อยู่หรือเปล่า
ร่างกายบอกเราตลอดว่าใจกำลังทำอะไรอยู่ เพียงแต่เราไม่ค่อยได้ฟังมัน
พอถึงวันหยุด บางคนก็ยังปิดไม่ลง มือถือยังอยู่ใกล้ตัว ไลน์งานขึ้นทีไร ใจก็กระตุกทุกที ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในเวลางานแล้วด้วยซ้ำ
พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกให้เลิกทำงาน
หลายคนเข้าใจว่าธรรมะเป็นเรื่องของคนที่ปลีกตัวออกจากโลก นั่งอยู่ในป่า ไม่ต้องยุ่งกับใคร
แต่พระพุทธเจ้าเองก็ทรงสอนคนธรรมดาที่ต้องทำมาหากิน ต้องดูแลครอบครัว ต้องรับผิดชอบงานเหมือนเรา
ท่านไม่เคยบอกว่าอย่าทำงาน
ท่านบอกแค่ว่า เวลาทำอะไร ให้ใจอยู่กับสิ่งนั้นจริง ๆ
ในธรรมบทมีบทหนึ่งเปิดเรื่องด้วยประโยคที่ตรงไปตรงมามาก
ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน สำเร็จได้ด้วยใจ
ท่านไม่ได้บอกว่างานเป็นตัวสร้างความเครียด ท่านบอกว่าใจต่างหากที่เป็นตัวปรุงแต่งทุกอย่างขึ้นมา
งานชิ้นเดียวกัน คนหนึ่งทำด้วยใจที่นิ่ง อีกคนทำด้วยใจที่วิ่งพล่าน ความเหนื่อยที่ได้กลับมาไม่เท่ากันเลย
ในธรรมบทยังมีอีกบทหนึ่งที่พูดถึงความไม่ประมาท ซึ่งพอนำมาคิดกับเรื่องงาน กลับตรงกับสิ่งที่เรากำลังเจอพอดี
ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย ผู้ประมาทเหมือนคนตายแล้ว
ฟังดูหนักไปหน่อยถ้าเทียบกับแค่การตอบไลน์งาน แต่ความหมายที่แท้จริงคือ การอยู่กับสิ่งที่ทำตรงหน้าอย่างรู้ตัว ไม่ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความคิดที่ยังไม่เกิด
ความเครียดที่เราแบกอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ใจอยากให้งานเสร็จเร็วกว่านี้ อยากให้หัวหน้าเข้าใจมากกว่านี้ อยากให้วันนี้ไม่ใช่วันนี้
พอสิ่งที่อยากให้เป็น กับสิ่งที่เป็นจริง มันไม่ตรงกัน ใจก็ดิ้นรน
ท่านพุทธทาสภิกขุก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้ตลอดชีวิตการสอนของท่าน ท่านมองว่าการทำงานกับการปฏิบัติธรรมไม่ใช่คนละเรื่องกัน
ทำงานด้วยสติ ทำงานด้วยใจที่อยู่กับปัจจุบัน นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรมในตัวมันเอง ไม่ต้องรอให้ถึงเวลานั่งสมาธิตอนเย็นก่อน
กระเป๋าที่หนักขึ้นทีละก้อน
ลองนึกภาพกระเป๋าใบหนึ่ง
เช้านี้ยังเบา ๆ อยู่
พอไลน์งานขึ้นข้อความแรกที่ทำให้ใจหวิว เราหยิบก้อนหินก้อนหนึ่งใส่กระเป๋า
พอถูกหัวหน้าถามงานแบบเร่ง ๆ เราใส่เพิ่มอีกก้อน
พอนึกถึงงานที่ยังไม่เริ่ม ใส่อีก นึกถึงเพื่อนร่วมงานที่ทำเสร็จไปแล้ว ใส่อีก
ทีละก้อน ทีละก้อน ไม่มีก้อนไหนหนักมากตอนที่หยิบใส่
แต่พอถึงบ่ายสาม กระเป๋าใบเดิมที่เบา ๆ ตอนเช้า กลับหนักจนบ่าเราล้า
เราเดินไปไหนก็สะพายกระเป๋าใบนั้นไปด้วย เข้าห้องน้ำก็สะพายไป เดินไปกดกาแฟก็สะพายไป
คนอื่นมองมาอาจไม่เห็นกระเป๋าใบนี้เลยด้วยซ้ำ
เห็นแค่เราเดินไปเดินมาตามปกติ ยิ้มทักทายได้ตามปกติ
แต่ตัวเรารู้ดีว่าบ่าข้างในมันล้าแค่ไหน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หินแต่ละก้อน
ปัญหาคือเราไม่เคยหยิบออกเลยสักก้อนตลอดทั้งวัน
วางกระเป๋าลงบ้าง ระหว่างวันทำงาน
สิ่งที่พอทำได้จริงระหว่างวัน ไม่ใช่การหยุดงานทั้งหมดไปนั่งสมาธิ เพราะทำแบบนั้นไม่ได้ในชั่วโมงทำงานจริง
แต่เป็นการหยิบหินออกจากกระเป๋าเป็นระยะ ๆ ก่อนที่มันจะหนักเกินไป
ก่อนกดส่งอีเมลหรือข้อความที่ทำให้ใจร้อน ลองหยุดสักสามวินาที
วางมือจากคีย์บอร์ด หายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง แล้วค่อยพิมพ์ต่อ
สามวินาทีนั้นไม่ทำให้งานช้าลง แต่ทำให้คำพูดที่ส่งออกไปมาจากใจที่นิ่งกว่าเดิม
ก่อนเข้าประชุมที่รู้อยู่แล้วว่าจะเครียด ลองนั่งเงียบ ๆ หน้าประตูห้องสักครึ่งนาที
ให้ลมหายใจเข้าออกตามปกติ ไม่ต้องพิเศษ แค่รู้ว่ากำลังหายใจ
พอเดินเข้าห้องประชุม เราจะเข้าไปด้วยใจที่ต่างจากเดิม แม้เนื้องานจะหนักเท่าเดิมก็ตาม
ตอนพักเที่ยง ถ้าเป็นไปได้ ให้กินข้าวโดยไม่เปิดจอมือถือไปด้วย
แค่มื้อนี้มื้อเดียว ให้ใจอยู่กับรสอาหารตรงหน้า ไม่ใช่อยู่กับไลน์กลุ่มงาน
รสชาติของอาหารมื้อนั้นอาจเป็นสิ่งเดียวในวันนี้ที่ใจได้พักจริง ๆ
ระหว่างวัน ถ้ารู้ตัวว่ากำลังคิดถึงงานชิ้นที่ยังไม่เริ่ม ทั้งที่มืออยู่กับงานชิ้นอื่น
ให้ลองพูดกับตัวเองเบา ๆ ว่า "งานนั้นไว้ค่อยคิดตอนถึงคิว" แล้วพากลับมาที่งานตรงหน้า
ไม่ต้องหวังว่าจะทำได้ทุกครั้ง แค่ทำได้บ้างก็ถือว่าหินก้อนหนึ่งถูกหยิบออกไปแล้ว
ถ้าเป็นไปได้ ลองลุกจากโต๊ะไปเดินสักรอบสั้น ๆ ระหว่างวัน ไม่ต้องไกล แค่เดินไปสุดทางเดินแล้วเดินกลับ
ระหว่างเดิน ให้รู้สึกที่ฝ่าเท้ากระทบพื้นแต่ละก้าว ไม่ต้องคิดเรื่องงานระหว่างนั้น
ห้านาทีแบบนี้ บางทีช่วยได้มากกว่าการนั่งเครียดอยู่ที่โต๊ะอีกชั่วโมง
และถ้าวันไหนหนักจริง ๆ จนแบกคนเดียวไม่ไหว ลองเล่าให้เพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจฟังสักเรื่องหนึ่ง ไม่ต้องหาทางแก้ แค่พูดออกมาให้มีคนได้ยิน
พอหมดวันงาน ก่อนออกจากโต๊ะ ให้นั่งเฉย ๆ สักหนึ่งนาที หายใจสักสิบครั้ง
เหมือนเป็นการวางกระเป๋าลงก่อนเดินออกจากออฟฟิศ ไม่งั้นเราจะแบกกระเป๋าใบนั้นกลับบ้านไปด้วยทุกวัน
แล้วคนที่รอเราอยู่ที่บ้าน ก็จะได้เจอกับเราจริง ๆ ไม่ใช่แค่ร่างที่เพิ่งเลิกงานแต่ใจยังค้างอยู่ที่ออฟฟิศ
พรุ่งนี้ก็ยังต้องไปทำงานอยู่ดี
พรุ่งนี้งานก็ยังจะมาอีก อีเมลก็ยังจะเด้งขึ้นมาอีก
ไม่มีสูตรไหนทำให้งานหายไปได้จริง
แต่ถ้าระหว่างวัน เราหยิบหินออกจากกระเป๋าได้สักสองสามก้อน กระเป๋าใบนั้นก็จะเบากว่าเดิมนิดหนึ่งตอนเย็น
ไม่ต้องถึงขั้นเบาโล่งทั้งใบ
แค่เบาลงนิดหนึ่ง ก็พอทำให้คืนนี้หลับง่ายขึ้นกว่าเมื่อคืนที่แล้ว
แค่นั้นก็พอสำหรับวันหนึ่งแล้ว
