เช้าที่ไม่มีเสียงเห่ารับหน้าประตู
หกโมงเช้า นาฬิกาปลุกยังไม่ทันดัง แต่ตาก็ลืมเองแล้ว เหมือนทุกวัน
ร่างกายลุกขึ้นนั่งเองโดยอัตโนมัติ มือเอื้อมไปหยิบสายจูงที่แขวนอยู่ข้างประตู ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าไม่ต้องหยิบแล้ว
ไม่มีเสียงเล็บกระทบพื้นกระเบื้องวิ่งมาจากมุมห้อง ไม่มีจมูกเย็น ๆ มาดุนที่ข้อมือ ไม่มีหางที่ตีพื้นดังปุ๊บปุ๊บตอนเห็นเราลืมตา
มีแค่ความเงียบ เงียบแบบที่ไม่เคยเงียบแบบนี้มานานสิบปี
เมื่อคืนตอนตีสาม มันหายใจครั้งสุดท้ายอยู่ในอ้อมแขนเรา บนพื้นห้องนอนที่มันนอนมาตั้งแต่ยังตัวเล็กจนขนเริ่มขาว เราลูบหัวมันจนกว่าจะรู้ว่ามันไปแล้วจริง ๆ
ตอนนี้ชามข้าวของมันยังวางอยู่ตรงมุมครัวเหมือนเดิม มีข้าวเหลือนิดหน่อยจากเมื่อวานเย็น
ความเงียบที่ไม่มีใครเตือนล่วงหน้า
คนที่ไม่เคยเลี้ยงสัตว์ อาจจะสงสัยว่าทำไมเราถึงทำใจไม่ได้ ก็แค่หมาตัวหนึ่ง
แต่คนที่เคยตื่นมาพร้อมกับใครสักตัวทุกเช้าเป็นเวลาสิบปี จะรู้ว่ามันไม่ใช่ "แค่" อะไรเลย
สิบปีคือช่วงเวลาที่เราย้ายบ้านมาสองครั้ง เปลี่ยนงานมาสามครั้ง ผ่านทั้งปีที่ดีและปีที่แย่ที่สุดในชีวิต และในทุกคืนที่แย่ที่สุด มันคือตัวที่มานอนพิงขาเราเงียบ ๆ โดยไม่ต้องพูดอะไร ไม่ต้องถามว่าเป็นอะไร ไม่เคยตัดสินว่าเราทำถูกหรือผิด
มันไม่เคยรู้เรื่องหนี้สินที่เราแบกอยู่ ไม่เคยรู้ว่าเราทะเลาะกับใครมา รู้แค่ว่าเราเดินเข้าประตูมา แล้วดีใจเหมือนเราเป็นคนที่ดีที่สุดในโลกทุกครั้ง
ความรักแบบนั้นหายากมากในชีวิตคน
พอมันจากไป สิ่งที่หายไปด้วยไม่ใช่แค่ตัวมัน แต่เป็นจังหวะทั้งวันที่เคยเรียงรอบตัวมันอยู่ เวลาตื่นเช้าพามันเดิน เวลากลับบ้านที่ต้องรีบเปิดประตูเพราะรู้ว่ามันรอ เวลากินข้าวที่ต้องแบ่งเผื่อไว้นิดหนึ่ง จังหวะพวกนี้หายไปพร้อมกันหมดในคืนเดียว
บางคนบอกว่าเดี๋ยวก็ลืม เวลาจะรักษาทุกอย่าง ฟังแล้วอาจจะจริงในระยะยาว แต่ตอนนี้ คำนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะความเจ็บมันอยู่ตรงนี้ ตรงตอนที่มือเอื้อมไปหยิบสายจูงแล้วไม่เจออะไร
เรื่องที่คนคนหนึ่งเคยไปเล่าให้พระพุทธเจ้าฟัง
ในพระสูตรมีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของบิดาคนหนึ่งที่ลูกชายคนเดียวเสียชีวิต เขาเศร้าโศกมากจนไม่กินไม่นอน ไปนั่งเฝ้าที่ป่าช้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
วันหนึ่งเขาเดินไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสถามอาการของเขา แล้วสอนสั้น ๆ ว่า ความโศกเศร้า ความคร่ำครวญ ความทุกข์ใจ ล้วนเกิดขึ้นได้จากสิ่งที่เรารัก
บิดาคนนั้นฟังแล้วไม่พอใจ เขารู้สึกว่าคำสอนนี้ดูใจร้ายเกินไป เพราะความรักน่าจะนำมาซึ่งความสุขสิ ทำไมถึงบอกว่านำมาซึ่งความทุกข์
เขาเดินออกไปโดยไม่เห็นด้วย ไปเล่าให้คนอื่นฟังต่อ จนความไปถึงพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์เอาไปถามพระนางมัลลิกา มเหสีของพระองค์เอง
พระนางมัลลิกาตอบว่า พระพุทธเจ้าตรัสถูกแล้ว แล้วพระนางก็ถามพระเจ้าปเสนทิโกศลกลับว่า พระองค์รักพระนางไหม รักมากไหม แล้วถ้าวันหนึ่งพระนางเป็นอะไรไป พระองค์จะทุกข์ไหม
พระเจ้าปเสนทิโกศลตอบตามตรงว่า ทุกข์แน่นอน
พระนางจึงบอกว่า นั่นแหละคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส ไม่ได้ตรัสว่าอย่ารัก ท่านแค่ชี้ให้เห็นว่าเมื่อรักสิ่งใดมากเท่าไร เมื่อสิ่งนั้นพรากไป ความทุกข์ก็มากขึ้นตามกันไปเท่านั้น
จากสิ่งเป็นที่รัก ย่อมเกิดความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์ใจ
ท่านไม่ได้บอกให้เราหยุดรัก ไม่มีที่ไหนในคำสอนที่บอกว่าอย่าเลี้ยงหมา อย่าผูกพันกับใคร เพราะถ้าไม่รักตั้งแต่แรก ก็คงไม่มีสิบปีดี ๆ แบบนั้นให้จดจำ
ท่านแค่บอกความจริงตรง ๆ ว่าความรักกับความทุกข์เดินมาด้วยกันเสมอ เป็นของคู่กัน ไม่มีใครได้อย่างหนึ่งโดยไม่แตะอีกอย่าง
รู้แบบนี้แล้วไม่ได้แปลว่าทุกข์น้อยลงในคืนนี้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่า ที่เราเจ็บอยู่นี้ ไม่ใช่เพราะเราอ่อนแอ แต่เป็นเพราะเรารักจริง
แก้วใบนี้แตกไปแล้วตั้งแต่วันที่ได้มา
หลวงพ่อชา สุภัทโท เคยเล่าเรื่องแก้วน้ำใบหนึ่งให้ลูกศิษย์ฟัง ท่านบอกว่า เจ้าเห็นแก้วใบนี้ไหม สำหรับฉัน แก้วใบนี้แตกไปแล้ว
ท่านบอกว่าท่านชอบแก้วใบนี้มาก มันสวย มันใช้ดี แดดส่องผ่านก็เป็นประกาย แต่ท่านมองมันด้วยความรู้ตัวอยู่เสมอว่า สักวันมันต้องแตก อาจจะเป็นวันนี้ที่ข้อศอกท่านไปโดนโต๊ะ หรือวันหน้าที่มันหลุดมือใครสักคน
ท่านบอกว่า เมื่อเข้าใจแบบนี้ ทุกนาทีที่ได้ใช้แก้วใบนี้ กลับกลายเป็นนาทีที่มีค่า เพราะรู้อยู่แล้วว่ามันจะไม่อยู่กับเราตลอดไป
หมาที่เราเลี้ยงมาสิบปีก็เหมือนแก้วใบนั้น
วันที่เราอุ้มลูกหมาตัวเล็ก ๆ กลับบ้าน ตัวมันเองก็เหมือนแก้วที่แตกไปแล้วตั้งแต่วันนั้น เพียงแต่เรามองไม่เห็นรอยร้าวเพราะมันยังวิ่งเล่นได้ ยังกินเก่ง ยังเห่ารับเราหน้าประตูทุกเย็น
ไม่ใช่ว่าหลวงพ่อชาสอนให้เรารักน้อยลงเพื่อจะได้เจ็บน้อยลง ตรงข้ามเลย ท่านบอกว่ายิ่งรู้ว่ามันจะแตก ยิ่งต้องใช้มันอย่างตั้งใจมากขึ้น อย่างเห็นค่ามากขึ้น ไม่ใช่ประมาทเหมือนคิดว่ามันจะอยู่กับเราตลอดไป
สิบปีที่ผ่านมา เราอุ้มมันนอนตัก ลูบหัวมันตอนดูทีวี พามันไปเดินเล่นทุกเย็น นั่นแหละคือช่วงเวลาที่เราได้ "ใช้แก้วใบนี้" อย่างเต็มที่แล้ว
ตอนนี้ที่มันแตกไป ความเจ็บที่เรารู้สึกอยู่ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราไม่เคยประมาทกับมันเลยสักวัน
จะอยู่กับความเงียบนี้ยังไงในวันข้างหน้า
คืนนี้อาจยังไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ นอกจากปล่อยให้ตัวเองเศร้า
หลายคนรีบเก็บของของมันทันทีเพราะทนเห็นไม่ได้ บางคนกลับเก็บไม่ได้เลยสักชิ้น ทั้งสองแบบไม่มีถูกไม่มีผิด ให้ทำตามจังหวะที่ใจเราไหวจริง ๆ ไม่ต้องรีบตามใครหรือรีบให้ใครสบายใจแทนเรา
ถ้าอยากร้องไห้ตอนเห็นชามข้าวมันที่ยังวางอยู่มุมครัว ก็ร้องได้ ไม่ต้องอายว่าร้องไห้เพราะสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง เพราะสำหรับเรา มันไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยง มันคือคนในบ้านที่รักเรามาสิบปีโดยไม่มีเงื่อนไข
ช่วงหนึ่งที่ยากที่สุดจะไม่ใช่คืนนี้ แต่เป็นสองสามวันข้างหน้า ตอนที่ต้องกลับไปใช้ชีวิตปกติ ต้องไปทำงาน ต้องเจอคนที่ไม่รู้เรื่อง แล้วจู่ ๆ ก็มีบางช่วงที่นึกขึ้นได้และใจหล่นวูบ ตรงนั้นเองที่ลองหยุดสักครู่ วางมือบนอกตัวเอง หายใจเข้าออกช้า ๆ สักห้าครั้ง แล้วยอมรับกับตัวเองตรง ๆ ว่าตอนนี้กำลังคิดถึงมันอยู่ ไม่ต้องรีบไล่ความคิดนั้นออกไป แค่รู้ว่ามันมา แล้วปล่อยให้มันผ่านไปเอง
ถ้าเป็นไปได้ ลองหาเวลาเดินตามเส้นทางที่เคยพามันเดินเล่น เดินคนเดียวก็ได้ ไม่ต้องพามันไปด้วยแล้ว แต่การเดินซ้ำเส้นทางเดิม จะช่วยให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัวรับรู้ว่าจังหวะชีวิตเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ แทนที่จะฝืนตัดขาดจากทุกอย่างที่เตือนให้นึกถึงมันในทันที ซึ่งมักจะทำให้ความเศร้ากลับมาแรงกว่าเดิมในภายหลัง
หลายบ้านที่นับถือพุทธ จะทำบุญอุทิศให้สัตว์เลี้ยงที่จากไป อาจจะใส่บาตรตอนเช้าแล้วกรวดน้ำเอ่ยชื่อมัน หรือถวายสังฆทานแล้วตั้งจิตนึกถึงมัน ไม่ใช่เพื่อให้มันไปสวรรค์อย่างที่บางคนเข้าใจแบบสัญญาผล แต่เป็นพิธีกรรมง่าย ๆ ที่ช่วยให้ใจเราได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อมัน เป็นการบอกลาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งบางทีก็ช่วยให้ใจเรายอมรับการจากไปได้ง่ายขึ้น
ส่วนของของมัน ไม่ต้องรีบตัดสินใจอะไรตอนนี้ ปลอกคอ ชาม ที่นอน จะเก็บไว้ก่อน จะให้คนอื่น หรือจะทิ้ง รอให้ใจสงบกว่านี้ค่อยตัดสินใจก็ยังทัน ตอนนี้แค่ปล่อยให้มันอยู่ตรงนั้นไปก่อนก็ได้
ถ้าจะสรุปสั้น ๆ ให้จำไว้บ้างในคืนที่หนักแบบนี้ ลองจำสามอย่างนี้พอ
- ความเจ็บที่รู้สึกอยู่ตอนนี้ เป็นเครื่องวัดว่าเรารักมันจริงแค่ไหน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอาย
- ไม่ต้องรีบเก็บของหรือรีบทำใจให้เร็วกว่าที่ใจเราไหว
- ตอนที่คิดถึงมันแบบไม่ทันตั้งตัว แค่หยุดหายใจสักห้าครั้ง แล้วยอมรับว่านี่คือความคิดถึง ไม่ต้องไล่มันไป
คืนนี้บ้านจะยังเงียบอยู่
พรุ่งนี้เช้า มืออาจจะยังเอื้อมไปหาสายจูงอีกครั้งโดยไม่ทันคิด นั่นไม่แปลกอะไร ร่างกายจำสิบปีไว้ ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเรียนรู้ใหม่
ชามข้าวมุมครัวอาจจะยังวางอยู่ตรงนั้นอีกสองสามวัน ไม่เป็นไรถ้ายังไม่พร้อมจะเก็บ
สิบปีที่ผ่านมา มันได้อยู่ในบ้านที่มีคนรักมันจริง ๆ นั่นคือสิ่งที่มันได้รับไปแล้วอย่างเต็มที่ ไม่มีใครเอาช่วงเวลานั้นคืนไปจากมันได้
คืนนี้ถ้ายังนอนไม่หลับ ก็แค่นอนอยู่กับความเงียบนั้นไปก่อน ไม่ต้องรีบให้มันเบาลง
