ทำดีแล้วรอผลทันที ทำไมถึงผิดหวังทุกครั้ง
สามทุ่มกว่า ๆ เรานั่งอยู่หน้าจอมือถือ เพิ่งกดโอนเงินให้น้องที่ทำงานคนหนึ่งไปหนึ่งพันบาท เขาบอกว่าเดือนนี้เงินขาดมือ ลูกป่วย ต้องพาไปหาหมอ
เราให้ไปโดยไม่คิดมาก เพราะเราเคยลำบากแบบนั้นมาก่อน
แต่สิ่งที่ตามมาโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว คือความคาดหวังเล็ก ๆ อันหนึ่งที่แอบซ่อนอยู่ในใจ ว่าเขาจะต้องรู้สึกขอบคุณ ต้องพูดถึงเราดี ๆ ต่อหน้าคนอื่น หรืออย่างน้อยก็ต้องพร้อมช่วยเราตอนที่เราต้องการบ้าง
สองสัปดาห์ผ่านไป เราต้องการคนช่วยทำงานด่วนตอนเย็นวันศุกร์ คนแรกที่เรานึกถึงคือน้องคนนั้น
เขาปฏิเสธ บอกว่าติดธุระ
เราไม่ได้โกรธเขาออกนอกหน้า แต่ในใจมีอะไรบางอย่างจุกขึ้นมา คำถามที่ผุดขึ้นในหัวคือ ทำไมเราถึงช่วยเขาได้ แต่เขาช่วยเราไม่ได้
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว
ทำบุญให้แม่ที่ป่วย หวังว่าอาการแม่จะดีขึ้นเร็ว ๆ พอแม่ยังทรุดอยู่เหมือนเดิม ใจก็แอบถามว่าทำบุญไปทำไม
ตั้งใจทำงานหนักเพื่อจะได้เลื่อนตำแหน่ง พอไม่ได้ ก็รู้สึกเหมือนความตั้งใจทั้งหมดที่ผ่านมาสูญเปล่า
สอนงานให้รุ่นน้องอย่างเต็มที่ หวังว่าวันหนึ่งเขาจะมาช่วยแบ่งเบา พอเขาเติบโตแล้วเอาแต่ผลงานของตัวเอง ใจก็รู้สึกเหมือนโดนหักหลัง
สิ่งที่น่าสังเกตคือ เราไม่ได้เสียใจเพราะไม่ได้ทำความดี เราทำความดีจริง เราตั้งใจจริง
เราเสียใจเพราะผลที่ได้กลับมาไม่ตรงกับที่ใจคาดไว้ และไม่มาในเวลาที่ใจอยากให้มา
พอมองย้อนกลับไปดี ๆ จะเห็นว่า ทุกครั้งที่เราทำดี ใจของเราแอบเขียนใบเสร็จเล็ก ๆ ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ใบเสร็จนั้นระบุไว้ชัดเจนว่า ใครต้องเป็นคนจ่ายคืน จ่ายคืนด้วยอะไร และต้องจ่ายภายในเมื่อไหร่
พอถึงกำหนดแล้วไม่มีใครมาจ่ายตามใบเสร็จนั้น ความผิดหวังจึงเกิดขึ้น
ทั้งที่ความจริงแล้ว ไม่มีใครเคยเซ็นรับใบเสร็จนั้นกับเราเลยสักคน เราเป็นคนเขียนขึ้นมาฝ่ายเดียวทั้งหมด
มีอีกชั้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้น คือพอเรารู้สึกผิดหวังแบบนี้บ่อยเข้า เราเริ่มโทษตัวเองไปอีกทาง
เราเริ่มคิดว่า ที่เราผิดหวังเพราะเราใจแคบ ทำดีทั้งทีทำไมยังหวังผลตอบแทนอยู่ได้ คนที่ทำดีจริง ๆ เขาไม่ควรหวังอะไรแบบนี้
ความคิดนี้ยิ่งทำให้หนักขึ้นไปอีกชั้น เพราะนอกจากจะผิดหวังกับคนอื่นแล้ว ยังมาผิดหวังกับตัวเองซ้ำเข้าไปอีก ทั้งที่ความหวังเป็นเรื่องธรรมดาของใจ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเอามาตัดสินว่าตัวเองใจแคบหรือใจกว้าง
ใครเป็นคนกำหนดว่าผลจะมาเมื่อไหร่
พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ในนิพเพธิกสูตรว่า
เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ
แปลเป็นภาษาที่เราคุยกันได้ว่า "เราตถาคตกล่าวว่า เจตนานั่นแหละคือกรรม" หมายความว่า สิ่งที่ทำให้การกระทำหนึ่งเป็นกรรมจริง ๆ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ตามมาทีหลัง แต่คือความตั้งใจตอนที่ลงมือทำนั่นเอง
ถ้าเราให้เงินน้องเพราะอยากช่วยจริง ๆ กรรมนั้นก็สมบูรณ์ไปแล้วตั้งแต่วินาทีที่เรากดโอน ไม่ต้องรอให้เขาขอบคุณก่อนถึงจะนับว่าสมบูรณ์
แต่สิ่งที่เรามักทำโดยไม่รู้ตัว คือเราเอาผลที่ยังไม่เกิด มาผูกไว้กับความรู้สึกดีของวันนี้ พอผลไม่มา ความดีที่ทำไปก็พลอยรู้สึกเหมือนไม่มีค่าไปด้วย ทั้งที่มันคนละส่วนกัน
เรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นอีกชั้น คือเรื่องของเวลา
พระพุทธเจ้าเคยตรัสถึงเรื่องที่ไม่ควรเอามาคิดคำนวณ เพราะคิดแล้วมีแต่จะทุกข์เปล่า ๆ ในจำนวนนั้นมีเรื่องหนึ่งคือวิบากของกรรม ว่าใครทำอะไรไว้แล้วผลจะออกมาแบบไหน เมื่อไหร่ ท่านตรัสไว้ว่า
กัมมวิบากของสัตว์ทั้งหลาย เป็นอจินไตย ไม่ควรคิด ผู้ใดคิด พึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า หรือความลำบากใจ
ท่านไม่ได้บอกว่ากรรมไม่มีผล ท่านบอกตรงกันข้ามด้วยซ้ำ กรรมมีผลแน่นอน แต่รูปแบบและเวลาที่ผลจะมาถึง ละเอียดซับซ้อนเกินกว่าที่ใจดวงหนึ่งจะคำนวณล่วงหน้าได้
การที่เราคาดหวังว่าให้เงินไปแล้วต้องได้ความช่วยเหลือกลับมาภายในสองสัปดาห์ จึงเหมือนเราพยายามคำนวณสิ่งที่ท่านบอกไว้แล้วว่าคำนวณไม่ได้ แล้วผิดหวังเองเมื่อคำนวณไม่ตรง
เรื่องของทานก็เหมือนกัน สิ่งที่ทำให้ทานหนึ่งครั้งมีค่ามาก ไม่ใช่ขนาดของสิ่งที่ให้ แต่เป็นความสะอาดของใจตอนที่ให้ ใจที่ให้แล้ววาง กับใจที่ให้แล้วยังกำมือรอรับอะไรบางอย่างคืน เป็นสองอย่างที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ของที่ให้จะเป็นชิ้นเดียวกันก็ตาม
ต้นไม้ที่ถูกขุดดูรากทุกเช้า
ลองนึกถึงคนที่เพิ่งปลูกต้นมะม่วงต้นหนึ่งลงในกระถาง
วันแรกเขารดน้ำ ใส่ปุ๋ย เอาไปวางตรงที่แดดส่องถึง
วันที่สองเขาก็ทำแบบเดิม
พอถึงวันที่สาม เขาเริ่มใจร้อน อยากรู้ว่ารากงอกหรือยัง เขาเลยขุดดินขึ้นมาดูราก
รากยังไม่ทันงอกดี เขาก็รีบเอาต้นกลับไปฝังใหม่ รดน้ำต่อ พอถึงวันที่ห้าก็ขุดดูอีกครั้ง
ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนต้นมะม่วงตายลงในที่สุด ไม่ใช่เพราะขาดน้ำหรือขาดปุ๋ย แต่เพราะรากไม่เคยได้อยู่นิ่งนานพอที่จะยึดดินได้จริงสักครั้ง
ความดีที่เราทำไปก็เหมือนต้นไม้ต้นนั้น การรดน้ำคือความตั้งใจดีที่เราลงมือทำ ส่วนการขุดดูรากทุกวันคือการที่ใจเราคอยเช็คซ้ำ ๆ ว่าผลมาหรือยัง ผลมาหรือยัง
ทุกครั้งที่เราขุดดูใจตัวเองด้วยคำถามนั้น เราไม่ได้ทำให้ผลมาเร็วขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว เรากลับไปรบกวนรากที่กำลังค่อย ๆ งอกอยู่ใต้ดินโดยไม่รู้ตัวเสียอีก
บางทีดินที่ห่อหุ้มรากไว้มิดชิด ก็ไม่ใช่ที่บังตาให้เรามองไม่เห็นความจริง แต่เป็นที่ที่รากต้องการเพื่อจะแข็งแรงพอสำหรับวันที่ต้นไม้ต้องออกลูก
เอาไปใช้ยังไงในวันที่ยังผิดหวังอยู่
สิ่งแรกที่พอทำได้ คือตอนที่กำลังจะทำดีอะไรสักอย่าง ลองสังเกตใจตัวเองสักครู่ก่อนลงมือ ถามเบา ๆ ว่าตอนนี้เรากำลังหวังอะไรกลับมาอยู่หรือเปล่า
ไม่ต้องรีบตัดสินว่าหวังแล้วผิด ทุกคนหวังได้ แค่รู้ทันว่าใจกำลังเขียนใบเสร็จอยู่ก็พอแล้ว พอรู้ทัน ใบเสร็จนั้นจะเบาลงเองโดยไม่ต้องไปฉีกทิ้ง
อีกอย่างที่ช่วยได้จริงในชีวิตประจำวัน คือลองทำดีสักอย่างหนึ่งต่อสัปดาห์แบบไม่ให้อีกฝ่ายรู้ว่าเป็นเรา อาจจะเป็นการฝากเงินให้แม่ค้าคนที่ขายของไม่ค่อยได้โดยไม่ต้องรอคำขอบคุณ หรือช่วยเพื่อนร่วมงานแก้ปัญหาให้เสร็จแล้วยกเครดิตให้เขาทั้งหมด การทำแบบนี้ฝึกให้ใจคุ้นกับความรู้สึกที่ทำแล้วจบตรงนั้นเลย ไม่ต้องมีใครมาต่อบัญชีให้ในภายหลัง
พอถึงเวลาที่ความผิดหวังผุดขึ้นมาจริง ๆ เช่นตอนที่รู้สึกว่าเราดีกับใครคนหนึ่งมากแล้วเขาไม่ตอบแทนอะไรกลับมาเลย ให้ลองตั้งชื่อความรู้สึกนั้นตรง ๆ ในใจว่านี่คือใบเสร็จที่เราแอบเขียนไว้เอง การตั้งชื่อแบบนี้ไม่ได้ทำให้ความผิดหวังหายไปทันที แต่มันช่วยแยกความรู้สึกออกจากความจริง ทำให้เรามองเห็นว่าที่เจ็บอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่เพราะความดีของเราไม่มีค่า แต่เพราะสิ่งที่เราคาดไว้เองไม่ได้เป็นไปตามนั้น
ถ้าวันไหนใจยังวนอยู่กับคำถามว่าทำไมเราถึงไม่ได้อย่างที่หวัง ลองเปลี่ยนคำถามใหม่เป็นว่า ตอนที่เราลงมือทำสิ่งนั้น ใจของเราตอนนั้นเป็นแบบไหน สงบไหม เต็มใจไหม หรือทำไปทั้งที่ไม่เต็มใจนัก คำตอบของคำถามนี้บอกอะไรเราได้มากกว่าการรอดูว่าอีกฝ่ายจะตอบแทนอย่างไร เพราะส่วนนี้เป็นส่วนที่เรากำหนดได้เองจริง ๆ
มีอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้เวลาความผิดหวังหนักจนอยู่คนเดียวไม่ไหว คือลองเล่าให้คนที่ไว้ใจฟังสักคน เล่าแค่ว่าเราทำอะไรไป แล้วรู้สึกอะไร ไม่ต้องขอให้ใครมาตัดสินว่าคนที่เราหวังนั้นเลวหรือดี เพราะบางครั้งแค่มีคนฟังโดยไม่ต้องตัดสิน ก็ช่วยให้ใจที่จุกอยู่คลายลงได้มากแล้ว
ก่อนนอนทุกคืน ลองใช้เวลาสักสองสามนาทีทบทวนวันที่ผ่านมา แล้วถามตัวเองแค่ว่าวันนี้เราทำอะไรด้วยใจที่ตั้งใจดีบ้าง ไม่ต้องถามต่อว่าแล้วได้อะไรกลับมา แค่ถามว่าทำอะไรไปด้วยใจแบบไหน การฝึกแบบนี้ทำซ้ำทุกคืนจะค่อย ๆ ย้ายจุดสนใจของใจเราจากการรอผล มาอยู่ที่การกระทำแทน
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจับสามอย่างนี้ไว้
- สังเกตก่อนทำดีทุกครั้งว่าใจกำลังหวังอะไรกลับมาอยู่หรือเปล่า
- ลองทำดีแบบไม่ให้ใครรู้ว่าเป็นเราสักครั้งต่อสัปดาห์
- ก่อนนอน ถามแค่ว่าวันนี้ทำอะไรด้วยใจแบบไหน ไม่ถามว่าได้อะไรกลับมา
คืนนี้ถ้ายังผิดหวังอยู่
ถ้าคืนนี้เรายังคิดถึงน้องที่ปฏิเสธไม่ช่วยเราตอนนั้น ก็ไม่เป็นไร
ความผิดหวังไม่ได้แปลว่าความดีที่เราทำไปสูญเปล่า มันแปลว่าใจเรายังเป็นใจของคนธรรมดา ที่หวังได้ และเจ็บได้เหมือนกัน
รากของต้นมะม่วงต้นนั้นอาจกำลังงอกอยู่ใต้ดินจริง ๆ ในเวลาที่เรามองไม่เห็น
สิ่งที่พอทำได้คืนนี้ อาจจะเป็นแค่การหยุดขุดดูมันอีกสักคืนหนึ่งเท่านั้นเอง
