หน้าแรก/บทความ/หลักธรรม
โลกธรรม 8: ทำไมคำชมกับคำด่าถึงทำใจเราสั่นเท่ากัน
หลักธรรม

โลกธรรม 8: ทำไมคำชมกับคำด่าถึงทำใจเราสั่นเท่ากัน

22 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

เช้าวันจันทร์ ในห้องประชุม หัวหน้าชมงานที่เราส่งไปเมื่อวานว่า "ทำได้ดีมาก เกินคาด" ต่อหน้าทีมทั้งหมด

เราเดินออกจากห้องประชุมด้วยฝีเท้าที่เบากว่าตอนเดินเข้าไป หยิบกาแฟมาจิบ รู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่ดี งานที่เหลือทั้งวันก็ทำได้ลื่นไหลกว่าปกติ

บ่ายสามโมง ลูกค้าคนเดิมที่เราเพิ่งถูกชมเรื่องงานให้ ส่งข้อความมาในกลุ่มแชทที่มีคนอื่นอยู่ด้วยสิบกว่าคนว่า งานที่ส่งไปเมื่อเช้ายังผิดจุดสำคัญ ต้องแก้ใหม่ทั้งหมด

หกชั่วโมงก่อนหน้านั้น เรายังเป็นคนที่เก่ง เป็นคนที่ทำงานได้ดีเกินคาด

พอถึงบ่ายสาม เรากลายเป็นคนที่ทำงานผิดพลาด ทั้งที่เป็นงานชิ้นเดียวกัน คนคนเดียวกันทำ

คืนนั้นเรานอนอยู่บนเตียง เอามือก่ายหน้าผาก แล้วถามตัวเองว่า เราเป็นคนแบบไหนกันแน่ คนเก่งที่ถูกชมตอนเช้า หรือคนพลาดที่ถูกตำหนิตอนบ่าย

ทั้งสองความรู้สึกนี้ไม่ได้มาจากตัวเราเลย

พอกลับถึงบ้าน เราเอาสองเหตุการณ์นี้มาเทียบกันในหัว

ตอนถูกชม เรารู้สึกว่าตัวเองมีค่า รู้สึกว่าทุกอย่างที่ทำมาไม่สูญเปล่า แม้แต่คนที่เราไม่ค่อยสนิทด้วยในที่ทำงาน เราก็ยังอยากเดินไปคุยด้วยเพราะใจมันฟู

ตอนถูกตำหนิ ความฟูนั้นหายไปในพริบตา สิ่งที่ตามมาคือคำถามที่วนอยู่ในหัวไม่หยุด เราทำพลาดตรงไหน ทำไมไม่เห็นตั้งแต่แรก คนอื่นในกลุ่มแชทคิดยังไงกับเรา หัวหน้าที่เพิ่งชมเราตอนเช้าจะยังเชื่อในตัวเราอยู่ไหม

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ทั้งสองความรู้สึกนี้ไม่ได้มาจากตัวเราเลย มันมาจากปากคนอื่น

เราแค่ได้ยินคำสิบกว่าคำตอนเช้า แล้วก็ได้ยินอีกสิบกว่าคำตอนบ่าย แต่ระหว่างนั้น เรากลายเป็นคนละคนไปเลยสองรอบ

ที่แปลกไปกว่านั้นคือ งานชิ้นนั้นตัวมันเองไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด ตัวหนังสือในไฟล์ก็ยังเป็นแบบเดิม ตัวเลขก็ยังเป็นแบบเดิม เปลี่ยนแค่คนที่มองมันเท่านั้น

ถ้าลองสังเกตดูดี ๆ จะเห็นว่าเราใช้ชีวิตเหมือนเรือลำเล็กที่ลอยอยู่กลางทะเล ทุกคำพูดของคนอื่นเป็นคลื่นลูกหนึ่ง คลื่นมาจากทางไหน เรือก็เอียงไปทางนั้น เราไม่ได้ขับเรือ เราแค่ปล่อยให้คลื่นพัดไป

และที่แปลกกว่านั้นคือ เราไม่ได้ทำแบบนี้แค่กับเรื่องงาน แต่ทำกับแทบทุกเรื่องในชีวิต ลูกชมว่าอาหารอร่อย ใจฟู เพื่อนบ้านบ่นว่าเสียงดัง ใจแฟบ คนแปลกหน้าในโซเชียลคอมเมนต์แรง ใจหาย

ลมแปดทิศที่พัดใส่ทุกคนเท่ากัน

พระพุทธเจ้าเคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้ในพระสูตรหนึ่งชื่อโลกวิปัตติสูตร ท่านเรียกมันว่า "โลกธรรม" แปลตรง ๆ ว่าธรรมดาของโลก คือสิ่งที่พัดเข้ามาหาทุกคนไม่เว้นใคร

ท่านแบ่งไว้เป็นสี่คู่ ได้ลาภ กับ เสื่อมลาภ ได้ยศ กับ เสื่อมยศ ได้รับคำสรรเสริญ กับ ถูกนินทา และมีสุข กับ มีทุกข์

สี่คู่นี้พัดสลับกันไปตลอดชีวิต ไม่มีใครเจอแต่ด้านที่อยากได้ล้วน ๆ และไม่มีใครหนีด้านที่ไม่อยากได้ไปได้ตลอด แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ยังเคยถูกใส่ร้ายและถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่

สิ่งที่ท่านชี้ไม่ใช่ว่าห้ามรู้สึกอะไรเลยตอนเจอลมเหล่านี้ ท่านไม่ได้บอกให้เราเป็นคนใจแข็งจนไม่ยินดียินร้าย

ท่านชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ลมพัดมา ปัญหาอยู่ที่เราไม่รู้ว่ามันคือลม เราคิดว่ามันคือตัวเราเอง

พอถูกชม เราเข้าใจว่า "นี่คือตัวเราที่แท้จริง คนเก่ง" พอถูกตำหนิ เราเข้าใจว่า "นี่ก็คือตัวเราที่แท้จริงเหมือนกัน คนแย่" ทั้งที่จริง ๆ ทั้งสองอย่างเป็นแค่ลมที่พัดผ่าน ไม่ใช่ตัวเรา

ในธรรมบทมีข้อความหนึ่งที่พูดถึงคนที่ไม่หวั่นไหวกับเรื่องแบบนี้ไว้ว่า

ภูเขาหินแท่งทึบ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะลมฉันใด บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญ ฉันนั้น

คำว่าบัณฑิตในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคนเรียนสูง แต่หมายถึงคนที่เข้าใจธรรมดาของสิ่งเหล่านี้ ท่านไม่ได้บอกว่าภูเขาไม่รู้สึกลม ภูเขาย่อมรับลมอยู่ตลอดเวลา แต่ภูเขาไม่ขยับตามลมไป

ในโลกวิปัตติสูตร ท่านพูดต่อไปอีกว่า คนธรรมดาที่ไม่เคยฝึกใจกับคนที่ฝึกใจมาแล้ว ต่างก็เจอลมแปดทิศนี้เหมือนกันหมด ไม่มีใครได้รับการยกเว้น สิ่งที่ต่างกันคือคนธรรมดาพอเจอลมด้านที่ชอบก็ลืมตัว พอเจอลมด้านที่ไม่ชอบก็จมดิ่ง ส่วนคนที่ฝึกมาแล้วยังรู้สึกอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนั้นพาตัวเองหลงไปไกลจนลืมว่าแท้จริงแล้วมันแค่ผ่านมาแล้วก็จะผ่านไป

ใบไม้บนผิวน้ำ กับก้อนหินใต้บ่อ

ลองนึกถึงบ่อน้ำในสวนที่บ้านใครสักคน

บนผิวน้ำมีใบไม้ใบหนึ่งลอยอยู่ ลมพัดมาทีไร ใบไม้ก็ลอยไปตามทิศนั้นทันที ฝนตกกระทบผิวน้ำ ใบไม้ก็กระเพื่อมตามแรงกระเพื่อมของน้ำ ใบไม้ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะมันอยู่บนผิว

ใต้บ่อน้ำเดียวกันนั้น มีก้อนหินก้อนหนึ่งจมอยู่ก้นบ่อ ผิวน้ำด้านบนจะกระเพื่อมแรงแค่ไหน ลมจะพัดจากทิศไหน ก้อนหินก็ยังอยู่ที่เดิม ไม่ใช่เพราะก้อนหินแข็งกระด้างไม่รับรู้อะไร แต่เพราะมันอยู่ลึกกว่าที่คลื่นผิวน้ำจะไปถึง

ตลอดวันของเรา คำชมคำติที่ผ่านเข้ามาก็เหมือนลมที่พัดผิวน้ำ มันจะกระเพื่อมอยู่เสมอ ห้ามไม่ได้ และไม่ต้องห้าม

คำถามคือ ตอนนี้เราใช้ชีวิตอยู่ตรงไหนของบ่อน้ำ เราเอาความรู้สึกทั้งหมดของเราไปแปะไว้ที่ใบไม้บนผิว แล้วปล่อยให้มันลอยไปตามทุกระลอกคลื่น หรือเรามีจุดที่นิ่งอยู่ข้างในสักจุดหนึ่ง ที่รับรู้ว่าผิวน้ำกำลังกระเพื่อม โดยไม่ต้องลอยตามไปด้วยทั้งตัว

ไม่มีใครเกิดมาแล้วเป็นก้อนหินอยู่ก้นบ่อได้เลยตั้งแต่ต้น คนที่ดูนิ่งที่สุดที่เรารู้จัก ก็เคยเป็นใบไม้ลอยละล่องมาก่อนทั้งนั้น ต่างกันแค่ว่าเขาฝึกจมตัวลงไปหาจุดนิ่งบ่อยกว่าเราสักหน่อยเท่านั้นเอง

เอาไปใช้ยังไงในวันที่ลมกำลังพัดแรง

สิ่งแรกที่พอทำได้ คือตอนที่รู้สึกใจฟูขึ้นมากผิดปกติ หรือใจแฟบลงมากผิดปกติ ให้ลองตั้งชื่อมันเงียบ ๆ ในใจว่า "นี่คือโลกธรรม" แค่ตั้งชื่อ ไม่ต้องวิเคราะห์ต่อ ไม่ต้องเถียงกับตัวเองว่าใจฟูแบบนี้ผิดหรือถูก การตั้งชื่อแบบนี้จะดึงเราออกมาจากคลื่นได้นิดหนึ่ง เหมือนก้าวถอยจากขอบบ่อมามองบ่อทั้งใบแทนที่จะจมอยู่ในน้ำ

อย่างที่สอง ก่อนจะตอบสนองอะไรกับคำชมหรือคำติที่เพิ่งได้รับ ให้รอสักครู่หนึ่งก่อน ถ้าเป็นคำชม รอก่อนที่จะรีบไปเล่าให้คนอื่นฟังทันที ถ้าเป็นคำติ รอก่อนที่จะรีบพิมพ์ตอบหรือรีบแก้ตัว ระยะรอนี้ไม่จำเป็นต้องนาน แค่พอให้ใจที่กำลังลอยตามคลื่นได้แตะพื้นสักครั้งก่อน อาจจะแค่ลุกไปเดินรอบโต๊ะทำงาน หรือดื่มน้ำสักแก้ว

อย่างที่สาม ลองถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกันทุกครั้งที่ลมแรง คือถ้าพรุ่งนี้คนคนเดียวกันนี้พูดตรงข้ามกับที่พูดวันนี้ เราจะยังเป็นคนเดิมอยู่ไหม ถ้าคำตอบคือใช่ นั่นแปลว่าตอนนี้เรากำลังเห็นถูกอยู่แล้วว่าคำพูดนั้นไม่ใช่ตัวเรา แต่ถ้าคำตอบคือไม่ นั่นเป็นสัญญาณว่าเรากำลังเอาค่าของตัวเองไปฝากไว้กับปากคนอื่นอยู่

อย่างสุดท้าย ในช่วงที่ใจว่างจากลมแรง ๆ เช่นตอนเช้าก่อนเปิดโทรศัพท์ หรือก่อนนอนที่ทุกอย่างเงียบแล้ว ให้ลองนั่งนิ่ง ๆ สักห้านาที แล้วนึกถึงตัวเราตอนที่ไม่มีใครกำลังชมหรือกำลังตำหนิอยู่เลย ไม่มีคนดู ไม่มีคนตัดสิน แค่เรานั่งหายใจอยู่คนเดียว ความรู้สึกตอนนั้นแหละคือจุดที่ใกล้เคียงกับก้อนหินที่ก้นบ่อที่สุด ยิ่งฝึกกลับมาที่จุดนี้บ่อยเท่าไหร่ตอนที่ใจว่าง ก็ยิ่งหาทางกลับมาได้เร็วขึ้นตอนที่ลมพัดแรงจริง ๆ

สี่อย่างนี้ไม่มีอะไรที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ เพราะลมแปดทิศไม่เคยหยุดพัด วันที่ฝึกแล้วยังลอยตามคลื่นไปได้อีก ก็ไม่ได้แปลว่าฝึกมาผิดทาง แค่แปลว่าคลื่นวันนั้นแรงกว่าที่เราเตรียมใจไว้เท่านั้นเอง

คืนนี้ถ้าใจยังลอยอยู่กับคำพูดของใครสักคน

ถ้าตอนนี้ใจเรายังลอยอยู่กับคำชมเมื่อเช้า หรือยังจมอยู่กับคำตำหนิเมื่อบ่าย ก็ไม่เป็นไร

ลมยังพัดอยู่ตลอดเวลา ไม่มีใครหนีพ้นไปได้ แม้แต่คนที่ดูสงบที่สุดที่เรารู้จัก

สิ่งที่ต่างกันอาจไม่ใช่ว่าใครรู้สึกลมแรงกว่าใคร แต่อาจเป็นแค่ว่าใครอยู่ใกล้ผิวน้ำ กับใครมีจุดสักจุดที่นิ่งอยู่ลึกลงไปกว่านั้นบ้าง

พรุ่งนี้เช้าอาจมีคำชมใหม่ พรุ่งนี้บ่ายอาจมีคำติใหม่ ก็แค่นั้นเอง

ใบไม้ยังลอยอยู่บนผิวน้ำเหมือนเดิม แต่ก้นบ่อก็ยังอยู่ตรงนั้นเสมอ รอให้เรากลับไปแตะมันอีกครั้ง เมื่อพร้อม