หน้าแรก/บทความ/ชีวิตและธรรมะ
เห็นลูกเพื่อนเรียนเก่งกว่า แล้วใจเราหล่นวูบ
ชีวิตและธรรมะ

เห็นลูกเพื่อนเรียนเก่งกว่า แล้วใจเราหล่นวูบ

22 ส.ค. 2569·อ่าน 6 นาที

สองทุ่ม เราไถโทรศัพท์ดูไลน์กลุ่มเพื่อนที่เรียนมัธยมด้วยกัน แล้วเจอรูปที่เพื่อนคนหนึ่งโพสต์ ลูกสาวของเขาถือใบประกาศเรียนดีเด่น ยืนยิ้มอยู่หน้าเวที แคปชั่นสั้น ๆ ว่า "ภูมิใจในตัวลูกที่สุด" มีคนกดไลก์เข้าไปสามสิบกว่าคน คอมเมนต์แสดงความยินดีเรียงกันยาว

เราวางโทรศัพท์ลง แล้วเหลือบไปมองลูกของเราที่นั่งอยู่ตรงโซฟา กำลังดูการ์ตูนเรื่องเดิมที่ดูมาสามรอบแล้ว กระเป๋านักเรียนวางอยู่ข้างเท้า การบ้านยังไม่ได้แตะเลยสักหน้า

ตรงนั้นแหละที่มันเกิดขึ้น ความรู้สึกอะไรบางอย่างหล่นวูบลงไปในท้อง ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความเศร้าเต็มตัว เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่าคืออะไร คล้ายแพ้อะไรบางอย่างเข้าไปโดยไม่รู้ตัว

ทั้งที่ไม่มีใครพูดอะไรกับเราสักคำ ไม่มีใครเอาลูกเรามาเทียบกับลูกเขา นอกจากเราเอง

เราปิดแอปนั้นไป แต่ความรู้สึกนั้นไม่ได้ปิดตามไปด้วย

สิ่งที่จุกอยู่ในอกไม่ใช่เรื่องของลูกเลย

ถ้านั่งนิ่ง ๆ แล้วถามตัวเองจริง ๆ ว่าเรากลัวอะไร คำตอบมักไม่ใช่ "ลูกเราเรียนไม่เก่ง"

คำตอบที่ลึกกว่านั้นมักเป็นคำถามที่แหลมกว่า เช่น เราเลี้ยงลูกผิดวิธีหรือเปล่า เราทำหน้าที่พ่อแม่ได้ไม่ดีพอหรือเปล่า ถ้าเพื่อนถามว่าลูกเราเรียนเป็นยังไงบ้าง เราจะตอบยังไงให้ไม่รู้สึกอาย

สังเกตดูดี ๆ ความอึดอัดที่เกิดขึ้น ไม่ได้อยู่ที่ตัวลูก แต่อยู่ที่ตัวเรา มันคือความกลัวที่ว่าเราจะถูกตัดสิน ผ่านฝีมือการเลี้ยงลูกของเราเอง

บางคนพอนึกทบทวนลึกลงไปอีก จะเจอเรื่องเก่ากว่านั้น เจอความทรงจำวัยเด็กของตัวเองที่เคยถูกพ่อแม่เอาไปเทียบกับลูกคนอื่น เทียบกับพี่ เทียบกับเพื่อนบ้าน แล้วความรู้สึกด้อยค่าตอนนั้นก็ยังฝังอยู่ในตัวจนถึงวันนี้

พอเรามีลูกเอง ความกลัวเก่านั้นก็โผล่กลับมา แต่คราวนี้สวมหน้ากากใหม่ เป็นความกลัวที่ว่าลูกเราจะต้องเจอความรู้สึกแบบเดียวกับที่เราเคยเจอ

ที่จริงเราไม่ได้อิจฉาเด็กคนนั้นเลยสักนิด เราแค่กลัวสิ่งที่อยู่ในหัวเราเอง เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในไลน์กลุ่มเมื่อครู่นี้เอง เป็นแค่ตัวจุดไฟให้เรื่องเก่าลุกขึ้นมาอีกครั้ง

ลูกยังนั่งดูการ์ตูนอยู่ตรงนั้น เขาไม่รู้อะไรเลยว่าในหัวเรากำลังมีพายุลูกหนึ่งพัดผ่าน

พระพุทธเจ้าเรียกความรู้สึกแบบนี้ว่าอะไร

ในคำสอนพุทธศาสนา มีคำหนึ่งที่พูดถึงอาการนี้ตรง ๆ เรียกว่า "มานะ" ความหมายไม่ได้แปลว่าความอุตสาหะแบบที่เราใช้กันในภาษาไทยปัจจุบัน แต่หมายถึงอาการที่ใจเผลอเอาตัวเองไปวัดกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา

มานะไม่ได้มีแค่แบบเดียว ท่านแบ่งไว้สามแบบ คือ รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าเขา รู้สึกว่าตัวเองเท่าเขา และรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าเขา

ฟังดูอาจแปลกที่ "รู้สึกด้อยกว่า" ก็ยังถูกจัดเป็นมานะเหมือนกัน แต่ท่านมองว่าทั้งสามแบบมีรากเดียวกัน คือใจที่ยังวัดตัวเองผ่านคนอื่นอยู่ ไม่ว่าผลจะออกมาว่าเราเหนือกว่า เท่ากัน หรือด้อยกว่า ใจดวงนั้นก็ยังไม่เป็นอิสระอยู่ดี

เพราะพรุ่งนี้ถ้ามีอีกโพสต์หนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกเหนือกว่าคนอื่นบ้าง ใจก็จะพองขึ้นมาแทน แล้วก็ต้องรอวันที่มีอีกโพสต์มาทำให้ใจแฟบลงอีก วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่จบสักที

ในพระธรรมบทมีบทหนึ่งที่ท่านตรัสไว้สั้น ๆ แต่ตรงประเด็นมาก

ไม่พึงมองดูความผิดของคนอื่น ไม่พึงมองว่าเขาทำแล้วหรือยังไม่ได้ทำอะไร พึงพิจารณาแต่สิ่งที่ตนทำแล้วและยังไม่ได้ทำเท่านั้น

ท่านไม่ได้บอกว่าห้ามมองคนอื่นเลย เพราะเป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง เราเห็นโพสต์ของเพื่อน เราเห็นลูกคนอื่นสอบได้ที่หนึ่ง เห็นแล้วก็คือเห็นแล้ว

แต่ท่านชี้ว่า จุดที่ใจควรอยู่หลังจากนั้น ไม่ใช่การเอาสิ่งที่เห็นมาวัดค่าตัวเอง แต่คือการหันกลับมาดูว่า วันนี้เราได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง และยังมีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ

จากตัวเรา ไม่ใช่จากตัวคนอื่น

ต้นมะม่วงกับต้นทุเรียนที่ปลูกวันเดียวกัน

ลองนึกภาพสวนหลังบ้านหลังหนึ่ง เจ้าของสวนปลูกต้นมะม่วงกับต้นทุเรียนไว้ในวันเดียวกัน รดน้ำเท่ากัน ใส่ปุ๋ยเท่ากัน ดูแลด้วยความรักเท่ากันทั้งสองต้น

ผ่านไปสามปี ต้นมะม่วงเริ่มออกลูกแล้ว ลูกดกเต็มต้น ส่วนต้นทุเรียนยังไม่มีลูกให้เห็นสักใบ มีแต่ใบเขียว ๆ กับลำต้นที่สูงขึ้นทีละนิด

ถ้าเจ้าของสวนยืนมองแล้วคิดว่าต้นทุเรียนล้มเหลว ต้องรีบไปเปลี่ยนดิน เปลี่ยนปุ๋ย เปลี่ยนวิธีรดน้ำให้เหมือนต้นมะม่วง เขาจะพลาดสิ่งสำคัญไปข้อหนึ่ง

ทุเรียนไม่ได้ออกลูกช้ากว่ามะม่วงเพราะมันแย่กว่า มันแค่เป็นต้นไม้คนละชนิด มีจังหวะของมันเอง บางต้นให้ผลเร็ว บางต้นต้องรอนานกว่าจะเห็นผล แต่พอออกผลแล้ว ทุเรียนก็มีคุณค่าในแบบของมันเอง ไม่ต่ำกว่ามะม่วงเลยสักนิด

ลูกของเพื่อนกับลูกของเราก็เหมือนต้นไม้สองชนิดที่ปลูกในสวนคนละแปลง ดินคนละแบบ แดดคนละทิศ แม้จะรดน้ำด้วยความรักเท่ากัน ผลที่ออกมาก็ไม่จำเป็นต้องหน้าตาเหมือนกัน หรือออกมาในเวลาเดียวกัน

สิ่งที่เราทำได้จริง ๆ ไม่ใช่การเร่งให้ต้นไม้ของเราออกผลตามจังหวะของต้นอื่น แต่คือการเรียนรู้ว่าต้นไม้ต้นนี้ ต้นที่อยู่ตรงหน้าเรา เป็นต้นแบบไหน ต้องการอะไร แล้วดูแลมันตามที่มันเป็น

เอาความรู้สึกนี้ไปใช้ในบ้านเรา

สิ่งแรกที่ทำได้ตอนที่ความรู้สึกแบบนั้นเกิดขึ้น คือให้เวลาตัวเองสังเกตมันสักครู่หนึ่งก่อน แทนที่จะรีบผลักมันออกไปหรือรีบเก็บกดไว้ ลองอยู่กับมันเฉย ๆ สักสิบวินาที รู้ว่าตอนนี้ใจกำลังหล่นวูบอยู่ แค่รู้เท่านั้นพอ ไม่ต้องรีบตัดสินว่าความรู้สึกนี้ดีหรือไม่ดี เพราะการรู้ทันมันตั้งแต่ต้น จะทำให้เราไม่พาความรู้สึกนั้นไปลงที่ลูกโดยไม่รู้ตัว อย่างการดุลูกแรงกว่าปกติในเย็นวันนั้น ทั้งที่ลูกไม่ได้ทำอะไรผิดไปกว่าเดิมเลย

อย่างที่สอง ลองแยกให้ออกระหว่าง "สิ่งที่เกิดขึ้นจริง" กับ "เรื่องที่เราแต่งต่อ" เหมือนที่เคยพูดถึงเรื่องคำพูดที่คนอื่นพูดแล้วเราเก็บมาคิดต่อ ในกรณีนี้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงมีแค่ประโยคเดียว คือเพื่อนโพสต์รูปลูกถือใบประกาศ ส่วนที่เหลือทั้งหมด ที่ว่าเราเลี้ยงลูกผิด ที่ว่าลูกเราจะสู้คนอื่นไม่ได้ ที่ว่าอนาคตเขาจะลำบาก ทั้งหมดนั้นเราแต่งขึ้นเองในหัว ลองเขียนใส่กระดาษดูก็ได้ว่าข้อเท็จจริงมีแค่บรรทัดเดียว ส่วนที่เหลือคือเรื่องที่เราคิดต่อ

อย่างที่สาม ลองมองลูกของเราให้เห็นสิ่งที่เขาเป็นจริง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่เขาไม่เป็น ลองใช้เวลาสักสิบนาทีในตอนเย็น สังเกตว่าวันนี้เขาทำอะไรได้ดีขึ้นกว่าเมื่อวานบ้าง ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน อาจจะเป็นแค่ว่าเขาช่วยเก็บจานเอง หรือเล่นกับน้องได้นานขึ้นโดยไม่ทะเลาะกัน สิ่งเล็ก ๆ แบบนี้มักถูกมองข้ามไปเพราะมันไม่มีใบประกาศให้ถ่ายรูปลงไลน์ แต่มันคือความเติบโตจริงของเขา ในจังหวะของเขา

อย่างที่สี่ ถ้าเห็นว่ากลุ่มไลน์หรือฟีดโซเชียลบางกลุ่มทำให้ใจเราแบบนี้บ่อยเกินไป ลองปิดการแจ้งเตือนสักพักในช่วงที่ใจยังไม่นิ่ง ไม่ต้องถึงกับออกจากกลุ่ม แค่ให้ตัวเองมีระยะห่างจากมันบ้าง เหมือนคนที่รู้ตัวว่าแพ้อาหารบางอย่าง ก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความแข็งแกร่งด้วยการกินมันทุกวัน

สิ่งเหล่านี้ทำแล้วอาจไม่หายจุกในทันที แต่ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ ใจจะเริ่มแยกออกเองว่า ความสำเร็จของเด็กคนอื่นไม่ได้ลดค่าของลูกเราลงเลยแม้แต่น้อย

คืนนี้ยังอาจรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้าง

ถ้าคืนนี้เรายังแอบมองลูกแล้วรู้สึกจุกอยู่บ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเรารักลูกน้อยลง มันแปลว่าเรากำลังกลัวในฐานะพ่อแม่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่พ่อแม่แทบทุกคนเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น

ลูกที่นั่งดูการ์ตูนอยู่ตรงนั้น ไม่รู้เรื่องใบประกาศของใครทั้งนั้น เขารู้แค่ว่าพรุ่งนี้เช้าจะมีคนปลุกเขาไปโรงเรียน แล้วมีคนรอรับเขากลับบ้านตอนเย็น

แค่นั้นก็เป็นสิ่งที่เขาต้องการจากเราแล้ว ไม่ใช่ใบประกาศใบไหน