คืนที่ลูกถามว่าตาไปอยู่ไหน
คืนนั้นกลับจากวัดกันแล้ว ธูปเทียนที่จุดให้ตาก็ดับไปตั้งแต่ตอนบ่าย เสื้อผ้าสีดำที่ใส่ไปงานก็ถอดแขวนไว้ที่ราวแล้ว
บ้านกลับมาเงียบเหมือนเดิม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีแค่ที่นั่งประจำของตาข้างหน้าทีวีที่ยังว่างอยู่
ลูกชายวัยหกขวบเดินมานั่งชิดตักตอนจะเข้านอน มือเล็ก ๆ กำชายเสื้อเราไว้แน่น แล้วถามเบา ๆ ว่า "ตาไปอยู่ไหนแล้วครับ"
เรานิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะตอบไปว่าตาไปสวรรค์แล้วนะลูก คำตอบนั้นออกจากปากเร็วมาก เร็วจนตัวเราเองยังไม่ทันคิดว่ามันหมายความว่าอะไรจริง ๆ
ลูกถามต่อว่าสวรรค์อยู่ตรงไหน อยู่ไกลจากบ้านเราไหม เดี๋ยวตากลับมาหาหนูได้ไหม
เราตอบไม่ได้สักคำ ได้แต่กอดลูกไว้แน่น ๆ แล้วบอกให้หลับตานอน
คำถามที่ไม่มีใครกล้าถามดัง ๆ
ความจริงคำถามนั้นเราก็ถามตัวเองอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ไม่มีใครถามออกมาดัง ๆ ในงานศพ
ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา เราไปวัดทุกเย็น นั่งฟังพระสวด ถวายสังฆทาน กรวดน้ำ ทำทุกอย่างตามที่ผู้ใหญ่ในบ้านบอกให้ทำ ทำด้วยความรักที่มีต่อตา ไม่ได้สงสัยว่าทำแล้วได้ผลจริงไหม
แต่พอกลับมาอยู่คนเดียวตอนดึก คำถามที่กดไว้ทั้งวันก็ผุดขึ้นมา ตาไปอยู่ที่ไหนกันแน่ ท่านรู้ไหมว่าเราคิดถึง บุญที่เราทำไปถึงท่านจริงหรือเปล่า หรือมันเป็นแค่พิธีที่ทำให้คนเป็นสบายใจเฉย ๆ
ความกลัวที่แท้จริงไม่ใช่กลัวว่าตาจะไปนรก เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าตาเป็นคนดี ไม่เคยทำร้ายใคร ไม่เคยโกงใคร
ความกลัวคือกลัวว่าตาจะ "ไม่มีที่ไป" เลย กลัวว่าทุกอย่างจบแค่ตรงที่หัวใจหยุดเต้น แล้วความรักความผูกพันทั้งหมดที่มีต่อกันก็สูญไปเฉย ๆ อย่างไร้ร่องรอย เหมือนไฟที่ดับแล้วไม่เหลืออะไรอีกเลย
ถ้าเป็นแบบนั้น คำถามของลูกเมื่อกี้ก็ไม่มีคำตอบเลยจริง ๆ และคำว่า "สวรรค์" ที่เราพูดออกไปก็เป็นแค่คำปลอบใจที่กลวงเปล่า
ญาติผู้ใหญ่บางคนพูดปลอบว่าตาไปสบายแล้ว บางคนพูดว่าตาคงมาเฝ้าดูอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง แต่ละคนพูดไปคนละทาง ฟังแล้วยิ่งงงว่าจริง ๆ แล้วเรื่องนี้มีคำตอบเดียวไหม หรือแค่ใครอยากเชื่อแบบไหนก็เชื่อไป
ภพภูมิ ไม่ใช่ที่อยู่ แต่เป็นทางที่ใจกำลังไป
ในพระไตรปิฎกพูดถึงภพภูมิของสัตว์ทั้งหลายไว้ห้าอย่าง คือ นรก เดรัจฉาน เปรต มนุษย์ และเทวดา
ฟังครั้งแรกเหมือนเป็นแผนที่ห้าจังหวัดที่วิญญาณย้ายไปอยู่ แต่ถ้าอ่านให้ลึกลงไปจะเห็นว่าท่านไม่ได้พูดถึงสถานที่แบบที่เราขับรถไปถึงได้ ไม่มีป้ายบอกทาง ไม่มีเส้นแบ่งเขตแดน
ท่านพูดถึงสภาพของใจ ที่มีกรรมเป็นตัวกำหนดทิศทาง
ใจที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวไม่หยุดหย่อน เผาตัวเองอยู่ทุกวัน ก็มีสภาพใกล้กับนรก ใจที่หิวโหยไม่รู้จักพอ ได้เท่าไหร่ก็ไม่เคยรู้สึกอิ่ม ก็มีสภาพใกล้กับเปรต ใจที่ทำอะไรตามสัญชาตญาณอย่างเดียวไม่ทันคิด ก็ใกล้กับเดรัจฉาน ใจที่มีสติรู้ตัว เลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ ก็คือมนุษย์ ใจที่เบาสบาย อิ่มใจในความดีที่ทำ ไม่ต้องรอให้ใครมาชม ก็ใกล้กับเทวดา
ในธรรมบทมีคาถาบทหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตั้งแต่ต้นคัมภีร์เลยว่า
ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ ถ้าพูดหรือทำด้วยใจที่เศร้าหมอง ทุกข์ย่อมตามเขาไป เหมือนล้อเกวียนหมุนตามรอยเท้าโคที่ลากมันไป ถ้าพูดหรือทำด้วยใจที่ผ่องใส สุขย่อมตามเขาไป เหมือนเงาที่ไม่พรากจากตัว
ท่านไม่ได้บอกว่าตายแล้วจะไปไหน ท่านบอกว่าใจแบบไหนพาไปทางไหน คำตอบอยู่ในตัวเราเองมาตลอด ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล
และในบทสวดที่พระให้ญาติโยมพิจารณาแทบทุกวัดทั่วประเทศ มีท่อนหนึ่งว่า
เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
ฟังดูเหมือนเป็นคำเตือน แต่จริง ๆ แล้วเป็นคำที่ให้ความหวัง เพราะมันแปลว่าไม่มีใครอื่นมากำหนดว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน ไม่ใช่ดวงชะตา ไม่ใช่การลงโทษจากใคร ไม่ใช่ใครมานั่งตัดสิน มีแต่สิ่งที่เราเลือกทำเองเท่านั้นที่เป็นคนพาทาง
ตาของเราก็เหมือนกัน ไม่มีใครมานั่งตัดสินว่าตาควรไปไหน สิ่งที่พาตาไปคือชีวิตทั้งชีวิตที่ตาใช้มา ความใจดีที่ตามีให้คนรอบข้าง ความขยันที่ตาทำมาหากินเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานมาหลายสิบปี
เปลวเทียนที่จุดต่อกัน
มีภาพหนึ่งที่ครูบาอาจารย์สมัยก่อนชอบใช้อธิบายเรื่องนี้ให้เข้าใจง่าย
ลองนึกถึงเทียนเล่มหนึ่งที่กำลังจะไหม้หมด ไส้เทียนสั้นลงเรื่อย ๆ เปลวไฟกำลังจะดับในอีกไม่กี่นาที
ถ้าเราเอาเทียนอีกเล่มมาจุดต่อจากเปลวนั้นก่อนที่มันจะดับ เปลวไฟใหม่ก็ลุกโพลงขึ้นมาทันที ไม่มีช่วงที่มืดสนิทคั่นกลาง
ถามว่าเปลวไฟเล่มใหม่นี้ เป็นเปลวเดียวกับเล่มเก่าไหม ก็ไม่เชิง เพราะมันลุกอยู่บนไส้เทียนคนละเล่ม บนขี้ผึ้งคนละก้อน
แต่จะบอกว่าไม่เกี่ยวกันเลยก็ไม่ใช่ เพราะถ้าไม่มีเปลวเก่า เปลวใหม่ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ความร้อน ความสว่าง จังหวะที่จุดต่อ ทุกอย่างสืบเนื่องมาจากเล่มก่อนทั้งสิ้น
สิ่งที่ทำให้เปลวไฟใหม่ลุกสว่างมากหรือน้อย ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับดวงหรือโชค แต่ขึ้นอยู่กับไส้เทียนเล่มเก่าตอนที่มันยังไหม้อยู่ ว่าไหม้ด้วยขี้ผึ้งแบบไหน มีลมพัดกวนแรงแค่ไหน มีคนคอยป้องกันลมให้บ้างไหม
ชีวิตของตาก็เหมือนเทียนเล่มหนึ่งที่ไหม้มาแปดสิบกว่าปี ไหม้ด้วยความขยัน ความเมตตา บางช่วงก็มีลมแรงพัดจนเปลวเอียงไปบ้าง มีบางปีที่ลำบากจนเกือบดับ แต่โดยรวมแล้วไหม้อย่างสว่างพอสมควรมาตลอด
เปลวถัดไปที่ต่อจากท่าน จะเป็นแบบไหน เราคงไม่มีทางเห็นด้วยตา แต่พอจะเดาทิศทางได้จากที่เห็นตาเป็นคนแบบไหนมาทั้งชีวิต
ภาพนี้อาจไม่ได้ตอบคำถามของลูกได้ตรง ๆ ว่าตาอยู่ตรงไหนบนแผนที่ แต่มันตอบคำถามที่ลึกกว่านั้น คือความรักความดีที่ตามีให้คนอื่นไม่ได้หายไปไหนพร้อมกับลมหายใจสุดท้าย มันสืบต่อไปในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอ
สิ่งที่พอทำได้ในตอนนี้
จะว่าไปแล้ว คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ "ตาไปอยู่ที่ไหน" แต่เป็น "เราจะอยู่กับความคิดถึงตานี้ยังไง" ต่างหาก
สิ่งหนึ่งที่พอทำได้ทุกวันคือลองสังเกตใจตัวเองเป็นระยะ ๆ ว่าตอนนี้ใจกำลังอยู่ในสภาพไหนของห้าอย่างที่พูดถึงไปข้างต้น ตอนที่รถติดแล้วบีบแตรใส่คนข้างหน้า ลองถามตัวเองเบา ๆ ว่าใจตอนนั้นใกล้นรกแค่ไหน ตอนที่เห็นโพสต์ของคนอื่นแล้วรู้สึกอยากได้บ้างจนใจไม่สงบ ใจตอนนั้นใกล้เปรตแค่ไหน ไม่ต้องตัดสินตัวเองแรง ๆ แค่รู้เฉย ๆ ก็พอ เพราะแค่รู้ทันว่าใจกำลังเอียงไปทางไหน ก็เป็นจุดที่พอจะดึงกลับมาได้ทันเวลา ก่อนที่มันจะกลายเป็นนิสัยติดตัวไปเรื่อย ๆ
อีกอย่างที่ทำได้คือเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องกรวดน้ำอุทิศบุญเสียใหม่ ไม่ใช่การส่งพัสดุไปให้คนที่จากไป แล้วกังวลว่าจะถึงหรือไม่ถึง แต่เป็นการที่เรารำลึกถึงความดีของท่าน แล้วตั้งใจทำสิ่งดี ๆ ในนามของความทรงจำนั้น ทำบุญที่ตาชอบทำตอนยังอยู่ ช่วยเหลือคนที่ตาเคยห่วงใย พาหลานไปทำสิ่งที่ตาเคยพาไปทำ นี่ก็เป็นการอุทิศที่จริงพอ ๆ กับการกรวดน้ำที่วัด และทำได้ทุกวันไม่ใช่แค่วันครบรอบเดียว
และเมื่อลูกถามคำถามแบบที่ถามเราคืนนั้นอีก ไม่จำเป็นต้องรีบตอบให้จบในประโยคเดียว ลองเล่าให้ลูกฟังว่าตาเป็นคนแบบไหน ตาเคยทำอะไรดี ๆ ให้ใครบ้าง แล้วบอกลูกว่าความดีแบบนั้นแหละที่จะพาตาไปในที่ที่ดี คำตอบแบบนี้อาจไม่สั้นกระชับเท่าคำว่า "สวรรค์" แต่จริงกว่า และเป็นคำตอบที่ลูกจะเข้าใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามวัยที่โตขึ้น ไม่ต้องอธิบายให้จบในคืนเดียว
คืนต่อมาลูกถามอีกครั้งว่าตาไปอยู่ไหน
รอบนี้เราลงไปนั่งข้าง ๆ แล้วเล่าให้ฟังว่าตาเคยขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งข้าวให้เพื่อนบ้านที่ป่วยทุกเช้าอยู่พักหนึ่ง โดยไม่มีใครขอให้ทำ และไม่เคยเอ่ยปากบอกใครด้วยซ้ำ
ลูกฟังเงียบ ๆ แล้วยิ้มนิดหนึ่ง ไม่ได้ถามต่อว่าสวรรค์อยู่ตรงไหนอีกแล้ว
เรานั่งอยู่ตรงนั้นอีกพักหนึ่งหลังลูกหลับ มองเปลวเทียนเล็ก ๆ ที่จุดไว้หน้ารูปตาบนหิ้ง แสงมันสั่นนิดหนึ่งตามลมที่พัดผ่านหน้าต่าง แล้วก็นิ่งสว่างต่อไปเหมือนเดิม
