ศีล 5 ไม่ใช่กฎห้าม แต่คือรั้วที่กันใจเราไว้
สามทุ่มคืนวันศุกร์ มือถือสั่นขึ้นมาหนึ่งครั้ง เป็นข้อความจากแม่ ถามว่าพรุ่งนี้จะไปงานทำบุญบ้านป้าไหม
เรานั่งเงียบอยู่พักหนึ่ง แล้วพิมพ์ตอบไปว่า พรุ่งนี้มีประชุมด่วนที่ทำงาน ไปไม่ได้
ความจริงคือไม่มีประชุมอะไรเลย แค่ไม่อยากไปนั่งฟังญาติถามเรื่องงานเรื่องแต่งงานอีกรอบ
กดส่งไปแล้ว แม่ตอบกลับมาว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวไปแทน
เรื่องจบแค่นั้น ไม่มีใครจับได้ ไม่มีใครเสียหาย
แต่พอวางมือถือลง มีอะไรบางอย่างในอกที่ไม่เข้าที่ เหมือนใส่รองเท้าผิดข้างแล้วเดินไปได้ แต่รู้สึกได้ทุกก้าว
ลองมาดูกันว่าความรู้สึกไม่เข้าที่นั้นมันมาจากไหน
ไม่ใช่กลัวแม่จับได้ เพราะแม่ไม่มีทางรู้ ไม่ใช่กลัวบาป เพราะตอนพิมพ์ข้อความนั้นเราไม่ได้คิดถึงเรื่องบาปเลยสักนิด
สิ่งที่เกิดขึ้นเล็กกว่านั้นแต่ก็ลึกกว่านั้น
เราแค่รู้ตัวว่า สิ่งที่พูดออกไปกับสิ่งที่เป็นจริงในใจ มันคนละเรื่องกัน และเราเป็นคนสร้างช่องว่างนั้นขึ้นมาเอง
ช่องว่างเล็ก ๆ แบบนี้ ถ้าเกิดครั้งเดียวก็อาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่ามันเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด
โกหกเล็ก ๆ เพื่อเลี่ยงงาน พูดเกินจริงนิดหน่อยตอนเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง หยิบของออฟฟิศติดมือกลับบ้านโดยไม่คิดว่าเป็นการขโมย พูดจาแรง ๆ ใส่คนในบ้านตอนหงุดหงิด
แต่ละอย่างเล็กจนดูไม่มีน้ำหนัก แต่พอสะสมกันไปเรื่อย ๆ สิ่งที่หายไปไม่ใช่ภาพลักษณ์ต่อหน้าคนอื่น
เป็นความไว้ใจตัวเองต่างหากที่ค่อย ๆ บางลง
เหมือนเรารู้ทั้งรู้ว่าตอนพูดกับแม่ เราไม่ได้เป็นตัวเองเต็มร้อย มีอีกคนหนึ่งที่คอยเลือกคำ คอยกันไม่ให้ความรู้สึกจริงหลุดออกมา
คนคนนั้นเหนื่อยกว่าคนที่พูดตรง ๆ เสมอ เพราะต้องจำบทที่ตัวเองแต่งขึ้นเอง แล้วรักษาบทนั้นไว้ให้สม่ำเสมอในทุกครั้งที่มีคนถามซ้ำ
ศีลไม่ใช่กฎที่มีคนคอยจับผิด
หลายคนโตมากับความเข้าใจว่าศีล 5 คือกฎห้ามห้าข้อ ห้ามฆ่า ห้ามลัก ห้ามผิดลูกผิดเมียเขา ห้ามพูดเท็จ ห้ามกินเหล้า
ฟังดูเหมือนกฎของโรงเรียน ทำผิดแล้วมีคนคอยจับ มีบทลงโทษรออยู่
แต่ถ้าอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ลึกลงไปอีกชั้น จะเห็นว่าท่านไม่ได้พูดถึงศีลในแง่กฎ
ท่านพูดถึงศีลในแง่ของสิ่งที่เราให้
มีคำสอนตอนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าอธิบายว่า คนที่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ได้แค่ทำตามกฎ แต่กำลังให้ของขวัญบางอย่างแก่สัตว์ทั้งปวง
ผู้ใดงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผู้นั้นชื่อว่าให้ความไม่มีภัยแก่สัตว์ทั้งปวง ให้ความไม่มีเวรแก่สัตว์ทั้งปวง และตนเองก็ย่อมได้รับส่วนแห่งความไม่มีภัยไม่มีเวรนั้นด้วย
คำสอนนี้เรียกกันว่าเบญจทาน คือของขวัญห้าอย่างที่คนถือศีล 5 มอบให้โลกอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว
ให้ความปลอดภัยในชีวิต ให้ความไว้ใจในทรัพย์สิน ให้ความมั่นคงในครอบครัวของกันและกัน ให้ความเชื่อใจได้ในคำพูด และให้สติที่ยังอยู่ครบเวลาต้องตัดสินใจ
ตรงนี้เองที่ทำให้มุมมองพลิกไปคนละด้าน ศีลไม่ใช่สิ่งที่ทำเพื่อไม่ให้ใครมาลงโทษเรา แต่เป็นสิ่งที่เราให้คนรอบตัวก่อน แล้วผลของมันย้อนกลับมาที่ตัวเราเองในภายหลัง
คนที่รู้ว่าตัวเองไม่โกหก จะนอนหลับสนิทกว่าคนที่ต้องคอยจำว่าเมื่อกี้พูดอะไรไปกับใคร
คนที่รู้ว่าตัวเองไม่หยิบของใคร จะเดินผ่านของมีค่าคนอื่นได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องคอยระวังสายตาตัวเอง
ท่านพุทธทาสภิกขุเคยอธิบายคำว่าศีลไว้อย่างเรียบง่ายว่า ศีลแปลตามรากศัพท์เดิมว่าปกติ คนมีศีลคือคนที่กายและวาจาอยู่ในภาวะปกติ ไม่กระเพื่อม ไม่ต้องปิดบัง ไม่ต้องคอยแก้ตัว
พระพุทธเจ้าเองก็เคยสรุปหัวใจของคำสอนทั้งหมดไว้สั้น ๆ ว่า
การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตใจให้ผ่องใส นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ศีลคือขั้นแรกของประโยคนั้น การไม่ทำบาปทั้งปวง ก่อนจะไปถึงกุศล ก่อนจะไปถึงจิตผ่องใส ต้องเริ่มจากตรงนี้ก่อน
ไม่ใช่เพราะศีลสำคัญที่สุด แต่เพราะถ้าฐานตรงนี้ไม่นิ่ง ชั้นที่สูงกว่าจะตั้งอยู่ไม่ได้เลย
จะนั่งสมาธิให้นิ่งแค่ไหน ถ้าตอนเย็นยังโกหกใครไว้ ใจก็จะแอบวนกลับไปคิดเรื่องนั้นอยู่ดี ศีลจึงไม่ใช่ขั้นต่ำที่มาก่อนเรื่องใหญ่ ๆ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องใหญ่ ๆ อย่างสมาธิและปัญญาเกิดขึ้นได้จริง
รั้วที่ไม่ได้กันเราออก แต่กันใจเราไว้
ลองนึกถึงบ้านที่มีรั้วรอบสวน
รั้วนั้นไม่ได้มีไว้ขังคนในบ้าน เจ้าของบ้านเดินเข้าเดินออกได้ตามปกติทุกวัน
แต่รั้วมีไว้กันหมาข้างบ้านไม่ให้เข้ามาคุ้ยถังขยะ กันเด็กเล็กไม่ให้เดินหลงออกไปกลางถนนตอนเผลอ กันให้ต้นไม้ที่ปลูกไว้เติบโตโดยไม่มีอะไรมาเหยียบย่ำ
คืนไหนที่รั้วพัง คนในบ้านจะนอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะกลัวขโมยอย่างเดียว แต่เพราะรู้ว่าตอนนี้ทุกอย่างเปิดโล่ง อะไรจะเข้ามาก็ได้ อะไรจะออกไปก็ได้ ไม่มีขอบเขตให้อุ่นใจอีกต่อไป
ศีล 5 ก็เป็นแบบนั้นกับใจของเรา
มันไม่ได้กันเราออกจากความสุข ไม่ได้ห้ามเราสนุกกับชีวิต
แต่มันกันความวุ่นวายบางอย่างไม่ให้ล้ำเข้ามาถึงตัว กันไม่ให้ความโกรธพาเราไปทำร้ายใคร กันไม่ให้ความอยากพาเราไปหยิบของที่ไม่ใช่ของเรา กันไม่ให้ความขี้เกียจพูดความจริงพาเราลงไปในหลุมของคำโกหกที่ต้องขุดลึกขึ้นเรื่อย ๆ
คนที่รั้วยังแข็งแรง จะเดินเข้านอนทุกคืนโดยไม่ต้องพะวงว่าเมื่อวานทำอะไรพลาดไปหรือเปล่า
นั่นคือความสงบที่ศีลให้ ไม่ใช่ความสงบแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิต แต่เป็นความสงบแบบรู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนสร้างปัญหาให้ใคร รวมถึงตัวเองด้วย
เอาศีล 5 มาอยู่ในวันธรรมดา
ไม่ต้องรอไปวัดหรือรอวันพระถึงจะเริ่มดูแลรั้วบ้านของใจได้
เริ่มจากศีลข้อที่คนมองข้ามบ่อยที่สุดก่อนก็ได้ คือคำพูด ลองสังเกตตัวเองในหนึ่งวันว่ามีกี่ครั้งที่พูดเกินจริงเพื่อให้เรื่องน่าฟังขึ้น หรือพูดน้อยกว่าความจริงเพื่อเลี่ยงความลำบากใจ ไม่ต้องรีบไปแก้ทันที แค่สังเกตเฉย ๆ ก่อนว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน ส่วนใหญ่มันจะเกิดตอนที่เรากลัวอะไรบางอย่าง กลัวถูกตำหนิ กลัวทำให้คนอื่นผิดหวัง พอเห็นความกลัวที่ซ่อนอยู่หลังคำโกหกเล็ก ๆ นั้น จะเริ่มเลือกพูดความจริงได้ง่ายขึ้นทีละนิด เพราะรู้ว่าสิ่งที่ต้องรับมือจริง ๆ คือความกลัว ไม่ใช่คำพูด
เรื่องทรัพย์สินก็เหมือนกัน ไม่ต้องรอให้ถึงขั้นขโมยของถึงจะเรียกว่าผิดศีลข้อสอง แค่หยิบปากกาที่ทำงานกลับบ้านโดยไม่ได้ตั้งใจคืน หรือใช้เวลางานไปทำเรื่องส่วนตัวโดยยังคิดค่าแรงเต็มวัน ก็เป็นการเอาของที่ไม่ใช่ของเราไปแบบเงียบ ๆ เหมือนกัน ลองใช้เวลาสักห้านาทีตอนเย็นทบทวนว่าวันนี้มีอะไรที่หยิบมาโดยไม่ได้ขอ ไม่ต้องโทษตัวเองแรง ๆ แค่รู้ตัวแล้วคืนในใจก็พอ บางทีแค่ตั้งใจคืนปากกาแท่งนั้นพรุ่งนี้เช้า ก็ทำให้รั้วตรงนั้นแข็งแรงขึ้นแล้ว
ศีลข้อที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ต้องการความใส่ใจแบบเดียวกัน ไม่ใช่แค่เรื่องนอกใจในความหมายตรงตัวเท่านั้น แต่รวมถึงการให้ความสนใจ ให้เวลา ให้หัวใจ กับคนที่เราสัญญาไว้แล้วว่าจะดูแล ถ้าวันไหนรู้สึกว่าใจเผลอไหลไปทางอื่นมากกว่าคนข้าง ๆ ลองถามตัวเองเบา ๆ ว่ากำลังหนีอะไรอยู่หรือเปล่า บางทีสิ่งที่ต้องซ่อมไม่ใช่ความสัมพันธ์ข้างนอก แต่เป็นสิ่งที่ยังคาใจอยู่ข้างในที่ยังไม่ได้คุยกันตรง ๆ
ส่วนศีลข้อที่ว่าด้วยของมึนเมา ลองมองมันในแง่ของสติมากกว่าแง่ศีลธรรม คืนไหนที่ดื่มจนขาดสติ คืนนั้นรั้วทั้งสี่ข้อที่เหลือจะอ่อนแอลงพร้อมกันหมด เพราะคนที่ขาดสติมักพูดเกินจริงได้ง่ายกว่า หยิบของคนอื่นโดยไม่ทันคิดได้ง่ายกว่า พูดจาทำร้ายคนใกล้ตัวได้ง่ายกว่า ไม่ได้บอกว่าห้ามดื่มเด็ดขาดในทุกสถานการณ์ แต่ลองรู้ขอบเขตของตัวเองว่าตรงไหนคือจุดที่สติเริ่มเลือนไป แล้วหยุดก่อนถึงจุดนั้น
ถ้าจะให้จำง่าย ๆ ลองมองศีล 5 ผ่านคำถามสามข้อนี้ก่อนจะพูดหรือทำอะไรที่ลังเล
- สิ่งที่กำลังจะทำ จะทำให้ใครเสียใจ เสียของ หรือเสียความไว้ใจไหม ถ้าคนที่เรารักที่สุดรู้เรื่องนี้ เขาจะรู้สึกยังไง และพรุ่งนี้เช้าเราจะยังมองหน้าตัวเองในกระจกได้อย่างสบายใจไหม
คืนนี้ไม่ต้องแก้ไขอะไรทั้งหมด
ข้อความที่ส่งไปหาแม่เมื่อกี้ คงยกเลิกไม่ได้แล้ว
แต่พรุ่งนี้ยังมีโอกาสอยู่ จะโทรหาแม่สักครู่ก็ได้ ไม่ต้องสารภาพเรื่องคำโกหก แค่ถามไถ่เธอเฉย ๆ ก็พอ
รั้วที่บางลงไปนิดหนึ่งเมื่อคืนนี้ ซ่อมได้เสมอ ไม่ต้องรอให้มันพังทั้งแถบถึงจะเริ่มซ่อม
แค่พรุ่งนี้เลือกพูดความจริงสักครั้งหนึ่ง ก็ถือว่าเริ่มใหม่แล้ว
รั้วที่กันใจเราไว้ ไม่ได้สร้างเสร็จในคืนเดียว และไม่มีใครสร้างมันได้สมบูรณ์ตลอดชีวิต
มีแค่ตอกไม้เพิ่มทีละแผ่น วันไหนตอกได้ก็ถือว่าวันนั้นดีพอแล้ว
