พละ 5 กำลังที่ทำให้ใจไม่ล้มง่าย ๆ
หกโมงเย็นวันศุกร์ ร้านเล็ก ๆ ที่เพิ่งเปิดมาได้สามเดือน ยังไม่มีลูกค้าเดินเข้ามาเลยสักคนตลอดทั้งวัน
เจ้าของร้านนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ มองประตูกระจกที่ไม่มีใครผลักเข้ามา
วันแรกที่ตัดสินใจเปิดร้าน ใจเต็มไปด้วยความเชื่อว่าต้องไปรอด ลงทุนเงินเก็บทั้งหมดที่มี ตื่นตีห้าไปจ่ายตลาด ปิดร้านสี่ทุ่มทุกคืนไม่มีวันหยุด ตอนนั้นถามใครก็ตอบได้เต็มปากว่าทำไมต้องเปิดร้านนี้ และเชื่อว่าอีกไม่นานคนจะรู้จักร้านนี้แน่นอน
พอเดือนที่สามมาถึง ความเชื่อนั้นเริ่มสั่นคลอน
บางวันยังฮึดสู้ คิดว่าพรุ่งนี้ต้องมีคนเข้าร้านมากขึ้นแน่ ลุกไปจัดของใหม่ ถ่ายรูปลงโซเชียล คิดโปรโมชั่นใหม่จนดึกดื่น บางวันนั่งเฉย ๆ ทั้งบ่าย ไม่อยากจัดของ ไม่อยากเปิดไฟป้าย รู้สึกว่าทำไปก็เท่านั้น
คืนนั้นเจ้าของร้านนั่งปิดบัญชี ตัวเลขไม่สวยเหมือนเดิม มือหนึ่งถือเครื่องคิดเลข อีกมือหนึ่งเลื่อนมือถือดูว่าร้านอื่นเขาขายดีกันยังไง ยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่าตัวเองพลาดอะไรไปสักอย่าง แต่ก็บอกไม่ถูกว่าพลาดตรงไหน
ใจแกว่งไปมาแบบนี้ทุกคืน เดี๋ยวเชื่อสุดตัว เดี๋ยวหมดแรงสุดขีด
ใจที่แกว่งไปมาแบบนี้ ไม่ได้ผิดปกติ
เรื่องที่เกิดกับเจ้าของร้านคนนี้ ไม่ได้เกิดกับคนทำธุรกิจอย่างเดียว
คนที่ดูแลพ่อแม่ป่วยติดเตียงมาหลายปีก็เป็น บางวันมีแรงทำทุกอย่างด้วยใจที่อยากดูแลท่านให้ดีที่สุด ป้อนข้าว เช็ดตัว พลิกตัวให้ทุกสองชั่วโมงโดยไม่บ่นสักคำ บางวันแค่ได้ยินเสียงกริ่งเรียกก็อยากปิดหูวิ่งหนี
คนที่กำลังฝึกตัวเองให้เลิกนิสัยเดิม ๆ ก็เป็น สัปดาห์แรกตั้งใจเต็มร้อย ตื่นเช้าออกกำลังกาย กินอาหารให้ตรงเวลา สัปดาห์ที่สามกลับไปทำเหมือนเดิมแล้วรู้สึกแย่กับตัวเองซ้ำสอง ทั้งที่เมื่อสัปดาห์ก่อนยังมั่นใจว่าครั้งนี้จะไม่ล้มเหมือนทุกครั้ง
สังเกตดูดี ๆ จะเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีแรงอย่างเดียว บางทีมีแรงเกินจนทำจนตัวเองพัง บางทีมีความเชื่อเกินจนมองไม่เห็นความจริงตรงหน้า บางทีนั่งนิ่งจนกลายเป็นเฉื่อยชา ไม่ใช่สงบ บางทีคิดแต่เรื่องเดิมซ้ำ ๆ จนแยกไม่ออกว่านั่นคือการใคร่ครวญหรือแค่วนอยู่ในความกลัว
เหมือนกับใจมีเครื่องมืออยู่หลายชิ้น แต่ใช้ไม่ถูกจังหวะ บางชิ้นทำงานหนักเกินไปจนสึก บางชิ้นถูกทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่เคยได้ใช้เลย
ห้ากำลังที่พระพุทธเจ้าสอนไว้
เรื่องที่ใจแกว่งแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่
ในพระไตรปิฎกมีสูตรหนึ่งชื่อ พลสูตร ที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงกำลังห้าอย่างที่ทำให้จิตของคนเราตั้งมั่นได้ ไม่ล้มง่าย ๆ ท่านเรียกกำลังนี้ว่า พละ ซึ่งแปลตรงตัวว่ากำลัง เป็นกำลังฝ่ายใน ไม่ใช่กำลังแขนขาที่ยกของหนักได้ แต่เป็นกำลังที่ทำให้ใจไม่ล้มกลางทางเวลาชีวิตยากขึ้น
กำลังอย่างแรกคือความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ ท่านเรียกว่า ศรัทธา ไม่ใช่ความเชื่อแบบหลับหูหลับตา ไม่ใช่การเชื่อทุกอย่างที่มีคนบอก แต่เป็นความมั่นใจว่าสิ่งที่ทำอยู่มีเหตุมีผลรองรับ ทำแล้วมีทางไปต่อได้จริง
กำลังอย่างที่สองคือแรงที่ทำให้ลุกขึ้นทำต่อ แม้เมื่อวานจะล้มเหลว แม้วันนี้จะเหนื่อยกว่าเมื่อวาน แรงชนิดนี้ไม่ใช่แรงที่ระเบิดออกมาทีเดียวจนหมด แต่เป็นแรงที่ค่อย ๆ จ่ายออกมาทีละนิดได้นาน ๆ
กำลังอย่างที่สามคือความรู้ตัวอยู่กับสิ่งที่กำลังทำ ไม่ใช่ทำไปเรื่อย ๆ แบบไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ หรือปล่อยให้มือทำอย่างหนึ่งแต่หัวคิดอีกเรื่องหนึ่งตลอดเวลา
กำลังอย่างที่สี่คือใจที่ตั้งมั่น ไม่วอกแวกไปกับทุกอย่างที่โผล่เข้ามาระหว่างวัน ไม่ใช่ใจที่แข็งจนไม่รู้สึกอะไร แต่เป็นใจที่นิ่งพอจะฟังสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ถูกลากไปทุกทิศทุกทาง
และกำลังอย่างสุดท้ายคือปัญญา ความเข้าใจที่มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามที่มันเป็นจริง ไม่ใช่ตามที่ใจอยากให้เป็น เห็นว่าอะไรอยู่ในมือเรา อะไรไม่ได้อยู่ในมือเรา
ท่านไม่ได้สอนให้มีกำลังใดกำลังหนึ่งมากที่สุด แต่สอนให้ทั้งห้าอย่างนี้คอยประคองกันเอง ถ้าเชื่อมากไปโดยไม่มีปัญญากำกับ ก็เสี่ยงเชื่อผิดที่ผิดทาง หลงทำสิ่งที่ไม่มีทางไปรอดต่อโดยไม่รู้ตัว ถ้าออกแรงมากไปโดยไม่มีใจตั้งมั่น ก็เสี่ยงทำจนหมดแรงกลางทางโดยไม่ทันรู้ตัวว่าตัวเองกำลังเผาตัวเองอยู่
เจ้าของร้านที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์คืนนั้น ไม่ได้ขาดความเชื่อ และไม่ได้ขาดความพยายาม สิ่งที่ขาดคือความรู้ตัวที่จะสังเกตว่า ตอนนี้กำลังไหนกำลังทำงานหนักเกินไป และกำลังไหนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ในธรรมบทมีคำสอนบทหนึ่งพูดถึงจิตที่ฝึกมาดีไว้ว่า
จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้
ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าต้องฝึกให้จิตแข็งแรงในคืนเดียว แต่บอกว่าจิตที่ผ่านการฝึกฝนมาสม่ำเสมอ จะพาตัวเองไปสู่ความสุขได้เอง โดยที่เราไม่ต้องบังคับมันตลอดเวลา และไม่ต้องรอให้ทุกอย่างรอบตัวลงตัวก่อนถึงจะเริ่มฝึกได้
ต้นไม้ต้นเดียวกัน รดน้ำคนละแบบ
ลองนึกภาพต้นไม้ต้นหนึ่งที่เพิ่งลงกล้าใหม่ ๆ ในกระถางเล็ก ๆ ริมหน้าต่าง
คนปลูกที่เชื่อว่าต้นไม้จะโตแน่นอน แต่ไม่มีความเข้าใจเรื่องต้นไม้เลย มักจะรดน้ำทุกชั่วโมงเพราะกลัวมันแห้งตาย รดจนดินแฉะ รดจนรากเน่า สุดท้ายต้นที่ตายไปก็ตายเพราะความรักที่มากเกินพอดี
คนปลูกที่ขยันเกินไป อาจจะไปเขี่ยดินดูรากทุกวันว่าโตหรือยัง อยากเห็นความคืบหน้าให้ไวที่สุด จนต้นกล้าที่เพิ่งลงดินไม่มีวันตั้งตัวได้เลยสักครั้ง
คนปลูกที่ไม่มีความเชื่อเลยว่ามันจะโต พอฝนตกหนักสองวันก็เลิกดูแล คิดว่าธรรมชาติจัดการเองได้ ปล่อยให้ต้นไม้จมน้ำตายไปเองอย่างเงียบ ๆ
ต้นไม้ต้นเดียวกัน ตายได้ด้วยเหตุคนละแบบ
ต้นไม้ที่รอดและโตได้จริง มักมาจากคนปลูกที่เชื่อว่ามันจะโต รดน้ำสม่ำเสมอไม่ขาดไม่เกิน คอยดูอยู่ห่าง ๆ ด้วยความรู้ตัว ใจไม่วอกแวกไปกับทุกสัญญาณเล็ก ๆ ที่เห็น และรู้จักสังเกตว่าเมื่อไหร่ควรรดน้ำเพิ่ม เมื่อไหร่ควรปล่อยให้ดินแห้งบ้าง
ใจของเราก็เหมือนต้นกล้าต้นนั้น ต้องการทั้งความเชื่อ ทั้งแรง ทั้งความรู้ตัว ทั้งความนิ่ง และทั้งความเข้าใจ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป ต้นไม้ก็โตแบบเอียง ๆ หรือไม่โตเลย และบางทีก็ตายไปทั้งที่คนปลูกรักมันที่สุดก็ได้
เอากลับไปใช้ตอนใจแกว่ง
ตอนเช้าก่อนเริ่มวัน ลองใช้เวลาสักหนึ่งนาทีถามตัวเองตรง ๆ ว่าสิ่งที่กำลังจะทำวันนี้ ทำเพราะเชื่อว่ามันดี หรือทำเพราะกลัวว่าถ้าไม่ทำแล้วจะแย่ ทั้งสองอย่างพาให้ลงมือทำเหมือนกัน แต่พาไปคนละทาง ความเชื่อพาให้เดินต่อได้นาน ความกลัวพาให้หมดแรงเร็ว และมักพาให้ตัดสินใจผิดพลาดโดยไม่รู้ตัวด้วย
ตอนที่รู้สึกฮึดสุดตัวจนอยากทำทุกอย่างในคราวเดียว ให้ลองหยุดสักครู่ แล้วเลือกทำแค่เรื่องเดียวที่จำเป็นที่สุดในตอนนั้น ทำให้เสร็จ แล้วค่อยดูว่ายังมีแรงเหลือไหม แรงที่ใช้แบบประหยัดจะอยู่ได้นานกว่าแรงที่ทุ่มหมดหน้าตักในคราวเดียว เหมือนคนวิ่งมาราธอนที่ต้องแบ่งแรงตั้งแต่กิโลเมตรแรก ไม่ใช่วิ่งเต็มที่ตั้งแต่ออกตัว
ตอนบ่ายที่รู้สึกเหนื่อยจนอยากทิ้งทุกอย่าง ให้ลองวางมือจากงานตรงหน้าสักห้านาที ไม่ต้องคิดแก้ปัญหาอะไร แค่นั่งรู้สึกลมหายใจเข้าออกไปเรื่อย ๆ ห้านาทีนี้ไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป แต่ทำให้กลับมามองปัญหาด้วยใจที่ไม่ร้อนจนเกินไป บางทีคำตอบที่หาไม่เจอตอนใจร้อน จะโผล่มาเองตอนใจเย็นลงนิดเดียว
ตอนกลางคืนก่อนนอน แทนที่จะเปิดมือถือดูว่าคนอื่นทำอะไรได้มากกว่าเรา ลองนึกทบทวนวันที่ผ่านมาแบบไม่ตัดสินตัวเอง วันนี้ทำอะไรไปบ้าง อะไรที่ทำได้ดี อะไรที่พรุ่งนี้อยากทำต่างออกไปบ้าง การทบทวนแบบนี้ไม่ใช่การตำหนิตัวเอง แต่เป็นการฝึกให้เห็นตัวเองตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจที่มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามที่มันเป็น ไม่ใช่ตามที่ใจอยากให้เป็น
และทุกสัปดาห์ ลองหาเวลาสักครึ่งชั่วโมงคุยกับคนที่ไว้ใจได้ เล่าให้ฟังว่าช่วงนี้เป็นยังไง ไม่ต้องขอคำแนะนำอะไรจากเขา แค่พูดออกมาให้คนอื่นได้ยิน บางทีคำตอบที่หาไม่เจอตอนอยู่คนเดียว จะโผล่ขึ้นมาเองตอนได้ยินเสียงตัวเองพูดออกมาดัง ๆ คนที่นั่งฟังอยู่ตรงนั้นอาจไม่ต้องพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ แค่มีคนฟังก็พอแล้ว
คืนนี้ร้านอาจจะยังไม่มีลูกค้า
เจ้าของร้านคนนั้นอาจจะปิดร้านคืนนี้โดยที่ตัวเลขยังไม่ดีขึ้น
พรุ่งนี้อาจจะยังไม่มีคนเดินเข้ามาเพิ่มสักคน
แต่ถ้าคืนนี้แค่รู้ตัวว่าใจกำลังแกว่งไปทางไหน กำลังไหนกำลังทำงานหนักเกินไป กำลังไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แค่นั้นก็ถือว่าคืนนี้ไม่ได้สูญเปล่า
ไฟหน้าร้านจะดับลงเหมือนทุกคืน
แต่ใจข้างในไม่จำเป็นต้องดับตามไปด้วย
