หน้าแรก/บทความ/ชีวิตและธรรมะ
ให้อภัยพ่อที่ทิ้งเราไป ทำได้จริงหรือแค่พูดกัน
ชีวิตและธรรมะ

ให้อภัยพ่อที่ทิ้งเราไป ทำได้จริงหรือแค่พูดกัน

28 ส.ค. 2569·อ่าน 6 นาที

เสียงโทรศัพท์ดังตอนสี่ทุ่มกว่า เป็นเบอร์พี่สาว บอกว่าพ่อล้มในห้องน้ำ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล หมอบอกว่าอาการไม่หนักมาก แต่ต้องนอนดูอาการอีกสองคืน

เรานั่งนิ่งอยู่กับโทรศัพท์ที่วางลงแล้ว ไม่รู้จะรู้สึกอะไรก่อน

ควรจะรีบไปหา แต่ก็ไม่ได้ขยับ

เพราะพ่อคนที่ล้มในห้องน้ำคืนนี้ เป็นคนเดียวกับที่เดินออกจากบ้านไปตอนเราอายุสิบเอ็ด แล้วไม่เคยส่งเสียถามสักครั้งในอีกสิบกว่าปีถัดมา วันเกิด วันรับปริญญา วันที่แม่ป่วยหนัก ไม่มีสักครั้งที่เขาโทรมา

พี่สาวบอกในไลน์ว่าพ่ออยากเจอเรา อยากคุยกันสักครั้งก่อนที่จะสายเกินไป

เรากดปิดหน้าจอ แล้วนอนมองเพดานจนฟ้าสาง

ความโกรธที่แบกมาสิบกว่าปี ไม่เคยหนักน้อยลงเลย

คนที่ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้อาจคิดว่าเวลาช่วยได้ ผ่านไปนานพอ ความโกรธจะค่อย ๆ จางไปเอง

แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป

บางเรื่องผ่านไปสิบปียี่สิบปี พอมีใครพูดถึงชื่อเขา ท้องเรายังจุกเหมือนเดิม บางทีจุกกว่าตอนแรกด้วยซ้ำ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เราไม่ได้แค่เก็บความเจ็บไว้เฉย ๆ

เราเอามันมาทบทวนซ้ำทุกครั้งที่มีโอกาส เวลาเห็นเพื่อนพาพ่อไปเที่ยว เวลาได้ยินใครบ่นว่าพ่อจู้จี้เกินไป เราจะคิดในใจว่า อย่างน้อยเขายังมีพ่อให้บ่นถึง

ความโกรธแบบนี้ไม่ได้ทำร้ายพ่อแม้แต่นิดเดียว เขาใช้ชีวิตของเขาต่อไป มีครอบครัวใหม่ มีความสุขในแบบของเขา

คนที่แบกเรื่องนี้ไว้หนักที่สุด กลับเป็นเรา

และที่แปลกกว่านั้น คือส่วนหนึ่งในใจเรากลัวที่จะให้อภัยเขาด้วยซ้ำ

กลัวว่าถ้าให้อภัย จะเท่ากับบอกว่าสิ่งที่เขาทำไม่ผิด กลัวว่าจะเท่ากับลืมเด็กอายุสิบเอ็ดที่นั่งรอหน้าประตูทุกเย็นเป็นเดือน ๆ กลัวว่าถ้าปล่อยความโกรธไป จะไม่เหลืออะไรไว้ปกป้องตัวเองอีกเลย

ความกลัวนี้เองที่ทำให้หลายคนแบกก้อนหินไว้นานกว่าที่ควร ทั้งที่ไม่มีใครบังคับให้แบก

พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกให้เราลืม

มีความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมากเรื่องการให้อภัยในทางธรรม คือคิดว่าการให้อภัยแปลว่าต้องบอกว่าเรื่องนั้นไม่เป็นไร ต้องกลับไปรักเขาเหมือนเดิม ต้องเปิดประตูให้เขาเดินเข้ามาในชีวิตอีกครั้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ในพระธรรมบท มีคาถาบทหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า

พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงชนะคนพูดเท็จด้วยคำสัตย์

สังเกตคำว่า "ชนะ" ให้ดี ท่านไม่ได้บอกว่าให้ยอมแพ้ ไม่ได้บอกให้แกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านบอกว่าให้ชนะ

แต่เป็นการชนะด้วยการไม่โกรธตอบ ไม่ใช่การชนะด้วยการเข้าไปพัวพันกับเขาอีกครั้ง

อีกบทหนึ่งในพระธรรมบทกล่าวไว้สั้น ๆ ว่า

เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่จองเวร นี้เป็นธรรมเก่า

"ธรรมเก่า" ในที่นี้หมายถึงความจริงที่เป็นมาตลอด ไม่ใช่คำสอนใหม่ที่พระพุทธเจ้าคิดขึ้น ท่านแค่ชี้ให้เห็นสิ่งที่เป็นอยู่แล้วในธรรมชาติของใจคน

ความแค้นไม่เคยดับความแค้น มันแค่ต่ออายุกันไปเรื่อย ๆ ฝ่ายหนึ่งเจ็บ อีกฝ่ายชดใช้ด้วยความเจ็บที่มากกว่า แล้วก็วนกลับมา

การให้อภัยในความหมายนี้ ไม่ใช่การประกาศว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ผิด ไม่ใช่การคืนดีทางสายเลือดหรือทางสังคม มันคือการตัดสินใจไม่ต่ออายุความเจ็บนั้นด้วยมือของเราเอง

เขาทำผิดไปแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน อันนั้นจบไปแล้ว สิ่งที่ยังไม่จบคือการที่เรายังคงเติมเชื้อไฟนั้นทุกคืนด้วยตัวเราเอง

ก้อนหินในย่ามที่แบกมาทุกวัน

ลองนึกภาพคนคนหนึ่งที่ออกเดินทางไกล ทุกครั้งที่มีใครทำร้ายเขา เขาก็หยิบก้อนหินขึ้นมาก้อนหนึ่ง ใส่ลงในย่ามที่สะพายอยู่บนบ่า

ก้อนแรกอาจจะเล็ก แบกไปก็ไม่รู้สึกอะไรมาก

แต่พอเดินไปเรื่อย ๆ เจอเรื่องกระทบใจอีก เขาก็หยิบก้อนหินอีกก้อนใส่เข้าไป ปีแล้วปีเล่า ย่ามใบนั้นหนักขึ้นทุกที จนบางวันเขาแทบก้มตัวเดินไม่ไหว

คนที่ทำให้เขาเจ็บในแต่ละครั้งอาจจะเดินหายไปนานแล้ว บางคนตายไปแล้วด้วยซ้ำ

แต่ก้อนหินของทุกคนยังอยู่ในย่ามใบเดียวกัน ที่เขาแบกไว้เอง

การให้อภัยไม่ใช่การแกล้งทำเป็นว่าไม่เคยมีก้อนหินเหล่านั้น มันไม่ใช่การโยนย่ามทิ้งทั้งใบแล้วบอกว่าไม่เคยเจ็บมาก่อน เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องจริง

การให้อภัยคือการหยิบก้อนหินแต่ละก้อนออกมาดูให้ชัด รู้ว่าก้อนนี้มาจากเรื่องอะไร แล้ววางมันลงข้างทาง ไม่ใช่เพราะก้อนหินนั้นไม่มีน้ำหนัก แต่เพราะเราเลือกที่จะเดินต่อโดยไม่แบกมันไปตลอดชีวิต

บางก้อนวางง่าย บางก้อนต้องหยิบขึ้นมาดูหลายรอบกว่าจะวางได้จริง ก้อนที่หนักที่สุดมักเป็นก้อนที่มาจากคนที่เรารักที่สุดด้วย

จะเริ่มวางก้อนหินได้ยังไง เมื่อใจยังไม่พร้อม

สิ่งแรกที่พอทำได้ ไม่ใช่การพยายามให้อภัยทันทีทั้งหมด เพราะนั่นเป็นไปไม่ได้และไม่จำเป็นด้วย ให้เริ่มจากการแยกก้อนหินออกจากกันก่อน ลองหาเวลาเงียบ ๆ สักครึ่งชั่วโมง เขียนลงกระดาษว่าเรื่องอะไรบ้างที่ยังค้างอยู่ในใจเรื่องพ่อ ไม่ใช่ความรู้สึกกว้าง ๆ ว่าโกรธ แต่เป็นเหตุการณ์จริงทีละเรื่อง วันที่เขาไม่มางานรับปริญญา วันที่แม่ป่วยแล้วโทรหาเขาไม่ติด พอเห็นเป็นรายการแยกกัน ความโกรธก้อนใหญ่ที่เคยรู้สึกเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด จะเริ่มมีขอบเขตที่จับต้องได้

จากนั้นลองสังเกตดูว่า ในแต่ละก้อนที่เขียนไว้ มีส่วนไหนที่เป็นเรื่องของเขาจริง ๆ และมีส่วนไหนที่เราเติมความหมายเข้าไปเอง เช่นเรื่องที่เขาไม่โทรมาช่วงแม่ป่วย อาจเป็นไปได้ว่าเขาไม่รู้ข่าวเลยด้วยซ้ำ ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีสิทธิ์เจ็บ แต่การเห็นว่าตรงไหนคือข้อเท็จจริงและตรงไหนคือคำอธิบายที่ใจเราแต่งเติมเอง จะช่วยให้ก้อนหินแต่ละก้อนเบาลงได้บ้าง

อีกอย่างที่ทำได้คือลองแผ่เมตตาให้ตัวเองก่อน ไม่ใช่ให้เขา หลายคนพอนึกถึงการให้อภัย จะรีบนึกถึงการส่งความรู้สึกดีไปหาคนที่ทำร้ายเรา ทั้งที่คนแรกที่สมควรได้รับความเมตตาคือตัวเราเองที่แบกเรื่องนี้มานาน ให้ลองนั่งเงียบ ๆ สักสิบนาทีตอนเช้าหรือก่อนนอน วางมือบนอกแล้วบอกตัวเองเบา ๆ ว่า ขอให้เราพ้นจากความทุกข์นี้เสียที ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องเร่งให้เกิดผลทันที

เมื่อใจเริ่มมีที่ว่างมากขึ้น ค่อยลองขยับไปแผ่ความรู้สึกนั้นให้อีกฝ่ายบ้าง ไม่ใช่ในความหมายว่ารักเขาเหมือนเดิม แต่ในความหมายว่าขอให้เขาพ้นทุกข์เช่นกัน แม้จะยังไม่อยากเจอหน้าเขาก็ทำได้ เพราะการแผ่เมตตาไม่ได้ผูกอยู่กับการต้องคืนดีทางกาย มันเป็นเรื่องของใจเราล้วน ๆ

ส่วนเรื่องว่าจะไปหาพ่อที่โรงพยาบาลหรือไม่ เป็นคนละเรื่องกับการให้อภัย ต่อให้ใจเรายังวางก้อนหินไม่หมด ก็ไปเยี่ยมเขาได้ในฐานะคนที่ยังมีลมหายใจ ไปโดยไม่ต้องพูดคำว่าให้อภัยออกจากปาก ไม่ต้องเสแสร้งว่าทุกอย่างจบแล้ว แค่ไปนั่งข้างเตียง ถามว่าเจ็บตรงไหนบ้าง เท่านั้นก็พอสำหรับตอนนี้

  • เขียนก้อนหินแต่ละก้อนแยกเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความรู้สึกก้อนใหญ่รวมกัน
  • แผ่เมตตาให้ตัวเองก่อนเสมอ แล้วค่อยขยับไปหาอีกฝ่ายเมื่อพร้อม
  • แยกเรื่อง "ให้อภัยในใจ" กับ "ต้องคืนดีทางกาย" ออกจากกัน ทำอย่างแรกได้โดยไม่ต้องทำอย่างหลัง

ก้อนหินบางก้อนอาจต้องแบกไปอีกสักพัก

ไม่มีใครวางก้อนหินทั้งย่ามได้ในคืนเดียว หรือแม้แต่ในปีเดียว

ถ้าคืนนี้ยังไปหาพ่อไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ถ้าไปแล้วยังพูดคำว่าให้อภัยไม่ออก ก็ไม่เป็นไรเช่นกัน

การที่เรายังรู้สึกเจ็บอยู่ ไม่ได้แปลว่าเราทำผิดหรือติดอยู่กับที่ มันแปลว่าเรื่องนั้นเคยสำคัญกับเราจริง ๆ

สิ่งที่พอทำได้คืนนี้ อาจแค่เดินไปเปิดย่ามดู มองก้อนหินที่หนักที่สุดก้อนเดียวให้ชัด ไม่ต้องรีบวางมันตอนนี้ก็ได้

แค่รู้ว่าเรามีสิทธิ์จะวางมันเมื่อไหร่ก็ได้ที่พร้อม นั่นก็เบาพอสำหรับคืนนี้แล้ว