สุข 4 ขั้น: จากสุขทางกายสู่สุขทางธรรม
เย็นวันศุกร์ รถคันใหม่จอดอยู่หน้าบ้าน สีเงินเป็นมันวาวใต้แสงไฟถนน
เราซื้อมันหลังจากผ่อนรถคันเก่าหมดได้ไม่ถึงเดือน เก็บเงินมาสามปีเพื่อวันนี้
คืนแรกที่ได้กุญแจ เรานอนไม่หลับเพราะดีใจ ลุกมาเดินวนดูรถอยู่หน้าบ้านสองรอบ ถ่ายรูปส่งให้ลูกดู ถ่ายรูปส่งให้เพื่อนสนิทดู แล้วก็ยังนอนไม่หลับต่ออีกพักใหญ่
อาทิตย์ต่อมา เรายังขับมันไปทำงานทุกวัน แต่ความรู้สึกที่เคยพองฟูอยู่ในอกมันแบนลงไปเรื่อยๆ เหมือนลูกโป่งที่ค่อยๆ แฟบทีละนิดโดยไม่มีใครเจาะรู
เดือนที่สอง รถคันนั้นก็เป็นแค่พาหนะคันหนึ่งที่พาเราไปกลับที่ทำงาน เหมือนรถทุกคันที่เคยมี เราจอดมันแล้วเดินเข้าออฟฟิศโดยไม่ได้หันกลับไปมองอีกแล้วด้วยซ้ำ
เราเริ่มมองรถรุ่นใหม่กว่าที่วิ่งผ่านหน้าบ้าน แล้วคิดในใจว่า ถ้าได้คันนั้นบ้างคงจะดีกว่านี้
ความสุขที่หายไปโดยไม่มีใครขโมย
ไม่มีใครมาแย่งรถเราไป ไม่มีอะไรเสียหาย รถยังจอดอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิมทุกอย่าง
แต่ความสุขที่เคยรู้สึกตอนได้กุญแจคืนแรก มันหายไปแล้ว
เราหลายคนเจอเรื่องแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้บ้านหลังใหม่ ได้ตำแหน่งที่รอมานาน ได้โทรศัพท์รุ่นล่าสุด ทุกครั้งดีใจมาก แล้วก็ค่อยๆ จางลงเหมือนเดิม
เพื่อนคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า ตอนเขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายที่รอมาห้าปี เขาดีใจจนโทรบอกแม่ตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากห้องประชุม แต่ผ่านไปสามเดือน เขากลับมานั่งบ่นให้ฟังว่างานหนักขึ้น เงินก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมากอย่างที่คิด แล้วก็เริ่มมองตำแหน่งที่สูงกว่านั้นอีกขั้นหนึ่ง
ไม่ใช่ว่าของนั้นไม่ดีพอ ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนไม่รู้จักพอ
แค่ความสุขแบบนี้มันมีอายุของมัน มันมาพร้อมกับของ พอของกลายเป็นเรื่องธรรมดา ความสุขก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปด้วย
แล้วเราก็ต้องไปหาของชิ้นใหม่มาเติม เหมือนเติมน้ำมันรถที่วิ่งไปเรื่อยๆ ไม่มีวันเต็มถัง เติมเท่าไหร่ก็พร่องอีก เพราะตัวถังเองไม่เคยเต็มตั้งแต่แรก
คำถามที่น่าคิดคือ ความสุขแบบนี้เป็นความสุขแบบเดียวที่มีหรือเปล่า หรือจริงๆ แล้วยังมีความสุขแบบอื่นที่เราไม่เคยแวะไปสัมผัสเลยด้วยซ้ำ เพราะเราวุ่นอยู่กับการวิ่งหาของชิ้นถัดไปตลอดเวลา
พระพุทธเจ้าแยกความสุขไว้เป็นสองแบบ
พระพุทธเจ้าเคยตรัสแยกความสุขของคนเราไว้กว้างๆ เป็นสองกลุ่ม
กลุ่มแรกท่านเรียกว่า สามิสสุข แปลอย่างง่ายคือความสุขที่ต้องอิงกับของนอกตัว ต้องมีบ้าน มีรถ มีเงิน มีคนชม ความสุขกลุ่มนี้ไม่ใช่เรื่องผิด เป็นความสุขจริง ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน คนมีครอบครัวต้องหาเงินเลี้ยงลูก คนทำงานก็ควรได้รับคำชมเมื่อทำดี แต่มันมีเงื่อนไขติดอยู่เสมอ ต้องได้ของนั้นมาก่อนถึงจะสุข พอของหมดหรือของจางไป สุขก็จางตาม
กลุ่มที่สองท่านเรียกว่า นิรามิสสุข คือความสุขที่ไม่ต้องอิงกับของนอกตัวเลย เป็นความสุขที่เกิดจากภายในล้วนๆ เกิดจากใจที่สงบ ใจที่ปล่อยวางได้ ใจที่ไม่ต้องรอให้ใครมาเติมให้
ความสุขแบบนี้แปลกตรงที่ ยิ่งเราวางของนอกตัวได้มากเท่าไหร่ มันยิ่งเด่นชัดขึ้นเท่านั้น สวนทางกับสามิสสุขที่ต้องได้ของมาก่อนถึงจะสุข
ถ้าจะแบ่งละเอียดขึ้นอีกหน่อย พอมองเห็นเป็นสี่ระดับได้
ระดับแรกคือสุขทางกาย ท้องอิ่ม นอนสบาย อากาศเย็นสบาย ร่างกายไม่เจ็บไม่ป่วย เป็นสุขที่จำเป็น ขาดไม่ได้ แต่อยู่กับเราได้ไม่นาน หิวอีกก็ต้องกินอีก ปวดเมื่อยอีกก็ต้องพักอีก
ระดับที่สองคือสุขทางใจจากคนรอบตัว ได้อยู่กับคนที่รัก ได้รับคำชม ได้เป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อนหรือที่ทำงาน สุขแบบนี้ลึกกว่าสุขทางกาย อยู่ได้นานกว่า แต่ก็ยังแขวนอยู่กับคนอื่น ถ้าเขาเปลี่ยนไป ถ้าเขาไม่อยู่แล้ว สุขก้อนนี้ก็สั่นคลอนตาม
ระดับที่สามคือสุขจากใจที่สงบ เป็นสุขที่เกิดตอนใจหยุดวิ่งหาอะไรสักพัก ตอนนั่งเงียบๆ แล้วรู้สึกโล่งขึ้นมาเอง ไม่มีใครให้ ไม่มีใครเอาไป มันโผล่ขึ้นมาเองจากข้างในตอนที่เราหยุดปั่นความคิดสักครู่
ระดับที่สี่คือสุขทางธรรม เป็นสุขที่มาจากปัญญา จากการเห็นตามจริงว่าอะไรเป็นอะไร เห็นว่าของทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไป แล้วใจก็เลิกยึดไว้แน่นเหมือนเดิม สุขระดับนี้ไม่ต้องรอให้ใครมาให้ ไม่ต้องรอให้อะไรมาเติม เพราะมันไม่ได้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่าต้องมีอะไรก่อน
ในธรรมบทมีคำที่พูดถึงสุขระดับนี้ไว้สั้นๆ
สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี
ท่านไม่ได้บอกว่ารถใหม่ไม่ดี ไม่ได้บอกว่าเงินไม่ดี ท่านแค่บอกว่า ถ้าจะหาสุขที่ยิ่งกว่านั้น ให้กลับมาดูที่ความสงบในใจตัวเอง ไม่ต้องรอให้ชีวิตส่งของชิ้นใหม่มาให้ก่อน
บันไดสี่ขั้นที่ไม่มีใครบังคับให้เดินขึ้น
ลองนึกภาพบ้านหลังหนึ่งตอนไฟดับกลางดึก
ขั้นแรก เราคลำหาเทียนมาจุด แสงเทียนสั่นไหวตามลมที่พัดผ่านหน้าต่าง ดับง่าย จุดใหม่ก็ได้แสงแค่พอเดินไม่ชนโต๊ะ ต้องคอยระวังลมตลอดเวลา
ขั้นที่สอง เราหาตะเกียงมาจุดแทน แสงแรงขึ้นหน่อย มั่นคงกว่าเทียน ไม่ต้องกลัวลมพัดเท่าเดิม แต่ก็ยังต้องมีน้ำมัน หมดน้ำมันเมื่อไหร่ก็มืดอีก
ขั้นที่สาม ไฟฟ้ากลับมา เราเปิดไฟในบ้าน แสงสว่างทั่วห้อง มั่นคงกว่าตะเกียงมาก ไม่ต้องคอยเติมอะไรเองด้วยมือ แต่ก็ยังต้องพึ่งสายไฟจากข้างนอกอยู่ดี ไฟดับที่ต้นทางเมื่อไหร่ บ้านเราก็มืดตามอยู่ดี
ขั้นที่สี่ คือแสงแดดตอนเช้า ที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างโดยไม่ต้องเสียบปลั๊กอะไรเลย ไม่ต้องรอใครส่งไฟมาให้ มันสว่างอยู่ของมันเองตั้งแต่ก่อนเราตื่น และจะสว่างต่อไปไม่ว่าเราจะลืมตาดูมันหรือไม่ก็ตาม
สุขทางกายก็เหมือนแสงเทียน จำเป็นตอนมืด แต่สั่นไหวง่าย
สุขจากคนรอบตัวก็เหมือนตะเกียง สว่างขึ้นหน่อย มั่นคงขึ้นหน่อย แต่ต้องคอยเติมน้ำมันอยู่เรื่อยๆ
สุขจากความสงบก็เหมือนไฟฟ้าในบ้าน มั่นคงกว่าเดิมมาก แต่ยังอิงอยู่กับเหตุปัจจัยข้างนอกบางส่วน
ส่วนสุขทางธรรม คือแสงที่ไม่ต้องพึ่งอะไรเลย ใจที่เห็นตามจริงแล้วปล่อยได้ จะสว่างอยู่แบบนั้นไม่ว่าไฟข้างนอกจะดับหรือไม่ดับ ไม่ว่ารถคันนั้นจะยังใหม่อยู่หรือเก่าไปแล้ว
เราไม่จำเป็นต้องทิ้งเทียนหรือตะเกียงทันที ของทั้งสี่อย่างยังใช้ร่วมกันได้ในบ้านหลังเดียวกัน แค่รู้ไว้ว่ามีแสงอีกแบบหนึ่งรออยู่ ที่ไม่ต้องรอให้ใครมาต่อไฟให้เราอีกต่อไป
เอาไปใช้ตอนไหนได้บ้าง
ครั้งต่อไปที่รู้สึกอยากได้ของบางอย่างมากๆ จนใจร้อนรน ลองหยุดถามตัวเองสักสามวินาทีว่า สุขที่กำลังตามหาอยู่นี้เป็นสุขระดับไหน ถ้าเป็นสุขทางกายหรือสุขจากคนรอบตัว ก็หาไปได้ ไม่ผิดอะไร แค่รู้ไว้ล่วงหน้าว่ามันจะจางไปตามเวลาเป็นธรรมดา จะได้ไม่ผิดหวังหนักตอนที่มันจางลงจริงๆ
ตอนเช้าก่อนลุกจากที่นอน ลองนั่งนิ่งอยู่กับตัวเองสักสองสามนาที ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องคิดเรื่องงานที่รออยู่ แค่รู้สึกถึงลมหายใจเข้าออกช้าๆ ความสงบเล็กๆ ที่โผล่มาตอนนั้นคือสุขระดับที่สาม ที่ไม่ต้องรอให้ใครให้ ลองสังเกตว่ามันต่างจากความสุขตอนได้ของใหม่อย่างไร มันเบากว่า เงียบกว่า แต่ก็อยู่ทนกว่าด้วย
ระหว่างวัน ถ้ามีโอกาสให้อะไรใครสักอย่างโดยไม่หวังอะไรตอบแทน อาจจะเป็นน้ำหนึ่งขวด ที่นั่งบนรถเมล์ หรือแค่คำพูดดีๆ กับคนแปลกหน้าที่เจอกันแค่ไม่กี่นาที ลองสังเกตความรู้สึกหลังจากนั้น มันเป็นสุขคนละแบบกับตอนที่เราได้รับ เป็นสุขที่ไม่ได้มาจากการมีของเพิ่มขึ้นเลยสักนิด แต่กลับรู้สึกโล่งอกเหมือนวางอะไรลงไปได้บ้าง
ก่อนนอน แทนที่จะไล่นึกว่าวันนี้ได้อะไรมาเพิ่มบ้าง ลองนึกดูว่าวันนี้มีตอนไหนที่ใจสงบลงเองบ้างไหม อาจจะเป็นตอนนั่งจิบชาคนเดียวห้านาที อาจจะเป็นตอนเดินกลับบ้านตอนเย็นแล้วเห็นท้องฟ้าสวย อาจจะเป็นตอนนั่งฟังเสียงฝนตกโดยไม่ได้ทำอะไรเลย ช่วงเวลาสั้นๆ แบบนั้นแหละคือรอยเท้าของสุขระดับที่สามและสี่ ที่ผ่านเข้ามาในวันของเราโดยที่เราแทบไม่ทันสังเกต
หลายคนลองทำแล้วบอกว่าช่วงแรกนึกไม่ออกเลยว่าวันนี้ใจสงบตอนไหนบ้าง นั่นเป็นเรื่องปกติมาก เพราะเราไม่เคยฝึกสังเกตมันมาก่อนในชีวิตที่วุ่นอยู่กับการหาของมาเติมตลอดเวลา ลองทำต่อไปเรื่อยๆ สักหนึ่งสัปดาห์ จะเริ่มเห็นช่วงเวลาแบบนั้นชัดขึ้นเอง แม้จะยังเป็นแค่ไม่กี่นาทีสั้นๆ ในแต่ละวันก็ตาม
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่างจากเรื่องนี้
- สุขที่ต้องรอของมาเติมจะจางเป็นธรรมดา ไม่ได้แปลว่าเราผิดปกติ
- สุขที่ไม่ต้องรอใครเติม เกิดจากใจที่หยุดวิ่งได้บ้าง แม้แค่ไม่กี่นาที
- ลองสังเกตว่าวันนี้ใจสงบเองตอนไหนบ้าง โดยไม่ต้องมีอะไรมาให้ก่อน
ไฟจะดับหรือไม่ดับ
รถคันนั้นยังจอดอยู่หน้าบ้านเหมือนเดิม
พรุ่งนี้เราอาจจะยังอยากได้รถรุ่นใหม่กว่าอยู่ดี นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่ถ้าคืนไหนที่ใจเราสงบลงได้เอง โดยไม่มีของใหม่ชิ้นไหนมาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย
คืนนั้นอาจจะเป็นคืนที่เราได้แวะไปสัมผัสแสงอีกแบบหนึ่ง ที่ไม่ต้องรอใครมาต่อไฟให้อีกแล้ว
