กตัญญูที่ต้องฝึก ไม่ใช่แค่รอให้รู้สึก
หกโมงเย็น เราปูเสื่อนั่งสมาธิเหมือนทุกวัน จุดธูปดอกเดียว มือประนม
พอหลับตาลง สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาไม่ใช่ลมหายใจ
แต่เป็นเสียงเรียกจากห้องข้าง ๆ แม่เรียกให้ไปหยิบยาให้ เป็นครั้งที่สามของเย็นนี้
เราลืมตา เดินไปหยิบยา กลับมานั่งใหม่ พยายามกลับไปที่ลมหายใจ แต่ใจไม่อยู่กับลมหายใจแล้ว มันไปอยู่กับเสียงบ่นเล็ก ๆ ที่ดังขึ้นมาเอง เมื่อไหร่จะได้นั่งสงบสักครั้งจริง ๆ เมื่อไหร่จะมีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง
พอความคิดนั้นผุดขึ้น ความรู้สึกผิดก็ตามมาติด ๆ เพราะคนที่เรียกอยู่ในห้องนั้น คือคนที่เคยอุ้มเราตอนแบเบาะ คนที่ไม่เคยบ่นสักคำตอนนั่งเฝ้าเราป่วยกลางดึกทั้งคืน
เรานั่งอยู่ตรงนั้น หลังตรง มือประนม แต่ในใจกำลังรบกันเอง ระหว่างความเหนื่อยที่มีจริง กับความรู้สึกว่าไม่ควรเหนื่อยกับคนที่ให้ชีวิตเรามา
ใจที่เคยชินกับการนับสิ่งที่ขาด
เรื่องแปลกอย่างหนึ่งของใจคนเรา คือตอนเหนื่อย มันจะถนัดนับสิ่งที่ขาดมากกว่าสิ่งที่มี
คืนนี้ยาที่ต้องหยิบสามครั้ง จะถูกจำแม่นกว่าตอนกลางวันที่แม่ยิ้มให้ตอนเราทำกับข้าวเสร็จ
การที่ต้องตื่นมากลางดึก จะถูกจำแม่นกว่าสามสิบปีก่อนที่แม่ตื่นมากลางดึกเพื่อเรา
ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนเลว เป็นเพราะร่างกายเหนื่อยจริง สมองที่เหนื่อยจะมองเห็นแต่ภาระตรงหน้า ส่วนบุญคุณเก่า ๆ อยู่ไกลเกินกว่าจะมองเห็นในตอนนั้น
ลองสังเกตดูอีกชั้นหนึ่ง จะเห็นว่าใจของเราชอบเทียบสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้กับสิ่งที่อยากได้ ไม่ค่อยเทียบกับสิ่งที่เคยไม่มีมาก่อน เราลืมไปว่าตัวเราเองก็เคยเป็นคนที่ต้องพึ่งพาคนอื่นทุกลมหายใจ ตอนแบเบาะ เราไม่เคยพูดขอบคุณใครสักคำ แต่ก็มีคนคอยป้อนข้าว คอยเช็ดตัว คอยอุ้มตอนร้องไห้กลางดึกอยู่ดี ไม่มีใครทวงบุญคุณตอนนั้นจากเรา
ความกตัญญูที่คนมักเข้าใจ คือความรู้สึกซาบซึ้งที่ผุดขึ้นเองตอนนึกถึงพ่อแม่ เป็นอารมณ์ที่มาแล้วก็ไป มาตอนดูละคร มาตอนได้ยินเพลงเก่า แล้วก็จางหายไปตอนเจอความเหนื่อยจริงตรงหน้า
แต่ถ้าความกตัญญูเป็นแค่ความรู้สึก มันจะแพ้ความเหนื่อยทุกครั้ง เพราะความเหนื่อยเป็นของจริงที่กายรู้สึกอยู่ทุกวินาที ส่วนความรู้สึกซาบซึ้งเป็นแขกที่แวะมาเป็นครั้งคราวเท่านั้น
นี่เองที่ทำให้คำว่า "การปฏิบัติแห่งความกตัญญู" ต่างจาก "ความรู้สึกกตัญญู" มันไม่ใช่สิ่งที่รอให้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นสิ่งที่ต้องฝึก เหมือนฝึกสติ ฝึกจนกลายเป็นนิสัยของใจ ไม่ใช่แค่แขกที่แวะมาเยี่ยมแล้วจากไป
สิ่งที่หายากในโลก
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอังคุตตรนิกายว่า
บุคคลที่รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และตอบแทนอุปการะนั้น หาได้ยากในโลก
คำสองคำที่ท่านใช้คือ กตัญญู กับ กตเวทิตา คำแรกแปลตรงตัวว่า รู้คุณที่เขาทำให้ ส่วนคำหลังแปลว่า ทำตอบคุณนั้น
สังเกตว่าท่านแยกไว้เป็นสองขั้น ไม่ใช่ขั้นเดียว
ขั้นแรกคือแค่ "เห็น" ว่ามีคนทำอะไรให้เราบ้าง ฟังดูง่าย แต่จริง ๆ แล้วเป็นขั้นที่คนพลาดมากที่สุด เพราะสิ่งที่คนให้เราด้วยความรักมักไม่มีเสียงประกาศ ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีการทวงถาม มันเงียบเสียจนเราลืมมองเห็นไปเอง
ขั้นที่สองถึงจะเป็นการตอบแทน ซึ่งท่านให้มาทีหลัง เพราะถ้าขั้นแรกยังไม่มี ขั้นที่สองก็จะเป็นแค่หน้าที่ที่ทำไปอย่างฝืนใจ ไม่ใช่การตอบแทนที่มาจากใจจริง
ท่านยังเคยตรัสถึงบุญคุณของพ่อแม่ไว้อย่างที่ฟังแล้วต้องนิ่งไปพักหนึ่ง ท่านว่า ถ้าลูกจะแบกพ่อไว้บนบ่าข้างหนึ่ง แบกแม่ไว้บนบ่าอีกข้างหนึ่ง เลี้ยงดูป้อนข้าวป้อนน้ำท่านไปตลอดร้อยปี ก็ยังไม่ชื่อว่าตอบแทนคุณท่านได้หมด
ตรงนี้ไม่ได้ตรัสไว้เพื่อให้เรารู้สึกผิดว่าตอบแทนไม่พอ
ท่านกำลังบอกว่า บุญคุณของพ่อแม่ไม่ใช่สิ่งที่คำนวณเป็นตัวเลขได้ตั้งแต่แรก ไม่มีทางหาร ไม่มีทางลบให้เท่ากันพอดี
พอเรารู้แบบนี้ ใจจะเบาลงอย่างแปลก ๆ เพราะเราไม่ต้องแบกความคิดว่าต้องตอบแทนให้ครบถ้วนถึงจะพอ ความกตัญญูจึงไม่ใช่การจ่ายหนี้คืนให้หมด แต่เป็นทิศทางที่ใจหันหน้าไปหา ทำเท่าที่ทำได้ ด้วยใจที่เห็นคุณจริง ๆ
ครูบาอาจารย์หลายท่านเคยพูดถึงเรื่องนี้ในทำนองเดียวกัน ว่าความกตัญญูไม่ใช่เรื่องของขนาดการตอบแทน แต่เป็นเรื่องของใจที่ระลึกได้ ระลึกได้บ่อยแค่ไหน ใจก็อ่อนโยนลงเท่านั้น ต่อให้วันนี้ทำได้แค่หยิบยามาส่งให้ด้วยสีหน้าที่ไม่บึ้งตึง นั่นก็นับเป็นการปฏิบัติแล้วเหมือนกัน
รากที่มองไม่เห็น
ลองนึกถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ให้ร่มเงาอยู่หน้าบ้าน
คนที่เดินผ่านมานั่งพักใต้ต้นไม้ต้นนั้น จะเห็นแค่ใบ เห็นแค่กิ่ง เห็นแค่ร่มเงาที่บังแดดให้
ไม่มีใครเดินเข้าไปมองราก เพราะรากอยู่ใต้ดิน มองไม่เห็น
แต่ใบทุกใบที่เขียว กิ่งทุกกิ่งที่แผ่ ร่มเงาทุกตารางนิ้วที่บังแดดอยู่ตอนนี้ มาจากรากที่ไม่มีใครเห็นทั้งสิ้น รากไม่เคยเรียกร้องให้ใครมาขอบคุณ มันแค่ทำหน้าที่ของมันต่อไปเรื่อย ๆ ทั้งวันทั้งคืน
ความกตัญญูก็คล้ายกับการฝึกตาให้มองลงไปใต้ดินบ้าง ไม่ใช่มองแต่ใบกับกิ่งที่เห็นชัดอยู่แล้ว
พ่อแม่ ครูอาจารย์ คนที่เคยช่วยเราตอนลำบาก คือรากของชีวิตเราหลายต้น บางรากเราลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีอยู่ เพราะมันทำงานเงียบเกินไป
การปฏิบัติแห่งความกตัญญู จึงเริ่มจากการฝึกมองเห็นรากเหล่านั้นก่อน ก่อนจะไปถึงขั้นตอบแทน เพราะถ้ายังมองไม่เห็นราก ต่อให้อยากตอบแทนแค่ไหน ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
และมีต้นไม้บางต้นที่รากเน่าไปแล้วก็มี บางคนอาจนึกถึงพ่อแม่แล้วมีแต่ความเจ็บปวด ไม่ใช่ทุกรากจะให้น้ำหวานเสมอไป เรื่องแบบนั้นเป็นความจริงอีกแบบหนึ่งที่ไม่ควรถูกกลบไว้ด้วยคำสอนเรื่องกตัญญู แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ยังมีรากดีอยู่ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รากไม่ดี อยู่ที่เราแค่ไม่เคยก้มลงไปดูมันเท่านั้นเอง
เอาไปใช้ยังไงในแต่ละวัน
ก่อนนอนทุกคืน ลองใช้เวลาสักห้านาทีสุดท้ายก่อนหลับตา นึกย้อนไปในวันนั้นว่ามีใครทำอะไรให้เราบ้างโดยที่เราไม่ได้ขอ อาจจะเล็กมาก เช่นคนขับมอเตอร์ไซค์ที่จอดรอให้เราข้ามถนน แม่ที่เตรียมน้ำแข็งไว้ในแก้วก่อนเราตื่น เพื่อนร่วมงานที่ช่วยถือประตูให้ ไม่ต้องหาเรื่องใหญ่ ยิ่งเล็กยิ่งดี เพราะการฝึกแบบนี้คือการฝึกตาให้ไวขึ้นเรื่อย ๆ ในการมองเห็นสิ่งที่คนอื่นให้เราโดยไม่มีเสียง
ตอนที่กำลังทำหน้าที่ดูแลใครสักคนแล้วรู้สึกเหนื่อยจนอยากบ่น ให้หยุดสักครู่หนึ่งก่อนพูดอะไรออกไป วางมือบนหน้าอกตัวเอง หายใจเข้าออกสักสามครั้ง แล้วนึกถึงภาพหนึ่งภาพของคนที่เรากำลังดูแลอยู่ ตอนที่เขาเคยทำอะไรให้เราด้วยความรักในอดีต ไม่ต้องหาภาพที่สมบูรณ์แบบ แค่ภาพเดียวก็พอ ภาพนั้นจะไม่ได้ทำให้ความเหนื่อยหายไป แต่จะทำให้คำพูดที่ออกจากปากเราต่างไปจากเดิม
สัปดาห์ละครั้ง ลองหยิบกระดาษมาเขียนถึงคนที่เราไม่เคยขอบคุณตรง ๆ สักคน ไม่ต้องส่งให้เขาก็ได้ แค่เขียนให้ตัวเองอ่าน เขียนว่าเขาทำอะไรให้เราบ้าง แล้วสิ่งนั้นเปลี่ยนอะไรในชีวิตเรา การเขียนแบบนี้ทำให้ความรู้สึกที่ลอย ๆ อยู่ในหัว กลายเป็นตัวหนังสือที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่ความคิดผ่าน ๆ
และถ้าบ้านไหนมีธรรมเนียมกรวดน้ำหรือแผ่เมตตาหลังทำบุญ ให้ลองตั้งใจนึกถึงหน้าพ่อแม่หรือครูอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้วจริง ๆ ในตอนนั้น ไม่ใช่ท่องผ่าน ๆ ให้จบ เพราะการนึกถึงหน้าคนจริง ๆ ในใจ ต่างจากการท่องคำจากปากลอย ๆ มาก
อีกอย่างที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเวลาพิเศษ คือการพูดคำขอบคุณออกเสียงกับคนที่อยู่ตรงหน้าในเรื่องเล็ก ๆ ประจำวัน ไม่ต้องรอโอกาสใหญ่อย่างวันเกิดหรือวันสำคัญ พ่อยื่นแก้วน้ำให้ก็ขอบคุณ แม่เตือนให้ใส่เสื้อกันหนาวก็ขอบคุณ คำสั้น ๆ แบบนี้พูดออกไปแล้วอาจดูแปลกในตอนแรก เพราะบ้านเราไม่ค่อยชินกับการพูดขอบคุณคนในบ้าน แต่ยิ่งพูดบ่อย ใจก็ยิ่งจำได้ว่าต้องมองหาสิ่งที่จะขอบคุณอยู่เสมอ
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ
- ก่อนนอน นึกถึงสิ่งเล็ก ๆ ที่มีคนให้เราวันนี้สักหนึ่งอย่าง
- ก่อนบ่นตอนเหนื่อย หยุดหายใจสักสามครั้งแล้วนึกถึงภาพเก่าภาพหนึ่งของคนตรงหน้า
- อย่ารอให้รู้สึกซาบซึ้งก่อนถึงจะทำ ทำไปก่อน ความรู้สึกจะตามมาทีหลังเอง
คืนนี้ก็ยังต้องลุกไปหยิบยาอยู่ดี
ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากในคืนนี้ เสียงเรียกจากห้องข้าง ๆ ก็ยังจะดังขึ้นอีก ความเหนื่อยก็ยังเป็นความเหนื่อยจริง ไม่มีใครหายเหนื่อยเพราะอ่านบทความหนึ่งบทความ
แต่ครั้งต่อไปที่เสียงเรียกดังขึ้น บางทีใจอาจจะมีที่ว่างเล็ก ๆ ให้ภาพเก่าภาพหนึ่งแทรกเข้ามาได้ทัน ก่อนที่คำบ่นจะหลุดออกจากปาก
แค่นั้นก็นับว่าเป็นการปฏิบัติแล้ว ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบก่อน
