เช้าที่มือยังเผลอหยิบแก้วสองใบ
เช้านี้เหมือนเช้าทุกวัน มือเราหยิบแก้วสองใบออกมาจากตู้โดยไม่ทันคิด
แก้วใบหนึ่งสำหรับตัวเอง อีกใบสำหรับเขา แบบที่ทำมายี่สิบกว่าปี
พอรู้ตัวอีกที ก็ยืนถือแก้วเปล่าใบที่สองอยู่กลางครัว ไม่มีใครมารับมันไปอีกแล้ว
เราวางมันกลับที่เดิมเงียบ ๆ แล้วเดินไปนั่งกินข้าวคนเดียวที่โต๊ะตัวเดิม
ห้องนี้ยังมีของเขาอยู่ทุกอย่าง รองเท้าคู่นั้นยังวางอยู่ที่ประตู แว่นตายังอยู่บนหัวเตียง เสื้อในตู้ยังมีกลิ่นของเขาติดอยู่
มีอย่างเดียวที่หายไปจากบ้านหลังนี้ นั่นคือตัวเขา
วันงานศพผ่านไปหลายสัปดาห์แล้ว ญาติพี่น้องกลับบ้านกันหมดแล้ว โทรศัพท์ที่เคยมีคนโทรมาถามว่าเป็นอย่างไรบ้างก็เงียบลง ทุกคนกลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง
มีแต่เราที่ยังตื่นมาหยิบแก้วสองใบทุกเช้า
ทุกอย่างในบ้านยังอยู่ที่เดิม ยกเว้นเขา
คนที่ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มักคิดว่าความเศร้าจะหนักที่สุดในวันงานศพ
แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป
วันงานศพเรายังมีคนล้อมรอบ มีพิธีกรรมให้ทำ มีขั้นตอนให้เดินตาม ร่างกายมันยุ่งจนใจไม่มีเวลาว่างพอจะรู้สึกอะไรเต็มที่
ความเศร้าตัวจริงมักมาเยือนทีหลัง ในบ่ายวันธรรมดาที่ไม่มีใครคาดคิด ตอนที่เห็นเบอร์โทรของเขาในรายชื่อติดต่อ ตอนได้ยินเพลงที่เขาเคยชอบเปิดในรถ ตอนที่มือไปหยิบแก้วใบที่สองโดยไม่ทันคิด
มันไม่ได้มาแบบระเบิดใหญ่ครั้งเดียว มันมาเป็นระลอกเล็ก ๆ ตลอดวัน แล้วบางระลอกก็ใหญ่พอจะทำให้เรานั่งลงกลางทางเดิน
บางคนบอกให้เรา "ทำใจ" บางคนบอกว่า "เวลาจะช่วยเยียวยาทุกอย่าง" คำพวกนี้ไม่ผิด แต่ตอนที่ได้ยินมันในช่วงแรก ๆ มันฟังเหมือนถูกเร่งให้รีบเสร็จกับความเศร้าของตัวเอง
มีป้าคนหนึ่งในงานศพเดินมากอดเราแล้วพูดว่า "อย่าร้องมากนะลูก เดี๋ยวเขาเป็นห่วง ต้องเข้มแข็งไว้"
เราพยักหน้ารับคำนั้นทั้งน้ำตา แต่ในใจแอบสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมความรักที่มีต่อคนคนหนึ่งมายี่สิบปี ถึงต้องรีบเก็บให้เรียบร้อยภายในไม่กี่วัน
ความรู้สึกที่แท้จริงของเราตอนนั้นไม่ใช่ความอ่อนแอ มันคือราคาของการที่เคยรักใครสักคนอย่างเต็มที่
มีบางวันที่เราจัดการได้ดี ยิ้มได้ ทำงานได้ตามปกติ จนตัวเองแอบคิดว่าเราคงเริ่มดีขึ้นแล้ว แล้วจู่ ๆ ก็มีวันที่แค่เห็นเก้าอี้ตัวเก่าที่เขาเคยนั่งกินข้าวเช้า ก็ทรุดลงร้องไห้กลางครัวโดยไม่ทันตั้งตัว
ไม่มีใครเตือนเราไว้ก่อนว่าความเศร้าจะมาแบบนี้ มาไม่เป็นเวลา ไม่เรียงลำดับ วันที่คิดว่าไหวแล้วอาจจะไม่ไหว วันที่คิดว่าคงร้องไห้แน่ ๆ กลับผ่านไปเงียบ ๆ
ความรักที่ลึกที่สุด คือความเจ็บที่ลึกที่สุดด้วย
มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่งในพระไตรปิฎก เล่าถึงคหบดีคนหนึ่งที่ลูกชายคนเดียวเสียชีวิต เขาเศร้าโศกมากจนไม่กินไม่ดื่ม ได้แต่ไปเฝ้าหลุมศพลูกทุกวัน
วันหนึ่งเขาไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลเล่าความทุกข์ของตัวเองให้ฟัง พระพุทธเจ้าตรัสตอบเพียงสั้น ๆ ว่า ความเศร้า ความคร่ำครวญ ความทุกข์ใจ ล้วนเกิดจากสิ่งที่เรารัก
คหบดีฟังแล้วไม่พอใจ เขาคิดว่าคำตอบนี้ฟังดูเย็นชาเกินไป เขาลุกออกจากที่นั่นไปบอกคนอื่นว่าคำสอนนี้ไม่น่าจะถูก เพราะคนที่มีความรักย่อมมีความสุขจากความรักนั้นด้วยไม่ใช่หรือ
เรื่องนี้ไปถึงพระนางมัลลิกา มเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระนางจึงถามพระราชาว่า พระองค์รักพระธิดาวชิรา รักพระมเหสีวาสภขัตติยา รักคนในวังไหม พระราชาตอบว่ารักมาก
พระนางถามต่อว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา พระองค์จะทุกข์ไหม
พระราชาตอบว่า ทุกข์แน่นอน คงทุกข์มากด้วย
พระนางจึงว่า นั่นแหละคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ความโศกไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ มันเกิดขึ้นจากที่เรารักสิ่งนั้นจริง ๆ
ในธรรมบทมีข้อความบทหนึ่งที่มาจากคำสอนตอนนี้ว่า
ความโศกเกิดจากของที่รัก ภัยก็เกิดจากของที่รัก ผู้ใดพ้นแล้วจากของที่รัก ผู้นั้นย่อมไม่มีความโศก จะมีภัยมาแต่ที่ไหน
หลายคนอ่านบทนี้ครั้งแรกแล้วรู้สึกเหมือนโดนตำหนิ เหมือนถูกบอกว่าไม่ควรรักใครเลย เพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บ
แต่ถ้าอ่านช้า ๆ อีกรอบ จะเห็นว่าท่านไม่ได้ห้ามรัก ท่านแค่ชี้ให้เห็นความจริงข้อหนึ่งที่เราไม่ค่อยอยากมอง นั่นคือความเจ็บที่เรากำลังแบกอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ มันเป็นเงาของความรักที่เคยมีอยู่จริง
ยิ่งเงาทอดยาวเท่าไหร่ แดดที่เคยส่องก็เคยแรงเท่านั้น
แก้วใบนี้แตกอยู่แล้ว
หลวงพ่อชาเคยหยิบแก้วน้ำใบหนึ่งขึ้นมาระหว่างที่ท่านสอนลูกศิษย์ แล้วพูดประมาณว่า
สำหรับอาตมา แก้วใบนี้แตกไปแล้ว
ลูกศิษย์ที่ฟังอยู่งงกันหมด เพราะแก้วยังอยู่ในมือท่านดี ๆ ไม่มีรอยร้าวสักนิด
ท่านอธิบายว่า ท่านดื่มน้ำจากแก้วใบนี้ได้ ท่านเห็นแดดส่องผ่านมันสวยงามได้ ท่านทะนุถนอมมันได้เต็มที่ ในเวลาเดียวกันกับที่ท่านรู้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งลมจะพัดมันตกโต๊ะ หรือมือใครสักคนจะทำมันหลุด แล้วมันจะแตก
วันที่มันแตกจริง ๆ ท่านจะไม่ตกใจ เพราะท่านรู้อยู่ก่อนแล้วว่ามันต้องแตกอยู่ดี ท่านแค่ไม่รู้ว่าจะเป็นวันไหน
คนที่เรารักก็เหมือนแก้วใบนั้น ตั้งแต่วันแรกที่เรารักเขา เขาก็เป็นแก้วที่แตกอยู่แล้วเช่นกัน เราแค่ไม่เคยอยากมองให้เห็นเรื่องนี้ เพราะกลัวว่าถ้ามองเห็น เราจะรักเขาได้ไม่เต็มที่
แต่คนที่เข้าใจว่าแก้วนี้แตกอยู่แล้ว กลับเป็นคนที่ถือแก้วอย่างระมัดระวังที่สุด รินน้ำให้เขาด้วยมือที่อ่อนโยนที่สุด มองแสงที่ผ่านแก้วอย่างตั้งใจที่สุด เพราะรู้ว่าเวลาที่มีอยู่นั้นมีจำกัด
ความเจ็บที่เรากำลังเผชิญตอนนี้ ไม่ใช่เพราะแก้วแตกเร็วเกินไปหรือช้าเกินไป มันแตกในเวลาของมันเอง สิ่งที่เหลืออยู่ในมือเราตอนนี้ไม่ใช่แก้ว แต่เป็นความทรงจำของแสงที่เคยผ่านมันมา
สิ่งที่พอทำได้ในคืนที่คิดถึงเขา
ไม่มีวิธีไหนที่ทำให้ความคิดถึงหายไปในทันที เรื่องแบบนี้ไม่มีทางลัด แต่มีบางอย่างที่พอช่วยประคองใจในแต่ละวันได้จริง
เวลาที่ความคิดถึงพุ่งขึ้นมาแรง ๆ อย่างตอนที่มือไปหยิบแก้วสองใบโดยไม่ทันคิด ให้ลองหยุดอยู่ตรงนั้นสักครู่ วางแก้วลง แล้วหายใจเข้าออกช้า ๆ สักสิบครั้งก่อนจะทำอะไรต่อ ไม่ต้องรีบเก็บความรู้สึกให้เรียบร้อย แค่ยอมให้ตัวเองยืนอยู่ตรงนั้นกับมันสักพักหนึ่งก็พอ ความรู้สึกที่เราพยายามรีบผลักออกไปมักจะย้อนกลับมาแรงกว่าเดิมเสมอ ส่วนความรู้สึกที่เรายอมอยู่ด้วยจนสุดคลื่นของมันเอง มักจะค่อย ๆ เบาลงเอง
ถ้าพอมีแรงในบางวัน ลองหาเวลาสักสิบห้านาทีเขียนถึงเขา ไม่ต้องเป็นจดหมายที่สวยงาม แค่เขียนสิ่งที่ยังไม่ได้พูด เรื่องที่ยังค้างคาใจ หรือแค่เล่าให้เขาฟังว่าวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง เหมือนตอนที่เขายังนั่งฟังเราอยู่ หลายคนที่ทำแบบนี้บอกว่ามันไม่ได้ทำให้หายคิดถึง แต่ทำให้ความคิดถึงมีที่ทางมากขึ้น ไม่ต้องวนอยู่ในหัวเงียบ ๆ คนเดียวทั้งคืน
อีกอย่างที่ช่วยได้คือการดูแลร่างกายในช่วงนี้เป็นพิเศษ เพราะความเศร้าหนักขนาดนี้กินแรงกายไปมากกว่าที่คิด กินข้าวให้ตรงเวลาแม้จะไม่อยากกิน นอนให้ได้บ้างแม้จะหลับยาก และถ้าวันไหนความเศร้าหนักจนรู้สึกว่าลุกจากเตียงไม่ไหว กินไม่ได้นอนไม่ได้ต่อเนื่องกันหลายสัปดาห์ ให้ลองหาคนที่เชี่ยวชาญด้านจิตใจมาช่วยพูดคุยด้วย ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย เป็นการดูแลใจเหมือนที่เราดูแลร่างกายเวลาป่วยหนัก
ในทางธรรมยังมีสิ่งหนึ่งที่ทำได้และมีความหมายมาก คือการทำบุญอุทิศให้เขา จะเป็นการถวายสังฆทาน ปล่อยนก ปล่อยปลา หรือทำสิ่งดี ๆ ให้คนอื่นในนามของเขาก็ได้ ไม่ใช่เพื่อหวังว่าเขาจะได้บุญมากน้อยแค่ไหน แต่เพราะการทำแบบนี้ให้เรามีที่ทางวางความรักที่ยังเหลืออยู่เต็มหัวใจ ให้มันไหลออกไปเป็นการกระทำ แทนที่จะวนอยู่ในอกจนหนักเกินไป
วันสำคัญอย่างวันเกิดของเขา วันครบรอบแต่งงาน หรือวันตายประจำปี มักเป็นวันที่หนักกว่าวันธรรมดา ถ้ารู้ตัวล่วงหน้าว่าวันนั้นกำลังจะมาถึง ลองวางแผนไว้ก่อนว่าจะทำอะไรในวันนั้น อาจจะไปทำบุญที่วัด อาจจะไปนั่งที่ที่เขาชอบ อาจจะแค่อยู่บ้านเงียบ ๆ กับคนในครอบครัว ไม่ต้องฝืนทำเหมือนเป็นวันธรรมดา เพราะมันไม่ใช่วันธรรมดาสำหรับเราจริง ๆ
และสุดท้าย ลองสังเกตดูว่าตัวเองกำลังเปรียบเทียบความเศร้าของตัวเองกับใครอยู่หรือเปล่า บางคนเผลอคิดว่าคนอื่นทำใจได้เร็วกว่า เข้มแข็งกว่า ร้องไห้น้อยกว่า แล้วรู้สึกผิดที่ตัวเองยังไม่หาย ความจริงคือไม่มีตารางเวลาตายตัวสำหรับความเศร้า บางคนใช้เวลาเป็นเดือน บางคนใช้เวลาเป็นปี และนั่นไม่ได้แปลว่าใครอ่อนแอกว่าใคร
คืนนี้ถ้ายังคิดถึงเขาอยู่
ถ้าคืนนี้มือยังเผลอไปหยิบแก้วสองใบอีกครั้ง ก็ไม่เป็นไร
นั่นไม่ได้แปลว่าเรายังทำใจไม่ได้ มันแปลว่าเรารักเขาจริง ๆ
แก้วใบนั้นแตกไปแล้วก็จริง แต่แสงที่เคยส่องผ่านมัน ยังอยู่ในตาเราเสมอ
คืนนี้ก็แค่วางแก้วเปล่าใบนั้นกลับที่เดิมเบา ๆ แล้วนั่งลงกินข้าวมื้อนี้ไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่
