สมัครงานเป็นสิบที่ ไม่มีใครโทรกลับมาสักคน
สิบเอ็ดโมงคืนวันอังคาร มือถือวางอยู่ข้างหมอน หน้าจอดับไปได้สักพักแล้ว แต่เรายังเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาเปิดดูอีกรอบ
ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอีเมลจากฝ่ายบุคคล ไม่มีเบอร์แปลกโทรเข้ามา
นับจากวันที่ส่งใบสมัครฉบับแรก วันนี้เป็นวันที่สิบสี่แล้ว ตอนนี้ส่งไปสิบกว่าที่ บางที่ตอบกลับมาแค่บรรทัดเดียวว่าขอบคุณที่สนใจ บางที่เงียบไปเลยจนถึงวันนี้ ไม่มีแม้แต่คำปฏิเสธ
เราเปิดอีเมลของตัวเองขึ้นมาอ่านซ้ำ ไล่ดูประวัติการทำงานที่เขียนไว้ เหมือนกำลังหาที่ผิดสักจุด ทั้งที่อ่านมาแล้วนับสิบรอบ ตัวหนังสือเดิม ประโยคเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน
พรุ่งนี้เช้ายังต้องตื่นไปนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ เปิดเว็บหางาน ไล่ดูตำแหน่งใหม่ กดสมัครอีกที่ ทำแบบเดิมที่ทำมาสองสัปดาห์ แล้วก็รอ
ความเงียบ เจ็บกว่าคำว่าไม่
ถ้ามีใครตอบกลับมาว่าไม่ผ่าน อย่างน้อยเราก็รู้ว่าจบแล้ว ตัดใจได้ ไปสมัครที่ต่อไป
แต่ที่ทรมานกว่านั้นคือความเงียบ ส่งไปแล้วไม่รู้ว่าใบสมัครถึงมือใครหรือเปล่า ถูกเปิดอ่านหรือไม่ ถูกทิ้งไว้ในกองที่ไม่มีใครแตะเลยหรือเปล่า
ใจเราจึงต้องเดาเอาเอง และใจที่กำลังเดาแบบไม่มีคำตอบ มักจะเดาไปในทางที่แย่ที่สุดเสมอ
บางคืนเราคิดว่าประวัติการทำงานของเราคงดูไม่น่าสนใจ บางคืนคิดว่าอายุเรามากไปแล้ว บางคืนคิดว่าที่ทำงานเก่าคงให้ข้อมูลไม่ดีตอนเช็คประวัติ บางคืนคิดหนักไปถึงว่าตัวเราเองนี่แหละที่ไม่มีค่าพอ
สังเกตดูดี ๆ เรื่องที่คิดในแต่ละคืนไม่เหมือนกันเลย เพราะไม่มีเรื่องไหนเป็นความจริงที่ยืนยันได้สักเรื่อง ทั้งหมดเป็นแค่เรื่องที่ใจแต่งขึ้นมาเติมที่ว่างของความเงียบ
ที่แย่กว่านั้นคือ พอคิดแบบนี้ซ้ำไปหลายคืน ใจเราเริ่มเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง ทั้งที่ต้นตอมีแค่อย่างเดียว คือยังไม่มีใครโทรกลับมา
ระหว่างที่รออยู่นั้น เผลอไถโซเชียลไปเจอเพื่อนคนหนึ่งโพสต์รูปวันแรกที่ออฟฟิศใหม่ อีกคนโพสต์ว่าเพิ่งผ่านโปรทดลองงาน ใจแอบเทียบขึ้นมาทันทีว่าทำไมเขาถึงได้ไปต่อ แล้วเราถึงยังนั่งอยู่ตรงนี้
ทั้งที่ความจริงแล้ว เราไม่รู้เลยว่าเขาส่งใบสมัครไปกี่ที่กว่าจะได้ที่นี้ ไม่รู้ว่าเขาเคยมีคืนแบบนี้มาก่อนหรือเปล่า สิ่งที่เห็นในโซเชียลคือวันที่เขาชนะแล้วเท่านั้น ไม่มีใครถ่ายรูปคืนที่ตัวเองนอนไม่หลับรอโทรศัพท์
เอาคุณค่าของตัวเองไปฝากไว้กับคนที่ยังไม่รู้จักเรา
ลองสังเกตดูว่า ตอนที่เราเช็คมือถือรอบที่สิบในคืนนี้ เรากำลังรอคำตอบเรื่องงาน หรือกำลังรอให้ใครสักคนบอกว่าเรายังมีค่าอยู่
สองเรื่องนี้ดูเหมือนเรื่องเดียวกัน แต่จริง ๆ ไม่ใช่เลย
การไม่ได้งาน เป็นเรื่องของตำแหน่งงานหนึ่งตำแหน่ง ในบริษัทหนึ่งบริษัท ที่มีเงื่อนไขและความต้องการเฉพาะของเขาเอง บางทีเขาอยากได้คนที่อยู่ใกล้ออฟฟิศกว่า บางทีเขามีหลานชายอยากส่งเข้ามาทำอยู่แล้ว บางทีตำแหน่งนั้นถูกยกเลิกไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วโดยที่ยังไม่ปิดประกาศ เรื่องพวกนี้ไม่มีทางรู้เลยจากฝั่งเรา
แต่การรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นมาก และเป็นเรื่องที่เราเผลอเอาไปฝากไว้กับคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่ยังไม่เคยเจอหน้าเราด้วยซ้ำ
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทว่า
ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
คำว่าที่พึ่งในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเรื่องเงินทองหรือหน้าที่การงานอย่างเดียว แต่หมายถึงเรื่องคุณค่าในใจของเราด้วย ถ้าเราให้คนอื่นเป็นคนตัดสินว่าเรามีค่าแค่ไหน วันที่เขาไม่ตอบเรา คุณค่าของเราก็จะหายไปพร้อมกับความเงียบนั้นทุกครั้ง
เมล็ดที่หว่านไปสิบเมล็ด ไม่ได้งอกทุกเมล็ด
ลองนึกภาพชาวนาคนหนึ่งที่กำลังหว่านข้าวลงแปลง
เขาหยิบเมล็ดออกมาหว่านทีละกำ บางเมล็ดตกลงบนดินร่วน บางเมล็ดตกไปโดนหิน บางเมล็ดถูกนกคาบไปกินก่อนที่จะทันได้แตะดินด้วยซ้ำ
ชาวนาไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าเมล็ดไหนจะไปตกตรงไหน เขารู้แค่ว่าต้องหว่านออกไป แล้วดูแลดินให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ส่วนเมล็ดจะงอกหรือไม่งอก ขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายอย่างที่อยู่นอกมือเขา ทั้งดิน ทั้งฝน ทั้งแดด ทั้งนกที่บินผ่านมา
ถ้าชาวนาคนนี้นั่งเฝ้าเมล็ดแต่ละเมล็ดที่หว่านไปแล้ว คอยถามตัวเองว่าทำไมเมล็ดนี้ไม่งอกสักที ทำไมเมล็ดนั้นไม่งอกสักที เขาจะไม่มีแรงเหลือไปหว่านแปลงต่อไปเลย
ใบสมัครแต่ละฉบับที่เราส่งไปก็เหมือนเมล็ดพันธุ์ การเขียนให้ดีที่สุด ปรับให้เข้ากับตำแหน่งที่สุดเท่าที่ทำได้ คือสิ่งที่อยู่ในมือเรา ส่วนว่าบริษัทไหนจะเปิดอ่าน จะโทรกลับ จะเห็นตรงกับสิ่งที่เขาต้องการพอดีหรือไม่ เป็นเรื่องของดินแปลงนั้น ๆ ที่เราไม่มีทางควบคุมได้
ในทางธรรม ท่านมักสอนเรื่องนี้ผ่านหลักกรรมและผลของกรรมว่า สิ่งที่อยู่ในอำนาจของเราคือการกระทำ ส่วนผลจะออกมาอย่างไรย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ไม่ใช่สิ่งที่จะไปเร่งหรือบังคับเอาได้ทุกครั้งตามใจ
นี่ไม่ได้แปลว่าให้เราหว่านมั่วสุ่มไม่สนใจอะไรเลย ตรงข้ามเลย ชาวนาที่ดีต้องเลือกเมล็ดพันธุ์อย่างตั้งใจ ต้องเตรียมดินอย่างตั้งใจ เพียงแต่พอหว่านออกไปแล้ว เขาก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามที่มันจะเป็น แล้วหันไปเตรียมแปลงต่อไป
ชาวนาที่ฉลาดยังทำอีกอย่างหนึ่งด้วย คือเดินไปถามชาวนาแปลงข้างเคียงว่าปีนี้ดินตรงไหนดี ควรหว่านช่วงไหน เพราะบางทีเมล็ดที่ไม่งอกไม่ใช่เพราะเมล็ดไม่ดี แต่เพราะหว่านผิดจังหวะเท่านั้นเอง
ใบสมัครของเราก็เช่นกัน ลองให้คนที่เคยผ่านงานฝ่ายบุคคลหรือเพื่อนที่ทำงานสายนั้นช่วยอ่านดูสักรอบ บางทีเขาจะเห็นจุดที่เราเองมองไม่เห็น เพราะเราอยู่ใกล้กระดาษแผ่นนั้นมากเกินไปจนแยกไม่ออกแล้วว่าตรงไหนอ่านเข้าใจง่าย ตรงไหนอ่านแล้วยังงง
เอาไปใช้ยังไงกับคืนที่ยังต้องรอ
สิ่งแรกที่พอทำได้คือ กำหนดเวลาเช็คมือถือให้ชัดเจนสักสองช่วงต่อวัน เช่นตอนเช้าหลังตื่นนอน กับตอนเย็นก่อนกินข้าว แล้วนอกเวลานั้นให้ปิดแจ้งเตือนอีเมลจากเว็บหางานไปเลย ไม่ใช่เพราะไม่สนใจผล แต่เพราะการเช็คทุกสิบนาทีไม่ได้ทำให้คำตอบมาเร็วขึ้น มันแค่ทำให้เราเหนื่อยเร็วขึ้นเท่านั้นเอง
อีกอย่างที่ช่วยได้คือ ก่อนนอนทุกคืน ให้ลองเขียนลงกระดาษสักบรรทัดสองบรรทัดว่าวันนี้เราทำอะไรไปแล้วบ้างที่อยู่ในมือเรา อาจจะเป็นการปรับประวัติการทำงานให้ตรงตำแหน่งมากขึ้น อาจจะเป็นการฝึกตอบคำถามสัมภาษณ์กับเพื่อนสักรอบ อาจจะเป็นแค่การส่งใบสมัครไปอีกที่หนึ่ง เขียนแค่สิ่งที่ทำจริง ไม่ต้องเขียนผลลัพธ์ เพราะผลลัพธ์ไม่ใช่สิ่งที่เราวัดตัวเองได้อย่างเป็นธรรม
ถ้าคืนไหนที่ความคิดเรื่องตัวเองไม่มีค่ากลับมาถามหาอีก ลองถามตัวเองกลับไปตรง ๆ ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของตำแหน่งงานตำแหน่งเดียว หรือเป็นเรื่องของตัวเราทั้งคน ถ้าตอบตามตรงจะเห็นว่ามันเป็นแค่เรื่องแรก แล้วค่อย ๆ วางความคิดเรื่องที่สองลงก่อน ไม่ต้องรีบเชื่อมันทันที
และถ้ามีคนที่ไว้ใจได้สักคน ลองโทรหาเขาแล้วเล่าให้ฟังตรง ๆ ว่าช่วงนี้เหนื่อยกับการรอคำตอบมาก ไม่ต้องขอคำแนะนำ ไม่ต้องขอให้เขาปลอบ แค่พูดออกมาให้มีคนได้ยิน เพราะความเหนื่อยที่เก็บไว้คนเดียวมักจะหนักขึ้นทุกคืนที่ไม่ได้พูดออกมา
ระหว่างวันที่ยังไม่มีตารางงานให้ทำ ลองหาเวลาออกไปเดินสักครึ่งชั่วโมง แค่เดินรอบหมู่บ้านหรือเดินไปตลาดใกล้บ้านก็พอ ไม่ใช่เพื่อออกกำลังกายอย่างเดียว แต่เพราะร่างกายที่ได้ขยับ ช่วยให้ใจที่จมอยู่กับความคิดเดิม ๆ ขยับตามไปด้วย บางทีคำตอบว่าจะปรับใบสมัครยังไงต่อ ก็โผล่ขึ้นมาระหว่างเดินนี่แหละ ไม่ใช่ตอนนั่งเฝ้าหน้าจอ
หลวงพ่อชาเคยสอนไว้ทำนองว่า
อย่าพยายามทำตัวเองให้เป็นอะไร นั่งอยู่ก็ปล่อยให้เป็นไป เดินอยู่ก็ปล่อยให้เป็นไป อย่ายึดสิ่งใด อย่าต้านสิ่งใด
ใจที่เรารอคำตอบก็เช่นกัน ไม่ต้องพยายามบังคับให้ตัวเองรู้สึกดีทั้งที่ยังไม่รู้ผล และไม่ต้องต้านความกังวลที่ผุดขึ้นมา แค่ปล่อยให้มันผ่านเข้ามาแล้วผ่านออกไป ระหว่างที่เรายังใช้ชีวิตวันนั้นต่อไปตามปกติ
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่างจากคืนนี้ ลองจำสามอย่างนี้พอ
- การไม่ได้รับคำตอบ บอกแค่เรื่องของตำแหน่งงานนั้น ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับคุณค่าของเราทั้งคน
- สิ่งที่อยู่ในมือเราคือการหว่านให้ดีที่สุด ส่วนเมล็ดไหนจะงอกไม่ใช่สิ่งที่เราบังคับได้
- เช็คมือถือให้เป็นเวลา แล้วปล่อยให้ช่วงที่เหลือของวันเป็นของเราเอง ไม่ใช่ของการรอคอย
คืนนี้อาจจะยังไม่มีใครโทรมา
ถ้าคืนนี้เช็คมือถืออีกรอบแล้วยังไม่มีอะไรใหม่ ก็ไม่เป็นไร
ไม่มีใครโทรกลับมาในคืนนี้ ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีใครโทรมาเลย มันแปลว่ายังไม่ถึงเวลาของคืนนี้เท่านั้นเอง
พรุ่งนี้เช้ายังมีแปลงให้หว่านต่ออีกวัน ยังมีใบสมัครที่ปรับได้ให้ดีขึ้นอีกนิด ยังมีคนที่รอฟังเสียงเราอยู่ถ้าเราอยากเล่าให้ฟัง
ส่วนคืนนี้ วางมือถือลงข้างหมอนแล้วหลับตาลงก่อนก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยหว่านกันต่อ
